Ubondhamma
ถาม
ท่านอาจารย์คับ ทราบมาว่าการดีดนิ้ว 1 ครั้ง มีรูปและนามเกิดขึ้นมากมายนัก จึงมีความสงสัยว่า การที่เราปฏิบัติธรรมนี้ ที่เราเห็นรูปนามนั้นเป็นรูปนามที่เป็นปรมัตถ์หรือเป็นรูปนามในส่วนใดคับ?
ตอบ
ความรู้สึกหนึ่งๆเป็นปรมัตถ์หนึ่งๆทั้งสิ้น แล้วก็มีการตั้งชื่อเรียกว่า โทสะ โลภะ ศรัทธา เมตตา อุเบกขาฯลฯ เหล่านี้เป็นนามปรมัตถ์ ส่วนชื่อที่ใช้เรียกเป็นสมมติบัญญัติ(ติ๊งต่างเรียก)
หรือสิ่งที่มากระทบให้เกิดความรู้สึกหนึ่งๆ เช่น สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็เป็นปรมัตถ์เช่นกัน เรียกว่ารูปปรมัตถ์
ชีวิตทั้งชีวิตจึงมีแต่รูปกับนามที่เกิดดับต่อเนื่องไหลเลื่อนไปตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดปี
ตลอดชาติ ตลอดสังสารวัฏ เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีคำว่าขาดตอนลงสักขณะเดียว ยกเว้นพระอรหันต์หรือพระอนาคมีที่เข้านิโรธสมาบัติ ระหว่างเข้านิโรธสมาบัติ รูปนามเหล่านี้จะขาดตอนลง จะหยุดไหล หรือถ้าเป็นพระอรหันต์นิพพานลง(สิ้นชีวิตลง)รูปนามก็ขาดตอนลงไปอย่างถาวร
รูปนามปรมัตถ์ทั้งหลายเกิดดับเร็วแต่ต่อเนื่องกันไปอย่างหาที่สุดมิได้ กิริยาต่อเนื่องนี้ เรียกว่าสันตติ(สืบต่อ)บ้าง
ปวัตติ(เป็นไป)บ้าง
ที่มนุษย์สามัญอย่างพวกเราสามารถกำหนดเห็นการเกิดดับได้ด้วยวิปัสสนานั้น ก็เป็นการเห็นการเกิดดับขณะใหญ่
กล่าวคือดีดนิ้ว 1 ครั้ง
เราจะเห็นได้แค่หัวเสียงกับท้ายเสียงว่ามีการเกิดขึ้นและหมดไปของเสียงนั้น(นับเป็น 1 ขณะใหญ่)
แต่ในระหว่างหัวเสียงไปหาท้ายเสียงนั้น จะมีการเกิดดับขณะย่อยๆต่อเนื่องกันถึงแสนโกฏขณะต่อลัดนิ้วมือ
การเกิดดับขณะย่อยแสนโกฏขณะต่อลัดนิ้วมือนี้ เป็นสิ่งที่สามัญชนเห็นไม่ได้
ต้องพระพุทธเจ้าหรือพระสารีบุตรจึงจะสามารถเห็นได้ครับ
ธรรมะศึกษา
ครั้งที่ 64
2 ส.ค. 60
การใช้กลิ่นเปรียบเทียบความดีความชั่วในคัมภีร์
กลิ่นดอกไม้ไม่ฟุ้งทวนลม จันทน์หรือกฤษณา และมะลิซ้อน ก็ไม่ฟุ้งทวนลม แต่กลิ่นสัตบุรุษย่อมฟุ้งทวนลม กลิ่นสัตบุรุษย่อมฟุ้งไปได้ทุกทิศ จันทน์ก็ดี กฤษณาก็ดี อุบลก็ดี มะลิก็ดี กลิ่นคือศีล ยอดเยี่ยมกว่าบรรดาคันธชาตเหล่านั้น กลิ่นกฤษณาและจันทน์นี้มีประมาณน้อย
ส่วนกลิ่นของผู้มีศีล เป็นกลิ่นสูงสุด ฟุ้งไปในทวยเทพทั้งหลาย มารย่อมไม่พบทางของท่านเหล่านั้น ผู้มีศีลสมบูรณ์มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ชอบ ภิกษุเป็นพระผู้มีปัญญา ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ยังจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ ผู้มีความเพียรมีปัญญารักษาตนนั้นพึงสางชัฏนี้ได้ ดังนี้ (11/90/166 มหามกุฏ)
ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กะพระองค์ว่า กลิ่นดิบของพระองค์มีประการ อย่างไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การกระทำ ด้วยความหวัง การหลอกลวง การเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย.
ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีในรสทั้งหลาย เจือปนด้วยของไม่สะอาด มีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคลพึงแนะนำได้โดยยาก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่า กลิ่นดิบเลย.
ชนเหล่าใดผู้เศร้าหมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตร ไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปกติไม่ให้ และไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ นี้ชื่อว่า กลิ่นดิบ
(47/315/81 มหามกุฏ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กลิ่นสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่. (32/4/2 มหามกุฏ)
นวองคุลี
ธรรมธีระ ธรรมพิสุทธิ์
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Ubon Ratchathani
34160