The Isaan Record - Southeast
14/02/2024
ธีระพล อันมัย นิเทศศาสตร์ ม.อุบลฯ
ความกังวลต่อการทำงานของสื่อไทย
การไม่นำเสนอข่าวต่างหากที่เป็นปัญหา
จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ กรณี ณัฐพล เมฆโสภณ หรือ เป้ นักข่าวประชาไท และณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ หรือ ยา ช่างภาพอิสระ ถูกจับกุมจากการทำข่าวนักกิจกรรมพ่นสีกำแพงวัง และถูกตั้งข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้มีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน และ พ.ร.บ.ความสะอาด ทำให้ประชาชนและสื่อต่างตั้งคำถามในการถูกดำเนินคดีว่ามีความผิดปกติของกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการทำงานของผู้สื่อข่าว
ธีระพล อันมัย อาจารย์สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่า การคุกคามสื่อเป็นปัญหาของประเทศที่มีรากเหง้าจากเผด็จการ และเป็นปัญหาที่ต้องอธิบายกับชาวโลกให้ได้ว่า ทำไมผู้สื่อข่าว ไปทำข่าวจึงถูกจับกุมตั้งข้อหา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต้นปี 2566 แต่เพิ่งถูกจับในตอนนี้ และตนคิดว่านี้คือความไม่ปกติของกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกหมายจับ การจับกุม การควบคุมตัวที่มีปัญหา เพราะตามหลักสากลแล้วผู้สื่อข่าวทำหน้าที่ตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทั่วโลกยอมรับ เว้นแต่ประเทศที่เป็นเผด็จการเท่านั้น
“ในฐานะอาจารย์ที่สอนนิเทศศาสตร์ ผมรู้สึกว่า ต่อจากนี้อาชีพนักข่าว ไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัย เพราะไม่ได้มีพื้นที่ให้ได้ทำข่าว โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง แต่ผมมองว่าถ้าเราปล่อยและยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ กระบวนการยุติธรรมบ้าบอพวกนี้ก็จะทำหน้าที่ต่อไป คือจะอ้างความมั่นคง อ้างวัตถุโบราณเรื่องความเป็นโบราณสถานมาเล่นงาน ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้สื่อข่าวทำหน้าที่รายงานความเป็นไปของเหตุการณ์เท่านั้น
“ปัญหาของประเทศเราตอนนี้คือมีอำนาจที่เรียกว่า จารีตนิยมครอบอยู่ คือไม่ได้สนใจกฎหมาย ไม่ได้สนใจจรรยาบรรณอะไรด้วย จารีตนิยมจะทำอะไรก็ได้ พอสื่อจะทำหน้าที่ก็บอกว่า สื่อไม่มีจรรยาบรรณ พื้นฐานแรกของจรรยาบรรณสื่อ คือการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ความจริงที่ถูกต้องครบถ้วน สิ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติที่นักข่าวต้องทำอยู่แล้ว นักข่าวแค่รายงานข่าวนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่นำเสนอต่างหากที่เป็นปัญหา”
เทวฤทธิ์ มณีฉาย บรรณาธิการของประชาไท ได้ออกมาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยกล่าวว่า กรณีการดำเนินคดี 2 นักข่าวจากประชาไทที่รายงานข่าวเกี่ยวกับนักกิจกรรมพ่นกำแพงด้วยข้อความ 112 บางคนบอกว่า ไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไรนั้น ประเด็นไม่ใช่ความกลัวหรือไม่กลัว แต่การจับกุมนำมาสู่การถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และกระทบกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต
“เราไม่ได้กลัว เพราะเราไปทำข่าว ที่สำคัญนักข่าวและสื่อที่ต้องลงไปทำข่าวภาคสนามทั้งหลายต้องรู้สึกอย่างไร จะถูกหาว่าสนับสนุนไหม จะมีหมายจับติดปลายนวมหรือเปล่า
“ที่ผ่านมา คดีจะมาที่กองบรรณาธิการก่อน แต่ครั้งนี้เข้าถึงตัวนักข่าวภาคสนามเลย รู้ตัวอีกทีก็มีหมายจับแล้ว โดยหมายจับก็ค้างไว้เกือบปี โดยไม่รู้ว่ามีหมาย ทั้งที่ปรากฏตัวในที่สาธารณะตลอด แถมไม่มีหมายเรียกก่อน พอโดนจับ เสียงาน เสียเวลา เสียอิสรภาพ ทั้งถูกสายเคเบิลไทร์รัดข้อมือ ต้องถูกคุมตัวข้ามวัน เสียเงินประกันและอื่นๆ ที่เหมือนเป็นการลงโทษเขาไปก่อนที่จะตัดสินแล้ว
“นี่เป็นการเล่นงานที่กระบวนการได้มาซึ่งข่าว ไม่ใช่เนื้อข่าวที่เผยแพร่ไป คนที่เปราะบางที่สุดในกระบวนการทำข่าวก็คนเหล่านี้ นักข่าว ช่างภาพสนาม ไม่ต้องพูดถึงความมั่นคงในการทำงานของอุตสาหกรรมนี้ มองตาคนทำงาน น้องๆ ที่มาทำงานภาคสนามเขากังวลไหม จึงไม่แปลกที่นักศึกษานิเทศศาสตร์ออกมาเคลื่อนไหวเพราะมันคือสภาพการทำงานที่เขาอาจต้องเผชิญในอนาคต สุดท้ายคนที่เสียประโยชน์ คือคนสาธารณะชน ที่จะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือแม้แต่คนที่อยากจะสื่อประเด็นสาธารณะแต่มีความเสี่ยง มีคู่ขัดแย้งซึ่งอาจเป็นคนมีอำนาจ เขาก็อาจจะไม่ถูกนำเสนอ เพราะสื่อกลัวว่าเสนอไปแล้วหรือไปทำข่าวตัวเองจะกลายเป็นผู้สนับสนุนคู่ขัดแย้งหรือคนเหล่านั้นไปด้วยไหม วันดีคืนดีมีหมายจับมาจากไหนไม่รู้”
หลังจากมีการจับกุมนักข่าวประชาไท สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้มีแถลงการณ์ลงในเพจเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า กังวลสิทธิเสรีภาพสื่อถูกปิดกั้น และแสดงความกังวลการตั้งข้อกล่าวหา คือ “ร่วมสนับสนุนการกระทำผิดในคดีอาญา” เป็นการบั่นทอนต่อสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่รายงานข่าวในเหตุการณ์ ทำให้โอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีความชัดเจนกับสังคม และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
ในแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีท่าทีหลบหนีการต่อสู้คดีในชั้นศาล เพื่อความเป็นธรรม สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาสมควรจะได้รับสิทธิ์ ในชั้นศาล ในการพิจารณารับการประกันตัวชั่วคราว เพื่อออกมาสู้คดีแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างเต็มที่ตามหลักของกระบวนการยุติธรรม และเพื่อพิสูจน์ว่าเหตุดังกล่าวเกิดจากการทำหน้าที่สื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรม
“หากสื่อมวลชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฎิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้กรอบกฎหมาย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ มีช่องทางในการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายโดยเฉพาะด้านความช่วยเหลือในการจักหาทนายความต่อสู้คดีตามกรอบความร่วมมือข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับสภาทนายความ
“สุดท้ายขอเรียกร้องให้บรรณาธิการและต้นสังกัด กำกับดูแลผู้ปฏิบัติงานข่าวทำงานอยู่ในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ กฎหมาย ยึดหลักการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นำเสนอข้อมูลข่าวสารเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน นำเสนอข่าวสารด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รอบด้าน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ข้อความทิ้งท้ายในแถลงการณ์
อ่านบนเว็บไซต์: https://theisaanrecord.co/2024/02/14/journalists-were-arrested/
---
เรื่อง: วีรภัทรา เสียงเย็น
#จับนักข่าวประชาไท #คุกคามสื่อ
10/01/2024
“ปัญหาต้นตอจริงๆ ต้องเริ่มตั้งแต่แนวคิดการพัฒนาระบบขนส่งทั้งระบบไม่สมดุล ไม่มีทางเลือกให้คน คนก็ใช้ถนนเยอะ การควบคุมการใช้ที่ดินก็ไม่เหมาะสม เพราะว่าถนนเลี่ยงเมืองไม่ควรที่จะมีห้างร้านเปิดเยอะขนาดนั้น ส่งผลให้รถติดที่สี่แยก การที่รถติดที่แยกดงอู่ผึ้ง-วนารมย์เป็นปลายเหตุ”
ผศ.ดร.สิทธา เจนศิริศักดิ์ อาจารย์สาขาวิศวกรรมการขนส่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงโครงสร้างของวงเวียนแยกดงอู่ผึ้งและแยกวนารมย์ และปัญหาของการใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม
ลักษณะของวงเวียนแยกดงอู่ผึ้งและแยกวนารมย์ เป็นลักษณะวงเวียนที่มีทางลอดด้านล่างทางเดียว ด้านบนของทางลอดคือวงเวียนสี่เส้นทาง จุดตัดทางหลวงหมายเลข 231 (แยกดงอู่ผึ้ง) กับทางหลวงหมายเลข 23 ทางลอดคู่ขนาน หากมาจากทาง จ.ศรีสะเกษ จะมุ่งหน้าสู่แยกวนารมย์ หลังคาวงเวียนมุ่งสู่เมืองอุบลราชธานี และ จ.ยโสธร ซึ่งเส้นทางดังกล่าวเป็นโครงการของกรมทางหลวงที่สร้างขึ้นเพื่อจัดระเบียบการจราจรและความปลอดภัยในการสัญจร อยู่ในเขตรับผิดชอบของแขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 1 งบประมาณ 800 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญาทำโครงการเมื่อ 30 เมษายน 2562 ถูกเปิดใช้งานเมื่อ 31 ธันวาคม 2565 มาจนถึงปัจจุบัน
แม้เจตนาของโครงการนี้คือเพื่อแก้ปัญหาจราจร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาคือการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเนื่องจากผู้สัญจรไม่เชี่ยวชาญในการใช้วงเวียน ทั้งยังพบว่าในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวจะมีรถพ่วงบรรทุกข้าวขนาดใหญ่ใช้เส้นทางมากขึ้น การเข้าวงเวียนหรือเลี้ยวออกตามจุดตัดมีความเสี่ยงในการเฉี่ยวชนทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ปัญหาต่อมาพบว่าปริมาณรถที่ใช้งานเริ่มมีมากขึ้น สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของอาจารย์สิทธา ถึงประเด็นที่ว่า เมื่อประมาณรถเริ่มล้นวงเวียน กรมทางหลวงจะจัดการอย่างไรต่อไป
อ่าน - มองผังเมืองและระบบขนส่งสาธารณะ ผ่านปัญหาวงเวียนแยกวนารมย์ เมืองอุบลฯ https://theisaanrecord.co/2024/01/10/wanarom-roundabout/
---
เรื่อง: ศิริลักษณ์ คำทา
#อุบลราชธานี #แยกวนารมย์
18/12/2023
ขยะ 360 ตันต่อเดือนจากชุมชนรอบ ม.อุบลฯ เทศบาลร้องนักศึกษาโอนชื่อเข้าพื้นที่ เพื่อดึงงบประมาณจัดการขยะ
ชุมชนใกล้เคียงส่งเสียงถึงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีช่วยกระตุ้นนักศึกษาให้ความสำคัญกับการย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในเขตพื้นที่ที่อาศัยปัจจุบัน เพื่อให้ได้งบประมาณที่มากขึ้นเท่ากับผู้อยู่อาศัยจริงที่ชุมชนต้องดูแล เพื่อช่วยให้การจัดการขยะในเขตรับผิดชอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากขยะส่วนใหญ่นั้นมาจากมหาวิทยาลัย
พื้นที่ ต.เมืองศรีไค และ ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นชุมชมที่ส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งของร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจหอพักให้นักศึกษา, บุคลากร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ชาวบ้านและนักศึกษาใช้พื้นที่ชุมชนร่วมกัน เมื่อผู้อาศัยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปีตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของนักศึกษาที่สวนทางกับงบประมาณที่ใช้ดูแลชุมชน
นายอรรถวิทย์ แสงดิษฐ์ หัวหน้าสำนักปลัด ให้ข้อมูลว่า ต.เมืองศรีไค มีปริมาณขยะ 6 ตันต่อวัน คิดเป็น 180 ตันต่อเดือน หมู่บ้านที่อยู่ในเขตรับผิดชอบทั้งหมด 11 หมู่บ้านและขยะส่วนใหญ่นั้นมาจากหอพักและร้านอาหารที่อยู่รอบมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี งบประมาณที่ยังไม่ถูกจัดสรรรวม 45-48 ล้านบาทต่อปี เจ้าหน้าที่เก็บขยะ 14 คน รถเก็บขยะ 3 คัน การมีรถขยะเพิ่มเข้ามา ช่วยให้การเก็บขยะไม่ตกค้างมากเท่าเมื่อก่อน เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
“เราพูดตามตรงทางมหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล ทางเทศบาลเองก็เป็นนิติบุคคล ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับเทศบาลยังไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องการจัดการขยะ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเองก็มีวิธีการจัดการขยะของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว จะต้องแยกส่วนกัน แต่มองว่าคำถามนี้ตรงประเด็นมาก ข้อ 1 ทางเทศบาลนโยบายของผู้บริหารคือท่านนายกเทศมนตรี มองว่าอยากให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยเรื่องงบประมาณ และอยากขอความร่วมมือให้ทางมหาวิทยาลัยโอนนักศึกษาในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยที่มาอาศัยหรือมาอยู่ที่นี่เข้ามาอยู่ในเขตพื้นที่บริการ เพื่อให้ได้งบประมาณที่มากขึ้น สามารถจัดสรรเพียงพอต่อประชากร และการจัดการขยะนั้นดีอยู่แล้ว ไม่มีผลกระทบ ผมขอการันตี”
ด้าน จ.ส.อ.หญิงปัญจภรณ์ ประมายะ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน ต.ธาตุ ที่ในแต่ละวันต้องรองรับขยะ 4-5 ตัน คิดเป็นเดือนละ 170-180 ตัน จาก 11 หมู่บ้านในเขตรับผิดชอบ และให้ข้อมูลเช่นเดียวกันว่าขยะส่วนใหญ่นั้นมาจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
“การสร้างวิสัยทัศน์ปลูกจิตสำนึกให้กับคนในชุมชน ในการคัดแยกขยะและจัดการขยะของตัวเอง หากมีการรณรงค์สำเร็จก็อาจทำให้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าทิ้งขยะถึงปีละ 900,000 บาทเลยด้วยซ้ำ”
สำหรับเทศบาล ต.ธาตุ มีงบประมาณในการจัดเก็บขยะอยู่ที่ 900,000 บาทต่อปี เจ้าหน้าที่เก็บขยะ 9 คน รถเก็บขยะ 2 คัน ไม่เพียงพอทั้งในแง่ของงบประมาณและการบริหารจัดการขยะ เมื่อไม่เพียงพอส่งผลกระทบในเรื่องของขยะตกค้าง ส่งกลิ่นเหม็น แม้มีโครงการรณรงค์ให้ชาวบ้านทำบ่อขยะเปียกของตนเองที่บ้าน บางส่วนให้ความร่วมมือ แต่ทว่าหอพักนักศึกษากลับมองว่ามีความยุ่งยากในการจัดเก็บและคัดแยกขยะ
“ยังไม่เคยประสานความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย แต่ทางมหาวิทยาลัยมีโครงการ อย่างคณะวิทยาศาสตร์ก็มาเป็นภาคีเครือข่ายที่มาร่วมด้วยช่วยกันกับเทศบาลใกล้เคียงมหาวิทยาลัย เป็นโครงการเกี่ยวกับชุมชนเกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นความคิดเห็นในฐานะที่ทำงานด้านขยะอยากให้ช่วยคิดค้นหรือเป็นแม่งานในการทำให้ขยะลดลง ทางมหาลัยมีศักยภาพทั้งทางด้านวิชาการและงบประมาณ และอยากให้ทางมหาลัยมาร่วมด้วยช่วยกันในการทำให้ขยะรอบมหาวิทยาลัยลดน้อยลง” จ.ส.อ.หญิงปัญจภรณ์ ประมายะ กล่าว
---
เรื่อง: ศิริลักษณ์ คำทา
หมายเหตุ - ข่าวนี้สัมภาษณ์และถ่ายภาพโดย วันฉัตร กุลสิงห์ ณัจฉรียา ลิ้มถวิล และนัชชา สุขนิจ นักศึกษานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
---
อ่านบนเว็บไซต์ https://theisaanrecord.co/2023/12/18/waste-management-in-the-community-around-ubu/
#มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี #มออุบล #อุบลราชธานี
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Ubon Ratchathani