THE PEN

THE PEN

แชร์

25/04/2026

"มหกรรมเยียวยาชุมชน"

นโยบายเยียวยาชุมชนจากปากตัวแทนพรรคการเมือง

เวทีแห่งการเรียนรู้และแบ่งปันเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมงาน “มหกรรมเยียวยาชุมชน” เวทีสาธารณะระดับภูมิภาคเพื่อทบทวนบทเรียนการทำงานเยียวยา และผนึกกำลังระดมทุนสนับสนุนเยาวชนและเด็กกำพร้าในพื้นที่
กำหนดการ: วันที่ 25-26 เมษายน 2569
สถานที่: ณ ลานพิกุล มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
กิจกรรมหลักภายในงาน:
ภาคเวทีเสวนา: การวิพากษ์และเสนอแนะนโยบายการเยียวยา โดยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และตัวแทนจากพรรคการเมือง
กิจกรรมภาคสนาม (Clinic Service): บริการให้คำปรึกษาฟรี ทั้งด้านกฎหมาย, การเยียวยา, สิทธิมนุษยธรรม และด้านศาสนา/วัฒนธรรม โดยผู้เชี่ยวชาญ
กิจกรรมระดมทุน "Hidangan Kasih": เพื่อสมทบทุนซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารบ้านพักเด็กกำพร้า ภายใต้มูลนิธิซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมและสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนเรา
#มหกรรมเยียวยาชุมชน #นโยบายสาธารณะ #มูลนิธิซันตารา #มนร #นราธิวาส
#เยียวยาชุมชน #ให้เพื่อสังคม

Photos from THE PEN's post 18/03/2026

“AIC ตะอาวุน” สมาคมใหม่ของ กก.อิสลาม 15 จังหวัด
ผลักดันระบบสวัสดิการมุสลิม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วานนี้ (17 มีนาคม 2569) สมาคมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้ หรือ AIC ตะอาวุน เปิดรับสมัครสมาชิกสมาคมฯ ภายในงาน รอมฎอนสัมพันธ์ 2569 กิจกรรมละศีลอดผู้นำศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ "รอมฏอนสัมพันธ์ ปี 2569 (ฮิจเราะห์ศักราช 1447)" ณ ห้องประชุมใหญ่ มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา ถนนลพบุรีราเมศวร์ ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีผู้สนใจสมัครจำนวนมากเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับ สมาคมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้ (Islamic Committee Association in 15 Southern Provinces of Thailand) ใช้ชื่อยอว่า “AIC ตะอาวุน” ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มีนายศักดิ์กรียา บิลแสละ” ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา/ประธานสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้ เป็นนายกสมาคมฯ คนแรก

โดยสมาคมพัฒนามาจาก “สมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้” ที่ก่อตั้งโดยอดีตจุฬาราชมนตรี อาศิส พิทักษ์คุมพล และได้ทำงานช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี เพื่อดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิต การพัฒนาสังคม และส่งเสริมการศึกษาของพี่น้องไทยมุสลิม ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนถึง จ.นราธิวาส

ที่ผ่านมา สมาพันธ์ฯ ดำเนินงานอย่างเข้มแข็งภายใต้ความร่วมมือของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดต่าง ๆ แต่ก็พบปัญหาและอุปสรรคมากมาย เนื่องจากไม่ได้เป็นนิติบุคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเหตุผลหลักของการจดทะเบียนเป็นสมาคมขึ้นมา

AIC ตะอาวุน ดำเนินการภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ด้านศาสนา ด้านการศึกษา ด้านสังคมและวัฒนธรรม และ ด้านเศรษฐกิจฮาลาลตามหลักชารีอะห์

สำหรับวัตถุประสงค์หลัก ๆ ของสมาคม ได้แก่
1. การยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิม และบุคลากรทางศาสนาที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
2. ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับผู้นำทางศาสนา ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรมุสลิม องค์กรต่างศาสนิก และองค์กรอื่นๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ
3. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการและบริการสาธารณะของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และ
4. ผลักนโยบาย กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ ที่มีผลหรือเกี่ยวข้องกับพี่น้องชาวไทยมุสลิม

เปิดกว้างรับทุกคน ทุกศาสนา ร่วมสร้างสังคมดีงาม
อย่างไรก็ตาม ในการผลักดันระบบสวัสดิการและการขับเคลื่อนงานต่างๆ นั้น ทางสมาคมจำเป็นต้องเปิดรับสมัครสมาชิกของสมาคมด้วย จึงจัดโครงการสมัครสมาชิกสร้างเครือข่ายสมาชิก A.I.C. Member ขึ้นมา ซึ่งเปิดกว้างสำหรับทุกคน ทุกศาสนา ทุกอาชีพ ที่ต้องการร่วมสร้างสังคมที่ดีงาม
สมาชิกจะได้รับสวัสดิการตามระบบตะกาฟุล รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจฮาลาล การอบรม สัมมนา กองทุนช่วยเหลือ และความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ค่าสมาชิกปีละ 380 บาท

Photos from THE PEN's post 28/02/2026

สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ขอให้รัฐบาลชุดใหม่ ประกาศการสร้างสันติภาพเป็น "วาระแห่งชาติ" (National Agenda) เร่งตั้งคณะพูดคุยฯ ทันทีภายใน 3 เดือน และเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตจำนงของประชาชน กว่า 19 ล้านเสียง

#สภาประชาสังคมชายแดนใต้ นำโดยนางสาวลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้อ่านประกาศเจตนารมณ์ ในงานสมัชชาสันติภาพชายแดนใต้ปาตานี ครั้งที่ 5 : Pa(t)tani Peace Assembly 2026 ในโอกาสครบรอบการพูดคุยสันติภาพปีที่ 13 วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ร้าน Chaba Roti & Coffee ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี
โดยสภาประชาสังคมชายแดนใต้และภาคีเครือข่ายได้ย้ำถึงคุณค่าของ #เดือนรอมฏอนอันประเสริฐ ในฐานะช่วงเวลาแห่งศรัทธา ความเมตตา และสันติภาพ โดยขอเรียกร้องให้
1) ขอให้ทุกฝ่าย ปฏิเสธและยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บในทุกกลุ่ม
2) ขอให้มีหลักประกันความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันในช่วงเดือนรอมฏอนและทุกโอกาสในวันสำคัญทุกศาสนา
3) ขอให้คู่ขัดแย้งทั้งรัฐบาลและขบวนการ บี.อาร์.เอ็น. ยึดแนวทางสันติวิธี มีความอดทนอดกลั้นในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้/ปาตานี
ทั้งนี้ ในประเด็นสันติภาพอย่างยั่งยืนได้ขอเรียกร้อง
1) ขอให้รัฐบาลชุดใหม่ บรรจุเรื่อง #การสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลและประกาศให้เป็น " #วาระแห่งชาติ" (National Agenda) พร้อมเร่งรัดการจัดตั้ง 'คณะพูดคุยเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้' ทันทีภายใน 3 เดือนหลังจากจัดตั้งรัฐบาลใหม่
2) ขอให้รัฐบาลและรัฐสภา ดำเนินการและเดินหน้ากระบวนการ #แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามเจตจำนงของประชาชน กว่า 19 ล้านเสียง ที่ออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้มีรัฐธธรรมนูญฉบับใหม่
ประกาศ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

Photos from THE PEN's post 24/11/2025

น้ำท่วม ถนนสายไหนผ่านไปได้บ้าง
อัพเดตเส้นทางคมนาคม
ข้อมูล 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น.

อัพเดตเส้นทางในพื้นที่ ยะลา
ยะลา – เบตง มีน้ำท่วมเส้นทาง หลายจุดขาขึ้นเบตง เส้นทางมายะลา ใช้การได้

ยะลา - ท่าสาป - ยะหา #แยกท่าสาปถึงแยกเตาปูนน้ำท่วมเส้นทาง รถเล็กไม่สามารถผ่านได้

ยะลา - ทางลัดลำใหม่ #น้ำท่วมเส้นทางช่วงบ้านท่าวัง ไม่สามารถผ่านได้

เส้นทางเรือนจำยะลา #รถเล็กไม่แนะนำ ระดับน้ำเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

ลำใหม่ – นาประดู่ #เทศบาลลำใหม่ น้ำท่วมเส้นทาง ไม่สามารถสัญจรได้

ยะลา - 418 #ทุ่งยามู พื้นที่ตาเซะ ไม่สามารถผ่านได้

ยะลา - ทางลัดทุ่งยามู - ลำใหม่ #รถเล็กไม่สามารถผ่านได้

ยะลา – เขาตูม #ยังสามารถสัญจรได้

ยะลา - โกตา - รามัน - จะกว๊ะ – ยีลาแป #เส้นทางโกตา มีน้ำแรงไม่สามารถสัญจรได้ เขายีลาแปมีหินบนเส้นทาง

พื้นที่ปัตตานี

ถนนสาย 43 เขตรอยต่อเทพา - แยกดอนยาง มีน้ำท่วมสูงบริเวณไหล่ทาง สามารถสัญจรผ่านได้ แต่ควรใช้ความระมัดระวัง

ถนนสาย 43 แยกดอนยาง - วงเวียนมะพร้าวต้นเดียว สามารถสัญจรผ่านได้

ถนนสาย 43 วงเวียนมะพร้าวต้นเดียว - แยกบ้านดี สามารถสัญจรผ่านได้ มีน้ำท่วมบางจุด ควรใช้ความระมัดระวัง

ถนนสาย 42 แยกดอนยาง - เมืองปัตตานี (ผ่านตุยง) สามารถสัญจรผ่านได้

ถนนสาย 42 แยกดอนยาง - พื้นที่นาประดู๋ มีน้ำท่วมบริเวรไหล่ทางควรใช้ความระมัดระวัง
**บริเวณแยกนาเกตุ - ชคต.นาเกตุ มีน้ำท่วมถนนค่อนข้างสูง รถเล็กไม่สามารถผ่านได้

ถนนสาย 42 เมืองปัตตานี - รอยต่อนราธิวาส มีน้ำท่วมผิวถนนหลายจุด สามารถสัญจรผ่านได้ แต่ควรใช้ความระมัดระวัง

ถนนสาย 418 วงเวียนมะพร้าวต้นเดียว - พื้นที่ยะลา ไม่สามารถสัญจรผ่านได้บริเวณคลองทรายใน - ท่าสาป

แจ้งเส้นทางหลักที่จะเดินทางมา อ.โคกโพธิ์

1.เส้นทางลำไพล โคกโพธิ์ ถึงแยกนาเกตุ รถเล็กงดเดินทางผ่าน

2.เส้นทางจากแยกนาเกตุถึงบ่อทองรถเล็กงดเดินทาง

3.เส้นทางแยกนาเกตุถึงนาประดู่รถเล็กงดเดินทาง

4.เส้นทางบางโกระท่าเรือถึงแยกป้อมทางหลวงบ่อทองรถเล็กงดเดินทาง

ติดต่อสอบถามเส้นทาง 073431200 และ 073431937

ข้อมูล 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น.

สำนักงานทางหลวงที่18 รายงานน้ำท่วมในระหว่างวันที่ 20-24 พ.ย. 68 ประจำวันที่ 24 พ.ย. 68 ณ เวลา 06.00 น. ตามรายงานแนบ
สรุปได้ดังนี้ ภัยพิบัติ ทั้งหมด 129 จุด
จุดน้ำท่วม/น้ำกัดเซาะทั้งหมด 124 จุด
คอสะพานชำรุด 34 จุด
เสาไฟฟ้าล้ม 1 จุด
การจราจรผ่านได้ 112 จุด
การจราจรผ่านไม่ได้ 17 จุด
ยุติ 53 จุด
ไม่ยุติ 76 จุด
จำนวน 32 สายทาง

ขท.สงขลาที่ 1
- น้ำท่วม 34 จุด
- ผ่านได้ 32 จุด
- ผ่านไม่ได้ 2 จุด
- ยุติ 25 จุด

ขท.ยะลา
-น้ำท่วม 17 จุด
-คอสะพานชำรุด 2 จุด
-ผ่านได้ 17 จุด
-ผ่านไม่ได้ 2 จุด
-ยุติ 3 จุด

ชม.ปัตตานี
-น้ำท่วม 28 จุด
-คอสะพานชำรุด 1 จุด
-เสาไฟฟ้าล้ม 1 จุด
-ผ่านได้ 28 จุด
-ผ่านไม่ได้ 2 จุด
-ยุติ 11 จุด

ขท.นราธิวาส
-น้ำท่วม 16 จุด
- ผ่านได้ 14 จุด
- ผ่านไม่ได้ 2 จุด
- ยุติ 4 จุด

ขท.สตูล
- น้ำท่วม 18 จุด
- ผ่านได้ 14 จุด
- ผ่านไม่ได้ 4 จุด
- ยุติ 6 จุด

ขท.สงขลาที่ 2
- น้ำท่วม 11 จุด
-คอสะพานชำรุด 1 จุด
- ผ่านได้ 7 จุด
- ผ่านไม่ได้ 5 จุด
- ยุติ 4 จุด

Photos from THE PEN's post 12/11/2025

ปัญหายาเสพติด กับความเปราะบางของเยาวชน และความยืดหยุ่นของชุมชนชายแดนใต้
กอจ. - INSANI - มูลนิธิอุลามาอปัตตานีฯ เผยผลวิจัยเสนอ 3 ข้อให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหา

วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ร่วมกับมูลนิธิยุมอียะห์ อุลามาอจังหวัดปัตตานีดารุสสลาม และสถาบันวิจัยและพัฒนามนุษย์ปัตตานี ( INSANI )
ได้รายงานผลการศึกษาปัญหายาเสพติด ความเปราะบางของเยาวชน และความยืดหยุ่นของชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยมี ดร.แวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เป็นประธาน นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม ที่ ห้องประชุมวิทยาลัยอิหม่าม สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี

คำแถลงผลวิจัยปัญหาการใช้ยาเสพติด ความเปราะบางของเยาวชนและความเข้มแข็งของสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี มูลนิธิจุมิยะฮฺอุลามาอุฟาฎอนีดารุสสลาม และสถาบัน INSANIในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการศึกษาและวิจัยเรื่องนี้

พบว่า ปัญหายาเสพติดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่เชื่อมโยงกับความยากจน ความรุนแรงในครอบครัวและการหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งทำให้เยาวชนของเราตกอยู่ในห้วงภัยร้ายของยาเสพติดอย่างน่าเป็นห่วง

"สิ่งที่เราเสียใจที่สุดคือ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมายาวนานเปิดช่องให้เกิดการแพร่ระบาดของสารเสพติดหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นน้ำต้มพืชกระท่อม กัญชา เฮโรอีน และยาบ้าจะต้องสูญเสียเยาวชนอีกกี่รุ่น? เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปแนวทางจากต้น น้ำถึงปลายน้ำโดยเร่งด่วน" นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กล่าว

ปัจจุบัน ปัญหาการใช้ยาเสพติดในพื้นที่สามจังหวัดไม่อาจควบคุมได้รากเหง้าของปัญหานี้คือการทุจริตในหมู่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งผู้นำชุมชนบางรายไม่ได้แสดงต้นแบบที่ดีต่อเยาวชนสถานการณ์นี้ได้ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นเรื้อรังแม้ว่าปัญหายาเสพติดจะก่อให้เกิดความเสียหายรอบด้านแต่ยังคงมี ความริเริ่มของชุมชท้อง ถิ่น ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาโดยชุมชน

"อัลฮัมดุลิลละฮฺ ศูนย์บำบัดฟื้นฟูโดยชุมชนได้สร้างแสงแห่งความหวังรัฐบาลควรเปิดหูเปิดตาและให้การสนับสนุนต่อโครงการของประชาชนเพราะวิธีการของรัฐที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เกิดผลสำเร็จ" มะหะหมัด อาหะมะ ประธานสถาบัน INSANI กล่าว

ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนทุกระดับเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้

1. รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพียงพอแก่ศูนย์บำบัดที่ดำเนินงานโดยชุมชนเนื่องจากเป็นรูปแบบที่ได้รับความเชื่อถือและมีประสิทธิภาพมากกว่ารวมทั้ง การจัดตั้งศูนย์บำบัดเฉพาะสำหรับผู้ติดยาที่เป็นผู้หญิง

2. ดำเนินแคมเปญสร้างความตระหนักรู้และการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อเปิดพื้นที่อภิปรายเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดรวมทั้งการจัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในการปฏิรูประบบนโยบายของรัฐ

3.จัดตั้งองค์กรร่วมด้านการป้องกันยาเสพติดที่นำโดยชุมชนและทำงานร่วมกับรัฐบาลกลาง เพื่อออกแบบกรอบการปฏิรูปนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

Photos from THE PEN's post 25/08/2025

อึ้ง ! คนชายแดนใต้สูญเงิน 700 กว่าล้านจากแก๊ง Call Center
โลกต้องเผชิญความเสี่ยงจากข่าวลวง/บิดเบือนยาวไปอีก 10 ปี?

มูลนิธิ ดิจิทัลเพื่อสันติภาพ เผยข้อมูลสถิติน่าตกใจ คือ คนชายแดนใต้สูญเงิน 700 กว่าล้าน จากภัยทางออนไลน์ ปัตตานีหนักสุด มากถึง 5,521 คดี ตามด้วยยะลาและนราธิวาส มี 5 รูปแบบการหลอกลวงออนไลน์ที่คนชายแดนใต้ตกเป็นเหยื่อ และแนวโน้มสูงขึ้น เตือนสตรี ผู้สูงอายุให้ระวังมากๆ แต่ทุกคนมีสิทธิตกเป็นเหยื่อได้หากไม่รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เพราะมีสารพัดรูปแบบความท้าทายบนโลกไซเบอร์ในชายแดนใต้เสนอขอให้ขยายนโยบายสันติภาพครอบคลุมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ขณะที่ World Economic Forum ชี้ว่า โลกที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงเหล่านี้ยาวไปอีก 10 ปี?

“ความไม่สงบ” ไม่ใช่ภัยร้ายรุนแรงในชายแดนใต้อย่างเดียวที่ประชาชนต้องเผชิญในขณะนี้ เพราะปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์กลายเป็นเรื่องหนักหน้าสาหัสไปแล้วเช่นเดียวกัน

เพราะจากการเก็บข้อมูลของมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (Digital4Peace Foundation) พบข้อมูลที่น่าตกใจ คือในช่วง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2565 ถึงเดือนมิถุนายน 2568 มีคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) มากถึง 12,546 คดี สร้างความเสียหายรวมประมาณ 705 ล้านบาท (เฉลี่ยคดีละ 56,193 บาท)

ปัตตานีหนักสุด มากถึง 5,521 คดี สูญไป 200 กว่าล้าน
ข้อมูลสถิติเหล่านี้มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (Digital4Peace Foundation) โดยนายมะรูฟ เจะบือราเฮง ได้รวบรวมไว้ในรายงานเรื่อง ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ : สถานการณ์ ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบาย

โดย จ.ปัตตานีมีจำนวนคดีและความเสียหายสูงสุด 5,521 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 259.58 ล้านบาท ตามมาด้วย จ.ยะลา 4,070 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 224.33 ล้านบาท และ จ.นราธิวาส 2,955 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 221.07 ล้านบาท

แม้สัดส่วนคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ในชายแดนใต้คิดได้เพียง 7.78% ของทั้งประเทศ และมีสัดส่วนมูลค่าความเสียหายแค่ 5.20% ของทั้งประเทศ แต่มูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีก็อยู่ในระดับสูง

5 #รูปแบบการหลอกลวงออนไลน์ที่คนชายแดนใต้ตกเป็นเหยื่อ

โดยมี 5 รูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยที่สุด คือ 1) หลอกลวงซื้อขายสินค้า/บริการ 2)หลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ 3) หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 4) หลอกให้กู้เงินแบบฉ้อโกง และ 5) ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้โอนเงิน

จากข้อมูลคดีดังกล่าว เมื่อแยกย่อยของแต่ละจังหวัด จะพบว่า

#ปัตตานี
- คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการสูงถึง 1,989 คดี มูลค่าความเสียหาย 21.05 ล้านบาท
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 690 คดี มูลค่าความเสียหาย 63.48 ล้านบาท และ
- การหลอกลวงออนไลน์ทางด้านการเงิน 399 คดี มูลค่าความเสียหาย 32.41 ล้านบาท

#ยะลา
- คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการฯ 1,623 คดี มูลค่าความเสียหาย 15.91 ล้านบาท
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 524 คดี มูลค่าความเสียหาย 52.02 ล้านบาท และ
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ 292 คดี มูลค่าความเสียหาย 24.90 ล้านบาท

#นราธิวาส
- คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการฯ 1,114 คดี มูลค่าความเสียหาย 12.13 ล้านบาท
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 392 คดี มูลค่าความเสียหาย 38.27 ล้านบาท และ
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ 194 คดี มูลค่าความเสียหาย 14.73 ล้านบาท

#แนวโน้มสูงขึ้น ต้นต่อจากแหล่งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ ระบุว่า อาชญากรรมออนไลน์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีรูปแบบคล้ายกับภาพรวมของประเทศ ซึ่งคนไทยตกอยู่ในสภาวะวิกฤตทางไซเบอร์นี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 70% ในช่วงปี 2565 - 2567 และสูญเงินไปมากถึง 7.95 หมื่นล้านบาทจากการฉ้อโกงออนไลน์ เฉลี่ย 77 ล้านบาทต่อวัน

โดยมี 5 คดีออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดในระดับประเทศ คือ 1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ 56% 2)หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ 15% 3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 11% 4) หลอกลวงให้กู้เงินอันมีลักษณะฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ 7% และ 5) ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน 6%

ขณะที่ Whoscall ระบุว่า ปี 2567 จำนวนสายมิจฉาชีพทางโทรศัพท์และข้อความ SMS หลอกลวงในไทย พุ่ง 168 ล้านครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี กลวิธีหลอกลวงใน SMS ทีพบอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การชักชวนเล่นพนัน การปลอมเป็นบริษัทขนส่งพัสดุ การแอบอ้างเป็นธนาคาร สถาบันการเงิน องค์กร และหน่วยงานรัฐ

โดยการหลอกลวงเหล่านนี้มาจากแหล่งสแกมเมอร์ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านแถบชายแดนที่รายล้อมประเทศไทย ทั้งเมียนมาร์ ลาว และ กัมพูชา (ข้อมูลนี้สอดคล้องกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ยืนยันว่ากัมพูชากลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์)

#ทุกคนตกเป็นเหยื่อได้หากไม่รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เตือนสตรี ผู้สูงอายุให้ระวัง

จากการวิเคราะห์ของมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ พบว่า กลุ่มเปราะบางหลักๆ ที่ตกเป็นเหยื่อ ได้แก่
1. สตรีวัยทำงาน ซึ่งตกเป็นเหยื่อสูงสุด
2. สตรีผู้สูงอายุ (ผู้สูงอายุ 75.3% เคยถูกหลอกลวงออนไลน์)
3. ผู้สูงอายุในหมู่บ้านที่ห่างไกล (เพราะขาดทักษะการรู้ทันดิจิทัล)
4. ผู้ที่มีรายได้น้อยทำให้ตั้งใจหารายได้
5. เด็ก และเยาวชน ขาดความรู้เท่าทันสื่อ
6. ยังมีบุคคลทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อแต่ก็ไม่กล้าร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ เตือนว่า ทุกคนสามารถตกเป็นเหยื่อได้หากขาดทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เชื่อข่าวปลอม ขาดทักษะทางด้านเทคโนโลยี และไม่กล้าร้องเรียน

#สารพัดรูปแบบความท้าทายบนโลกไซเบอร์ในชายแดนใต้

นอกจากคดีและความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ ยังได้ระบุถึงความท้าทายบนโลกไซเบอร์ในชายแดนใต้ด้วยว่า สามารถแยกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
1. Misinformation (ข้อมูลเท็จ) ได้แก่ การเสียดสี/ล้อเลียน ข้อมูลที่มีการเชื่อมโยงผิด และ ชี้นําให้เกิดการเข้าใจผิด ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา
2. Disinformation (ข้อมูลบิดเบือน) ได้แก่ เนื้อหาที่แต่งขึ้นมาใหม่ มีการดัดแปลงเนื้อหา นำเสนอแบบผิดบริบท หรือการแอบอ้าง
3. Mulinformation (ข้อมูลแฝงเจตนาร้าย) ได้แก่ การละเมิดความเป็นส่วนตัว การคุกคาม การใช้คําพูดที่สร้างความเกลียดชัง และข้อมูลที่ขัดต่อจรรยาบรรณ

ทั้ง 3 ประเภทนี้ เรียกรวมๆ ว่า “ #ความผิดปกติของข้อมูลขาวสาร” หรือ Information Disorder ที่เป็นเสมือนสารตั้งต้นที่นำไปสู่การ “ #การคุกคามทางไซเบอร์” (Cyberthreats) ซึ่งมีรูปแบบที่หลากหลายมาก หรือรุนแรงไปถึงขั้น “ #อาชญากรรมทางไซเบอร์” (Cybercrime) ที่เป็นการทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น แชร์ลูกโซ่ การสะกดรอยตามทางไซเบอร์ (Cyberstalking) การแฉ/ปล่อยข้อมูลส่วนตัว (Doxing) การล่อลวงออนไลน์ (Online Grooming) การคุกคามทางเพศออนไลน์ (Online Sexual Harassment) หลอกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การใช้ AI ตัดต่อรูปในทางที่ผิด การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดรัฐธรรมนูญ การพนันออนไลน์ แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ SMS หลอกลวง หลอกลงทุน หลอกให้รักแล้วโกงเงิน คําพูดสร้างความเกลียดที่เกี่ยวกับเพศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ ไม่ได้กล่าวถึงปฏิบัติข่าวสาร หรือ ไอโอ (IO : Information Operations) ที่เป็นการใช้ข้อมูลโจมตีฝ่ายตรงข้ามในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในขณะนี้แต่อย่างใด

#ขอให้ขยายนโยบายสันติภาพ ครอบคลุมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ ยังได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญสำหรับการป้องกันและแก้ปัญหานี้ คือ การยกระดับปัญหานี้ให้เป็นวาระด้านความมั่นคง จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจแบบบูรณาการทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคประชาสังคม เร่งรัดกระบวนการอายัดบัญชีม้า สร้างเครือข่ายภูมิคุ้มกันดิจิทัลในระดับชุมชนผ่านการให้ความรู้และจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษา

นอกจากนี้ ควรให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารและความปลอดภัยไซเบอร์ในชายแดนใต้มากขึ้น

แต่ข้อเสนอที่สำคัญ คือการขยายนโยบายสันติภาพชายแดนใต้ ให้ครอบคลุมถึงความมั่นคงปลอดภัยแบบใหม่ด้วย คือความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ที่มา https://www.facebook.com/digital4peace)

#ภัยออนไลน์ โลกที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงนี้ยาวไปอีก 10 ปี?

ไม่ใช่แค่ชายแดนใต้ หรือ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ภัยออนไลน์ยังเป็นปัญหาระดับโลกด้วย โดยในรายงานความเสี่ยงโลกฉบับที่ 20 (Global Risks Report 2025) ที่จัดทำโดย World Economic Forum เผยให้เห็นความเสี่ยงของโลกจากข้อมูลออนไลน์ โดยรวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 900 คนทั่วโลก ในกรอบเวลา 1 ปี, 2 ปี และ 10 ปี

ผลปรากฏว่า โลกมีความเสี่ยงจากข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Misinformation and disinformation) เป็นอันดับ 1 โยเฉพาะในกรอบเวลา 2 ปี จากความเสี่ยงโลก 33 ประการ และเป็นความเสี่ยงอันดับที่ 5 ในกรอบเวลา 10 ปี

โดย 4 อันดับแรก คือ 1)เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events) 2) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ (Biodiversity loss and ecosystem collapse) 3) การเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบโลกธรรมชาติ (Critical change to Earth systems) และ 4 )การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources shortages)

นอกจากข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Misinformation and disinformation) แล้ว ผลกระทบด้านลบจากเทคโนโลยี AI (Adverse outcomes of AI technologies), การจารกรรมทางไซเบอร์และสงครามไซเบอร์ (Cyber espionage and warfare), อันตรายบนโลกออนไลน์ (Online harms) และ ผลกระทบด้านลบจากเทคโนโลยีล้ำสมัย (Adverse outcomes of frontier technologies) ถูกนับรวมอยู่ในความเสี่ยงของโลก 33 ประการด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภัยร้ายทางไซเบอร์ ที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้

รายงานฉบับนี้ ระบุว่า ในปี 2027 “ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Misinformation and disinformation)” ยังคงเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันเป็นปีที่สอง

การแพร่กระจายของเนื้อหาที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนนี้กำลังทำให้โลกที่ขัดแย้งอยู่แล้วยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกในหลายมิติ โดยเฉพาะในทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น เป็นกลไกสำคัญที่ต่างชาติใช้เพื่อแทรกแซงการเลือกเลือกตั้ง สร้างความระแวงสงสัยให้สาธารณชนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง หรือใช้ทำลายชื่อเสียงของสินค้าและบริการจากประเทศอื่น เป็นต้น

(ที่มา https://reports.weforum.org/docs/WEF_Global_Risks_Report_2025.pdf)

ดังนั้น ในท่ามกลางปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรงจากปัญหาความไม่สงบของประชาชนคนชายแดนใต้ จะต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงการใช้ข้อมูลข่าวสารเท็จและบิดเบือน ที่สำคัญคือการไม่ขยายความขัดแย้งด้วย ติดตามได้ในตอนต่อไป

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Pattani?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


300/109 ถ. หนองจิก ม. 4 ต. รูสะมิแล อ. เมือง จ. ปัตตานี
Pattani
94000