BAYCOMS

BAYCOMS

แชร์

(Head Office)
89 Cosmo Office Park, 6th Floor
Popular 3 Road, Pakkred, Nonthaburi
Thailand 11120
Contact Us: 02-115-9956
FaX: 02-115-1629
Web: www.baycoms.com Bay Computing Company Limited was established in 1996 by IT professionals who have more than a decade of experience in implementing IT solutions to leading corporates in Thailand. Bay Computing team emphasizes on technical expertise, service

09/04/2026

เผยต้นทุนแฝง ทำไม ปัญหารหัสผ่านซ้ำซาก ถึงทำร้ายธุรกิจมากกว่าที่คุณคิด

ในโลกของ Cybersecurity หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่การป้องกันการถูกเจาะระบบ (Data Breach) ครั้งใหญ่ เพราะตัวเลขความเสียหายเฉลี่ยที่ IBM ระบุไว้นั้นสูงถึง 4.4 ล้านดอลลาร์ การลงทุนเพื่อป้องกันเหตุการณ์เพียงครั้งเดียวจึงดูคุ้มค่าในสายตาผู้บริหาร แต่ในความเป็นจริง ยังมีภัยเงียบที่กำลังกัดกินทรัพยากรองค์กรอยู่ทุกวัน นั่นคือ "เหตุการณ์ผิดปกติเกี่ยวกับข้อมูลประจำตัวที่เกิดขึ้นซ้ำซาก" (Recurring Credential Incidents)

1. เมื่อความวุ่นวายรายวัน กลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น

ปัญหาอย่างการลืมรหัสผ่าน บัญชีถูกล็อก หรือการต้องรีเซ็ตรหัสผ่านใหม่บ่อยๆ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันแล้วมันคือ ภาระมหาศาล

- ภาระของ Helpdesk: Forrester เผยว่า 30% ของการแจ้งซ่อม มาจากเรื่องรหัสผ่าน
- ต้นทุนต่อครั้ง: การรีเซ็ตรหัสผ่านหนึ่งครั้งมีค่าใช้จ่ายแฝง (ค่าแรงและเวลาที่เสียไป) สูงถึง 70 ดอลลาร์
- ประสิทธิภาพที่ถดถอย: ทีม IT ต้องเสียเวลาไปกับการ "ไล่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า" แทนที่จะได้ทำงานเชิงกลยุทธ์ที่มีมูลค่าสูงกว่า

2. นโยบายที่ตึงเกินไป กลับกลายเป็นช่องโหว่

หลายองค์กรแก้ปัญหาด้วยการตั้งกฎรหัสผ่านให้ยากและซับซ้อน แต่ผลลัพธ์มักตรงกันข้าม เมื่อผู้ใช้งานรู้สึกว่าระบบ "ใช้งานยาก" พวกเขาจะเริ่มหาทางลัด

- พฤติกรรมเสี่ยง: นำรหัสผ่านเดิมมาเติมตัวเลขสั้นๆ หรือจดรหัสใส่กระดาษ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกเดาได้ง่าย
- ช่องว่างของเวลา: การบังคับเปลี่ยนรหัสตามรอบ (เช่น ทุก 90 วัน) ไม่ได้ช่วยอะไรหากรหัสถูกขโมยไปตั้งแต่วันแรก เพราะผู้โจมตียังมีเวลาใช้งานได้จนกว่าจะครบกำหนด

หัวใจสำคัญคือ รหัสผ่านไม่ได้อันตรายเพราะมัน "เก่า" แต่มันอันตรายเพราะมัน "หลุด" ไปอยู่ในมือมิจฉาชีพแล้วต่างหาก

3. เปลี่ยนจากการ "รักษา" เป็น "การป้องกันที่ต้นเหตุ"

ปัจจุบันหน่วยงานระดับโลกอย่าง NIST เริ่มแนะนำให้เลิกบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบเวลา และเปลี่ยนมาใช้วิธี "เปลี่ยนเมื่อพบความเสี่ยง" แทน แม้โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ระบบไร้รหัสผ่าน (Passwordless) แต่รหัสผ่านยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการยืนยันตัวตน หากพื้นฐานนี้อ่อนแอ ความเสี่ยงก็จะลามไปสู่ระบบอื่นๆ นโยบายที่แข็งแกร่งต้องมาพร้อมกับความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

แนวทางแก้ไขเพื่อลดภาระงานและเพิ่มความปลอดภัย

1. เลิกบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบเวลา (Eliminate Arbitrary Resets) การเปลี่ยนจากนโยบาย "บังคับเปลี่ยนทุก 90 วัน" มาเป็นการ "เปลี่ยนเมื่อมีความเสี่ยงจริง" ตามคำแนะนำของ NIST

- พฤติกรรมการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย: เช่น การเปลี่ยนจาก Password01 เป็น Password02
- ภาระของ Helpdesk: ลดจำนวนเคส Account Lockout จากการที่ผู้ใช้จำรหัสผ่านใหม่ไม่ได้

2. ใช้ระบบคัดกรองรหัสผ่านที่รั่วไหล (Implement Breached Password Screening) ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการที่พนักงานใช้รหัสผ่านที่เคยถูกแฮ็กจากบริการอื่น (Credential Stuffing)

- แนวทาง: ใช้โซลูชันที่สามารถตรวจสอบรหัสผ่านของพนักงานเทียบกับฐานข้อมูลรหัสผ่านที่เคยรั่วไหลทั่วโลก
- ผลลัพธ์: หากพนักงานพยายามตั้งรหัสที่เสี่ยง ระบบจะบล็อกทันทีตั้งแต่ต้นทาง

3. ปรับปรุงนโยบายให้ "เป็นมิตรต่อผู้ใช้" (Improve Policy Usability) การบอกแค่ว่า "รหัสผ่านไม่ตรงตามข้อกำหนด" โดยไม่บอกสาเหตุ ทำให้ผู้ใช้หงุดหงิดและหาทางลัด

- แนวทาง: ให้ระบบแสดงผลแจ้งเตือนแบบ Real-time ว่ารหัสผ่านขาดองค์ประกอบใด (เช่น ขาดอักขระพิเศษ หรือห้ามใช้คำว่า 'Password')

4. ยกระดับการยืนยันตัวตนก่อนเข้าสู่ระบบ Passwordless อย่ามองข้ามความสำคัญของรหัสผ่านเพียงเพราะกำลังจะเปลี่ยนไปใช้ระบบ Scan นิ้ว หรือ Token

- แนวทาง: สร้างรากฐาน Identity Security ที่แข็งแกร่งด้วยการบังคับใช้ MFA (Multi-Factor Authentication) ร่วมกับนโยบายรหัสผ่านที่รัดกุม
- ผลลัพธ์: ป้องกันการโจมตีแบบ Lateral Movement (การเคลื่อนไหวไปมาระหว่างระบบ) แม้ระบบใดระบบหนึ่งจะถูกเจาะ

5. วิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพการทำงาน (Monitor Operational Impact) ทำความเข้าใจว่าปัญหา Digital Identity กระทบกับธุรกิจอย่างไร

- แนวทาง: ติดตามสถิติของ Helpdesk ว่าเสียเวลาไปกับเรื่อง Password มากน้อยเพียงใด และคำนวณเป็นต้นทุนที่แท้จริง
- ผลลัพธ์: ช่วยให้ฝ่ายบริหารเห็นความสำคัญของการลงทุนในเครื่องมือจัดการรหัสผ่านอัตโนมัติที่ช่วยลด "ต้นทุนแฝง" เหล่านี้ได้จริง

Ref : https://thehackernews.com/2026/04/the-hidden-cost-of-recurring-credential.html

นึกถึงเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไว้ใจ BAYCOMS
Your Trusted Cybersecurity Partner

ติดต่อสอบถามหรือปรึกษาเราได้ที่ :
Bay Computing Public Co., Ltd
Tel: 02-115-9956
Email: [email protected]
Website: www.baycoms.com

01/04/2026

เจาะลึก Red Menshen สายลับดิจิทัล ผู้อยู่เบื้องหลังการจารกรรมเครือข่ายโทรคมนาคมโลก

ในโลกของสงครามไซเบอร์ การตรวจพบภัยคุกคามที่รวดเร็วคือหัวใจสำคัญ แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าศัตรูสามารถฝังตัวอยู่ในระบบได้นานหลายปีโดยไม่มีใครสังเกตเห็น และนี่คือเรื่องราวของกลุ่มแฮกเกอร์ Red Menshen (หรือที่รู้จักในชื่อ Earth Bluecrow) กลุ่มภัยคุกคามที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน ซึ่งล่าสุดถูกเปิดเผยว่าได้สร้างระบบจารกรรมที่ "แนบเนียนที่สุด" เท่าที่เคยมีมาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

รายงานจาก Rapid7 Labs ระบุว่า Red Menshen ได้เข้าแทรกซึมเครือข่ายโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลางมาตั้งแต่ปี 2021 โดยมีเป้าหมายหลักไม่ใช่การทำลายระบบ แต่เป็นการ "ฝังตัวระยะยาว" เพื่อจารกรรมข้อมูลของรัฐบาลและบุคคลสำคัญ กลุ่มนี้เปรียบเสมือน "สายลับหรือหน่วยปฏิบัติการที่แฝงตัวอยู่" (Sleeper Cells) ที่คอยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวผ่านโครงข่ายหลักของระบบสื่อสาร (Telecom Backbone)

BPFDoor ประตูกลที่ไร้ร่องรอย

อาวุธลับที่ทำให้ Red Menshen น่ากลัวคือ มัลแวร์ที่ชื่อ BPFDoor ซึ่งมีความต่างจากมัลแวร์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เช่น

- ไม่เปิดช่องโหว่ให้เห็น: มันไม่มีการเปิดพอร์ตสื่อสาร (Listening Ports) หรือส่งสัญญาณ Beaconing ออกไปหาแฮกเกอร์เป็นระยะ ทำให้เครื่องมือสแกนไวรัสทั่วไปตรวจไม่พบ
- ซ่อนตัวในระดับ Kernel: มัลแวร์นี้ฝังตัวอยู่ในระดับรากฐานของระบบปฏิบัติการ (Kernel) และใช้เทคโนโลยี Berkeley Packet Filter (BPF) เพื่อดักกรองข้อมูล
- รอคำสั่ง: BPFDoor จะอยู่นิ่งๆ จนกว่าจะได้รับแพ็กเก็ตข้อมูลที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ (Magic Packet) จากแฮกเกอร์เพื่อปลุกให้มันทำงานและเปิดรีโมทให้แฮกเกอร์เข้าควบคุมเครื่องได้ทันที

เส้นทางการโจมตี จากหน้าบ้านสู่หัวใจเครือข่าย

Red Menshen เริ่มต้นจากการเจาะเข้าทาง "อุปกรณ์หน้าบ้าน" ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เช่น VPN, Firewall หรือเซิร์ฟเวอร์จากแบรนด์ดังอย่าง Cisco, Fortinet, VMware และ Palo Alto Networks เมื่อได้จุดยึดแล้ว พวกเขาจะติดตั้งเครื่องมือสนับสนุนอื่นๆ เช่น

- Framework สำหรับควบคุม: อย่าง CrossC2 หรือ Sliver
- เครื่องมือขโมยรหัสผ่าน: เพื่อใช้ในการเคลื่อนที่ภายในเครือข่าย (Lateral Movement) จากเครื่องหนึ่งไปสู่อีกเครื่องหนึ่ง

วิวัฒนาการใหม่ การพรางตัวขั้นสูง

ล่าสุดพบเวอร์ชันใหม่ของ BPFDoor ที่ยกระดับความแนบเนียนไปอีกขั้น

- HTTPS Camouflage: ซ่อนคำสั่งปลุกมัลแวร์ไว้แนบเนียนไปกับทราฟฟิก HTTPS (เว็บปกติ) ทำให้ดูเหมือนการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป
- SCTP Support: รองรับโปรโตคอลเฉพาะของเครือข่ายมือถือ ทำให้แฮกเกอร์สามารถ ติดตามตำแหน่งที่อยู่และพฤติกรรมของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ได้โดยตรง
- ICMP Communication: ใช้การสื่อสารผ่านโปรโตคอล ICMP ระหว่างเครื่องที่ติดมัลแวร์ด้วยกันเองเพื่อลดความผิดสังเกต

บทสรุป ความท้าทายใหม่ของความปลอดภัยทางไซเบอร์

การโจมตีของ Red Menshen สะท้อนให้เห็นว่าแฮกเกอร์ในปัจจุบันไม่ได้เล็งแค่การโจมตีซอฟต์แวร์ที่เราใช้งานกันทั่วไป แต่กำลังฝังตัวลึกลงไปในระดับฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐาน 4G/5G ซึ่งการตรวจจับทำได้ยาก

สำหรับองค์กรและผู้ดูแลระบบ นี่คือสัญญาณเตือนว่าการป้องกันเพียง "ขอบเขตภายนอก" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการตรวจสอบพฤติกรรมในระดับลึก (Deep Packet Inspection) และการเฝ้าระวังภายในเคอร์เนลของระบบอย่างใกล้ชิด



Ref : https://thehackernews.com/2026/03/china-linked-red-menshen-uses-stealthy.html



นึกถึงเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไว้ใจ BAYCOMS
Your Trusted Cybersecurity Partner.

ติดต่อสอบถามหรือปรึกษาเราได้ที่ :
Bay Computing Public Co., Ltd
Tel: 02-115-9956
Email: [email protected]
Website: www.baycoms.com

13/03/2026

ก้าวล้ำไปอีกขั้น OpenAI เปิดตัว 'Codex Security' AI ผู้ช่วยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สแกนโค้ดกว่าล้านรายการ พบช่องโหว่ร้ายแรงนับหมื่นจุด

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา OpenAI ได้เดินหน้ายกระดับวงการความปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้วยการเปิดตัว Codex Security อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็น AI Agent ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ค้นหา ตรวจสอบ ยืนยัน และเสนอแนวทางแก้ไขช่องโหว่ของระบบซอฟต์แวร์แบบครบวงจร

ปัจจุบัน ฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้งานในรูปแบบพรีวิวเพื่องานวิจัย (Research Preview) ผ่านทางเว็บไซต์ Codex โดยผู้ใช้งาน ChatGPT ในแพ็กเกจ Pro, Enterprise, Business และ Edu สามารถทดลองใช้งานได้ฟรี

จากโปรเจกต์ Aardvark สู่ผลลัพธ์การสแกนระดับโลก

Codex Security ถือเป็นวิวัฒนาการขั้นกว่าของโปรเจกต์ Aardvark ที่ OpenAI เคยเปิดทดสอบแบบ Private Beta ไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2025 เพื่อช่วยให้นักพัฒนาและทีมรักษาความปลอดภัยจัดการกับช่องโหว่ในสเกลขนาดใหญ่ได้ ผลลัพธ์จากการทดสอบในช่วง 30 วันที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่น่าทึ่ง ระบบได้ทำการสแกนโค้ดคอมมิต (Commits) ไปมากกว่า 1.2 ล้านรายการบน Repositories ภายนอก ซึ่งสามารถตรวจพบช่องโหว่ระดับ Critical ถึง 792 รายการ และมีระดับ รุนแรงสูง (High-Severity) อีก 10,561 รายการ สิ่งที่น่าสนใจคือ AI ตัวนี้สามารถค้นพบช่องโหว่ในโปรเจกต์โอเพนซอร์สชื่อดังที่ใช้งานกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น OpenSSH, libssh, PHP และ Chromium รวมถึงโปรเจกต์อื่นๆ ที่มีการระบุรหัสช่องโหว่ (CVE) ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

- GnuPG: CVE-2026-24881, CVE-2026-24882

- GnuTLS: CVE-2025-32988, CVE-2025-32989

- GOGS: CVE-2025-64175, CVE-2026-25242

- Thorium: CVE-2025-35430, CVE-2025-35431, CVE-2025-35432, CVE-2025-35433, CVE-2025-35434, CVE-2025-35435, CVE-2025-35436

ทำไม Codex Security ถึงแม่นยำและแตกต่าง?

OpenAI ระบุว่า การทำงานของ Codex Security แตกต่างจากเครื่องมือ Agent ทั่วไปตรงที่ "ระบบจะสร้างบริบทเชิงลึกเกี่ยวกับโปรเจกต์ เพื่อระบุช่องโหว่ที่ซับซ้อนที่เครื่องมืออื่นมักพลาดไป พร้อมนำเสนอผลลัพธ์ที่มีความมั่นใจสูง และแนวทางแก้ไขที่ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยลดการแจ้งเตือนที่น่ารำคาญจากบั๊กที่ไม่สำคัญ"

ทาง OpenAI ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Hacker News ว่า Codex Security มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงอัตราส่วนข้อมูลที่สำคัญต่อข้อมูลรบกวน (Signal-to-noise) โดยยึดหลักการค้นหาช่องโหว่จากบริบทของระบบเป็นหลัก ซึ่งมีกลไกการทำงาน 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. วิเคราะห์และสร้างแบบจำลอง (Analyze & Threat Model): AI จะเข้าไปวิเคราะห์ Repository เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างด้านความปลอดภัยของโปรเจกต์ จากนั้นจะสร้าง "แบบจำลองภัยคุกคาม (Threat Model)" ที่สามารถแก้ไขได้ เพื่อบันทึกว่าระบบทำหน้าที่อะไร และจุดไหนที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีมากที่สุด

2. ระบุและทดสอบยืนยัน (Identify & Validate): เมื่อเข้าใจบริบทแล้ว ระบบจะระบุช่องโหว่และจัดประเภทตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริง จากนั้นจะนำปัญหาไปทดสอบแรงกดดัน (Pressure-tested) ในสภาพแวดล้อมจำลอง (Sandbox)

“เมื่อปรับแต่งสภาพแวดล้อมให้เข้ากับโปรเจกต์ของคุณ Codex Security จะสามารถตรวจสอบปัญหาได้โดยตรงในขณะที่ระบบกำลังทำงาน ซึ่งจะช่วยลดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด และสามารถสร้างตัวต้นแบบ (Proofs-of-concept) เพื่อเป็นหลักฐานที่ชัดเจนให้กับทีมความปลอดภัยได้” OpenAI กล่าว

3. เสนอแนวทางแก้ไข (Propose Fixes): ในขั้นตอนสุดท้าย AI จะเสนอแพตช์แก้ไขที่สอดคล้องกับพฤติกรรมเดิมของระบบมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ทำให้ทีมสามารถตรวจสอบและนำโค้ดไปใช้งาน (Deploy) ได้อย่างราบรื่น

สมรภูมิ AI ด้านความปลอดภัยที่กำลังดุเดือด

การเคลื่อนไหวของ OpenAI ในครั้งนี้ ถือเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่บริษัทคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Anthropic เพิ่งเปิดตัว Claude Code Security เครื่องมือสแกนหาช่องโหว่และเสนอแพตช์แก้ไขในลักษณะเดียวกันออกมา



Ref : https://thehackernews.com/2026/03/openai-codex-security-scanned-12.html



นึกถึงเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไว้ใจ BAYCOMS
Your Trusted Cybersecurity Partner.

ติดต่อสอบถามหรือปรึกษาเราได้ที่ :
Bay Computing Public Co., Ltd
Tel: 02-115-9956
Email: [email protected]
Website: www.baycoms.com

10/03/2026

กลุ่มแฮกเกอร์ MuddyWater จากอิหร่าน ใช้มัลแวร์ใหม่ "Dindoor" โจมตีเครือข่ายสหรัฐฯ

ในโลกของสงครามไซเบอร์ปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างความขัดแย้งทางทหารและโลกดิจิทัลเริ่มจางลงทุกที ล่าสุดทีมวิจัยจาก Symantec และ Carbon Black (ภายใต้ Broadcom) ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของกลุ่มแฮกเกอร์ "MuddyWater" หรือที่รู้จักในนาม Seedworm ซึ่งเป็นกลุ่มจารกรรมทางไซเบอร์ระดับรัฐที่เชื่อมโยงกับกระทรวงข่าวกรองและความมั่นคงของอิหร่าน (MOIS)

1. เป้าหมาย

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยมุ่งเป้าไปที่องค์กรระดับโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐฯ และแคนาดา เช่น ธนาคาร, สนามบิน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รวมถึงบริษัทซอฟต์แวร์สัญชาติอเมริกันที่มีฐานปฏิบัติการในอิสราเอล ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์สำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศ

ที่น่าสนใจคือ ความถี่ของการโจมตีเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังการปะทะทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าอิหร่านใช้ไซเบอร์เป็นเครื่องมือในการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์และจารกรรมข้อมูลไปพร้อมกัน

2. "Dindoor" อาวุธใหม่ที่มาพร้อมเทคนิคเหนือชั้น

ในการโจมตีครั้งนี้ แฮกเกอร์ได้เปิดตัวมัลแวร์ตัวใหม่ที่ไม่เคยถูกพบมาก่อนในชื่อ "Dindoor" ซึ่งมีคุณสมบัติที่น่าจับตามองในแง่เทคนิค ดังนี้

- Runtime Innovation: Dindoor ทำงานผ่าน Deno JavaScript Runtime ซึ่งเป็นการเลือกใช้สภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ ทำให้ระบบตรวจจับ (EDR/AV) แบบเดิมๆ ที่เน้น Signature อาจตรวจหาได้ยากขึ้น

- Credential Abuse: มีการใช้ Digital Certificates ที่ขโมยมาเพื่อลงนามมัลแวร์ ทำให้ดูเหมือนเป็นซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

- Data Exfiltration: พบความพยายามใช้เครื่องมือ Open-source อย่าง Rclone เพื่อดึงข้อมูลออกไปยัง Cloud Storage ภายนอก (Wasabi) เพื่ออำพรางการรับส่งข้อมูลให้ดูเหมือนการสำรองข้อมูลปกติ



3. กลยุทธ์ "กล้องวงจรปิด" สัญญาณเตือนภัยก่อนการโจมตีจริง

รายงานจาก Check Point เสริมว่ากลุ่มแฮกเกอร์พันธมิตรของอิหร่าน (เช่น Agrius) กำลังไล่สแกนหาช่องโหว่ในกล้อง IP และระบบอินเตอร์คอม (เช่น Hikvision และ Dahua) ทั่วอิสราเอล และกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้อง

ทำไมต้องเป็นกล้อง? ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การเจาะระบบกล้องไม่ใช่แค่การสอดแนมทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Battle Damage Assessment (BDA) หรือการประเมินความเสียหายหลังการยิงขีปนาวุธในพื้นที่จริง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปฏิบัติการทางทหาร (Kinetic Activity) ที่จะตามมาในอนาคต

4. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

แม้จะมีการพัฒนาอาวุธใหม่อย่าง Dindoor แต่หลักการพื้นฐานที่อิหร่านใช้ยังคงเน้นไปที่จุดอ่อนที่แก้ไขยากที่สุด นั่นคือ "ตัวตน (Identity)" และ "คลาวด์" โดยมุ่งเน้นที่

- การขโมยข้อมูลประจำตัว (Credential Theft)

- การเดารหัสผ่าน (Password Spraying)

- Social Engineering เช่น แคมเปญ Honeytrap หรือกับดักเพื่อเข้าถึงบุคคลเป้าหมาย

5. แนวทางการรับมือสำหรับองค์กร

ในฐานะผู้ดูแลระบบหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน IT แนะนำให้ยกระดับความปลอดภัยตามแนวทางดังนี้

- Enforce Phishing - Resistant MFA: ใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัยที่ทนทานต่อการทำฟิชชิ่ง

- Network Segmentation: แยกส่วนเครือข่าย โดยเฉพาะระบบ OT และระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

- Monitor Cloud Control Planes: เฝ้าระวังการเข้าถึงและการตั้งค่าในระดับ Cloud Infrastructure อย่างใกล้ชิด

- Patch Management: อัปเดตช่องโหว่ที่มักถูกใช้เป็นทางเข้า (เช่น CVE ของอุปกรณ์ Edge และ VPN) อย่างเร่งด่วน

สรุป: ปฏิบัติการของ MuddyWater ในครั้งนี้เตือนให้เราเห็นว่า "ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่แค่เรื่องของไอที แต่คือเรื่องของความมั่นคงระดับชาติ" องค์กรในฝั่งตะวันตกและพันธมิตรควรเฝ้าระวังระดับสูงสุด เพราะกิจกรรมจากกลุ่มแฮกเกอร์ (Hacktivism) อาจขยับไปสู่ปฏิบัติการทำลายล้างได้ทุกเมื่อ

Ref : https://thehackernews.com/2026/03/iran-linked-muddywater-hackers-target.html



นึกถึงเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไว้ใจ BAYCOMS
Your Trusted Cybersecurity Partner.

ติดต่อสอบถามหรือปรึกษาเราได้ที่ :
Bay Computing Public Co., Ltd
Tel: 02-115-9956
Email: [email protected]
Website: www.baycoms.com

Photos from BAYCOMS's post 06/03/2026

🏃‍♂️ อย่าพลาด! โอกาสร่วมกิจกรรม "MCU VIRTUAL MOVE 2026"
BAYCOMS ชวนทุกคนมา ขยับร่างกาย สร้างสุขภาพดีไปด้วยกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นสายวิ่ง สายเดิน หรือสายออกกำลังกายเบา ๆ ก็สามารถร่วมกิจกรรมสะสมระยะได้ง่าย ๆ

✨ จะ เดิน หรือ วิ่ง ก็ร่วมได้
✨ ออกกำลังกายที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้

กิจกรรมดี ๆ ที่ช่วยให้คุณได้
💪 สุขภาพแข็งแรง
😊 เพิ่มพลังบวกในทุกวัน
🏅 ความภูมิใจในทุกก้าวที่คุณทำได้

📅 ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ – 8 เมษายน 2569

สมัครได้เลยที่
📝 Website : purchase.sosorun.com
📱 Application : SOSORUN

🔥 สมัครวันนี้ แล้วเริ่มก้าวแรกไปด้วยกัน
สามารถ ชวนเพื่อน ชวนทีม มาร่วมสนุกและสร้างพลังบวกไปพร้อมกัน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Nonthaburi?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Cosmo Office Park 6th Floor, 89 Popular 3 Road, Pak-Kred
Nonthaburi
11120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30