BWN econ

BWN econ

แชร์

02/07/2022

2 กรกฎาคม 2540
ไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จุดเริ่มต้นวิกฤตต้มยำกุ้ง
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เวลา 08.30 น. ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท โดยเปลี่ยนจากการผูกค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในระบบ Pegged Exchange Rate มาเป็นระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ หรือ Managed Float หลังจากถูกโจมตีค่าเงินบาทอย่างหนักจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์หลายครั้ง จนทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงจาก 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
.
ซึ่งการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในเวลานั้นทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างหนักจาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาแตะระดับต่ำสุด 55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นำไปสู่การปิดตัวของ 58 ไฟแนนซ์และธนาคารอีก 6 แห่ง บริษัทเอกชนหลายรายต้องล้มละลายเนื่องจากปัญหาหนี้สิน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ในท้ายที่สุดด้วยมูลค่าเงินกู้ 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และรัฐบาลจำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ที่ IMF กำหนดขึ้น เช่น งบประมาณแผ่นดินต้องตั้งเกินดุล 1% ของ GDP ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเพิ่มจาก 7% เป็น 10% หรือเงื่อนไขที่ระบุให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
วิกฤตทางการเงินครั้งนั้นนอกจากจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความเสียหายอย่างมากกับประเทศไทยแล้ว ยังส่งผลไปยังภูมิภาคอาเซียนและอีกหลายประเทศในเอเชีย จนถูกขนานนามว่า ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’

Photos from ลงทุนแมน's post 01/07/2022
25/06/2022

เวียดนาม อาจขึ้นเป็น โรงงานการผลิตของโลก แทนที่จีน - BillionMoney
เมื่อไม่นานมานี้ เราน่าจะได้เห็นข่าวว่า Apple ได้ย้ายฐานการผลิต iPad บางส่วนจากจีนไปยังเวียดนาม
โดยก่อนหน้านี้เอง ทางบริษัทก็ย้ายฐานการผลิตสินค้าอย่าง AirPods ไปยังเวียดนามด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ Apple ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายแรก ที่ลงทุนและย้ายฐานการผลิตสินค้าของบริษัทตัวเองไปในเวียดนาม

โดยก่อนหน้านี้ Alphabet ก็ย้ายฐานการผลิตสมาร์ตโฟน Pixel มายังเวียดนามด้วยเช่นกัน
ด้าน Intel ก็ได้ลงทุนเป็นวงเงินทั้งหมด 52,000 ล้านบาท ไปกับโรงงานการผลิตในนครโฮจิมินห์
ส่วน Samsung ซึ่งใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตสมาร์ตโฟนกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเอง ก็เพิ่งประกาศจำนวนเงินลงทุนถึง 32,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพลังการผลิตไปเมื่อต้นปีนี้

แล้วตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนามเป็นอย่างไร
ในปี 2020 FDI ที่ไหลไปยังเวียดนาม สูงถึง 550,000 ล้านบาท
ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าเกือบทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน

ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ถึงความเป็นประเทศเนื้อหอมของเวียดนาม ที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ดี

แล้วเวียดนามมีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ทำให้บรรดาบริษัทต่างชาติหันมาให้ความสนใจ

1. เศรษฐกิจเติบโตแรง

บริษัทย่อมเลือกลงทุนในประเทศที่เศรษฐกิจดูมีอนาคตสดใส

แล้วเศรษฐกิจเวียดนามเป็นอย่างไร
เรามาเริ่มด้วยการดูการเติบโตทางเศรษฐกิจกันก่อน

ช่วงระหว่างปี 2015-2019 GDP เวียดนามเติบโตราว ๆ 6-7% เฉลี่ยต่อปี

แล้วตัวเลขนี้เยอะขนาดไหน

เราลองมาดูการเติบโตของ GDP ไทยและอินโดนีเซียกันก่อน

ช่วงระหว่างปี 2015-2019 GDP ไทยเติบโตราว ๆ 2-4% เฉลี่ยต่อปี
ส่วนด้าน GDP อินโดนีเซียเติบโตราว ๆ 4-5% เฉลี่ยต่อปี

เราจะเห็นได้ว่าเวียดนามมีอัตราการเติบโตของ GDP ที่เยอะกว่าทั้งไทยและอินโดนีเซีย

แล้วถ้าถามว่า เวียดนามจะยังคงอัตราการเติบโตของ GDP ไว้ได้อีกนานแค่ไหน

คำตอบคือ เศรษฐกิจเวียดนามจะยังสามารถเติบโต ได้เร็วกว่าเกือบทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนอีกอย่างน้อย 3 ปี ตามการวิเคราะห์ของ World Bank
โดยระบุว่า ระหว่างปี 2022-2024 GDP เวียดนามจะเติบโต 5.8%, 6.5% และ 6.5% ตามลำดับ
ส่วน GDP ไทยจะเติบโต 2.9%, 4.3% และ 3.9% ตามลำดับ
GDP อินโดนีเซียจะเติบโต 5.1%, 5.3% และ 5.3% ตามลำดับ
และ GDP มาเลเซียจะเติบโต 5.5%, 4.5% และ 4.4% ตามลำดับ

2. จำนวนประชากรสูง

ก่อนที่บริษัทจะตัดสินใจเลือกลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง
ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่แต่ละบริษัทพิจารณาคือ ประชากรในประเทศนั้น
เพราะถ้าประเทศนั้นมีจำนวนประชากรที่เยอะ
และประชากรมีรายได้ที่มากพอ
บริษัทก็ย่อมขายสินค้าได้

อายุของประชากรเองก็สำคัญ
เพราะประเทศที่มีประชากรวัยแรงงานอยู่เยอะ
ก็จะช่วยทำให้บริษัทไม่ขาดแคลนบุคลากร

แล้วฐานประชากรของเวียดนามเป็นอย่างไร

เวียดนามมีประชากรสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคอาเซียน
โดยในปี 2020 มีจำนวนประชากรถึง 97 ล้านคน
เป็นรองเพียงประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ เท่านั้นเอง

ที่สำคัญคือ ในจำนวนประชากร 74.3 ล้านคน หรือราว ๆ 76% นี้ อยู่ในวัยแรงงาน
ขณะที่ ประชากรประมาณ 40 ล้านคน ถูกจัดอยู่ในระดับผู้มีรายได้ปานกลาง
หรือก็คือ คนที่ใช้เงินวันละ 380-2,430 บาท

ทั้งนี้ เวียดนามยังมีอัตราการเติบโตของประชากรรายได้ปานกลาง เฉลี่ย 10.1% ต่อปี ระหว่างปี 2016-2021
ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเพื่อนบ้านทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน

โดย McKinsey ได้ประเมินศักยภาพการเติบโตของเวียดนามไว้ว่า
ในปี 2030 เวียดนามจะมีประชากรอยู่ที่ 104 ล้านคน
ส่งผลให้จำนวนชนชั้นกลางจะขยายตัวเป็น 75 ล้านคน

นอกจากนี้ อัตราค่าแรงของชาวเวียดนามยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน
โดย ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า
ในปี 2021 ค่าแรงขั้นต่ำของฟิลิปปินส์ อยู่ที่ราว ๆ 10,800 บาทต่อเดือน
ในปี 2021 ค่าแรงขั้นต่ำของไทย อยู่ที่ราว ๆ 10,400 บาทต่อเดือน
ในปี 2021 ค่าแรงขั้นต่ำของอินโดนีเซีย อยู่ที่ราว ๆ 11,000 บาทต่อเดือน
ในปี 2021 ค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนาม จะอยู่ที่ราว ๆ 6,300 บาทต่อเดือน

จากข้อมูลข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า เวียดนาม ตอบโจทย์ทั้งด้านการมีฐานผู้บริโภค และแรงงาน

3. นโยบายของรัฐบาลเอื้อแก่การลงทุน

การลงทุนจากต่างประเทศ นับเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจเวียดนาม
ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จาก เป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติปี 2021-2030
ที่ระบุว่า ภายในปี 2030 รัฐบาลจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 50% จาก 500 บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกที่ถูกจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูน

แล้วรัฐบาลมีมาตรการอะไรที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้

ในส่วนของธุรกิจเทคโนโลยี รัฐบาลจะช่วยลดหย่อนและยกเว้นภาษี ให้ทั้งบริษัทท้องถิ่นและบริษัทต่างประเทศ
โดยบริษัทที่ลงทุนในเทคโนโลยีชั้นสูง จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 10% จาก 20% เป็นระยะเวลา 15 ปี และยังจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลใน 4 ปีแรก

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง ที่มีการลงทุนเป็นวงเงินรวมมากกว่า 17,989 ล้านบาท ในกรอบระยะเวลา 5 ปี ก็จะได้รับการลดหย่อนและยกเว้นภาษีในอัตราเดียวกันกับที่ระบุไว้ข้างต้น อีกด้วย

4. ความได้เปรียบด้านการส่งออกและการนำเข้า

ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศเวียดนาม ช่วยให้ประเทศมีความได้เปรียบในด้านการส่งออก และการนำเข้าเป็นอย่างมาก
โดยเวียดนามมีพรมแดนติดกับจีนทางภาคเหนือ
อีกทั้งยังมีพื้นที่ติดกับทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีความได้เปรียบทางด้านการขนส่งทางเรือ

ทั้งนี้ เวียดนามยังมีท่าเรือมากกว่า 320 ท่าเรือ
ซึ่งครึ่งหนึ่งของท่าเรือทั้งหมดนี้ รองรับการขนส่งระหว่างประเทศ

โดยท่าเรือที่สำคัญของเวียดนามอย่าง ท่าเรือนครโฮจิมินห์ ท่าเรือไฮฟอง ท่าเรือก๋ายแม็บ
ต่างติด 10 อันดับท่าเรือที่มีการขนส่งสินค้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

ในปี 2020 ท่าเรือนครโฮจิมินห์ มีปริมาณตู้สินค้าที่ขนส่ง จำนวน 7,854,000 TEUs
ในปี 2020 ท่าเรือไฮฟอง มีปริมาณตู้สินค้าที่ขนส่ง จำนวน 5,142,000 TEUs
ในปี 2020 ท่าเรือก๋ายแม็บ มีปริมาณตู้สินค้าที่ขนส่ง จำนวน 4,411,000 TEUs

หมายเหตุ TEU คือ ตู้สินค้าที่มีความยาว 20 ฟุต

จากปัจจัยข้างต้นนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนหลายราย เลือกลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม ในขณะที่ หลาย ๆ บริษัทเทคโนโลยีต่างโยกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศนี้
โดยสะท้อนให้เห็นจากโครงสร้างการส่งออกของเวียดนาม
ที่กว่า 70% ของการส่งออกทั้งหมด มาจากบริษัทที่ได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศ

อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็คงเข้าใจกันแล้วว่า เวียดนามสามารถดึงดูดนักลงทุนได้
เพราะมีความได้เปรียบกว่าหลาย ๆ ประเทศ
จากปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจ
ไปจนถึงนโยบายที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของรัฐบาล

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจมากนัก ถ้าหากในอนาคต เวียดนามจะขึ้นเป็น โรงงานการผลิตของโลก แทนที่จีน

References:
-https://www.businessinsider.com/apple-moving-some-ipad-production-from-china-vietnam-report-2022-6
-https://asia.nikkei.com/Spotlight/Tech-scroll-Asia/Google-to-shift-Pixel-smartphone-production-from-China-to-Vietnam
-https://www.intel.com/content/www/us/en/newsroom/news/invests-additional-475-million-vietnam.html .2yfmmy
-https://asia.nikkei.com/Business/Technology/Samsung-injects-920m-into-Vietnam-factory
-https://data.worldbank.org
-https://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam
-https://www.worldbank.org/en/publication/global-economic-prospects
-https://www.statista.com/statistics/1044791/asean-growth-of-middle-income-population-by-country/
-https://www.statista.com/statistics/711237/vietnam-working-age-population/
-https://www.statista.com/statistics/1045072/vietnam-leading-sea-ports-by-throughput/
-https://tradingeconomics.com/country-list/minimum-wages?continent=asia
-https://www.mckinsey.com/featured-insights/future-of-asia/the-new-faces-of-the-vietnamese-consumer
-https://en.vietnamplus.vn/vietnam-approves-strategy-on-foreign-investment-cooperation-by-2030/229656.vnp
-https://news.bloombergtax.com/daily-tax-report-international/incentives-for-foreign-investors-in-vietnam
https://lloydslist.maritimeintelligence.informa.com/-/media/lloyds-list/images/top-100-ports-2021/top-100-ports-2021-digital-edition.pdf
-https://www.cnbc.com/2022/03/28/vietnams-q1-2022-foreign-direct-investment-up-7point8percent-year-on-year.html

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nakhon Ratchasima?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Nakhon Ratchasima
30000

เวลาทำการ

จันทร์ 07:30 - 17:30
อังคาร 07:30 - 17:30
พุธ 07:30 - 17:30
พฤหัสบดี 07:30 - 17:30
ศุกร์ 09:00 - 17:30