Rindapharmacy
04/12/2015
โรคหอบหืด
โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory] เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้
ขณะที่ท่านเป็นหอบหืด หลอดลมของท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้
1 .Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
2. Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น
3. Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
4. Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง
Normal Lungs
หลอดลมของคนปกติจะมีกล้ามเนื้อ [Airway muscle] และเยื่อบุหลอดลม[Airway lining]ในสภาพปกติ
Asthmatic Lungs
เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้มากระตุ้น กล้ามเนื้อหลอดลมจะบีบตัว เยื่อบุหลอดลมจะมีการอักเสบเกิดการหน้าตัว ร่วมการหลั่งของเสมะเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอุดทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก
จากกลไกดังกล่าวทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการดังต่อไปนี้
- หายใจตื้น หรือหายใจสั้น
- แน่นหน้าอก
- ไอ
- หายใจเสียงดัง
โรคหอบหืดจะมีอาการไม่แน่นอนอาการของผู้ป่วยจะผันแปรได้หลายรูปแบบ
- อาการหอบอาจจะเบาจนกระทั่งหอบหนัก
- อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
- อาการอาจจะกำเริบเป็นครั้งๆ หรืออาการอาจจะหายไปเป็นเวลานาน
- อาการหอบแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน
การวินิจฉัย
จุดประสงค์ของการรักษาหอบหืด
- ไม่มีอาการหอบหืด เช่น ไอ หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอก
- ไม่ต้องตื่นกลางคืนเพราะอาการหอบหืด
- ไม่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน หรือนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหอบหืด
- สามารถคุมอาการให้สงบลงได้และหอบหืดเรื้อรังน้อยที่สุด
- ป้องกันไม่ให้เกิดอาการกำเริบของโรค
- ยกระดับสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีทัดเทียมกับคนปกติ
- สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติไม่ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงาน
- หลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนจากยารักษาโรคหืด
- ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากโรคหอบหืด
- ยา beta2-agonistเพื่อระงับอาการหอบให้น้อยที่สุด
- ไม่มีภาวะฉุกเฉินของอาการหอบหืด
- สามารถออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติ
01/12/2015
สุขภาพดวงตา
1. หากรับประทานผลสดของบิลเบอร์รีจะได้ประโยชน์เทียบเท่ากับรับประทานสารสกัดจากบิลเบอร์รีหรือไม่ อย่างไร?
ไม่มีรายงานประโยชน์ของการบริโภคผลสดของบิลเบอร์รีต่อสุขภาพดวงตาที่ชัดเจนนัก แต่บิลเบอร์รีในรูปของสารสกัดเข้มข้นซึ่งให้ไฟโตนิวเทรียนท์ที่สำคัญ คือ แอนโธไซยาโนไซด์ 25 – 36% มีรายงานวิจัยที่น่าสนใจที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาโดยเฉพาะการมองเห็น เช่น การปรับแสงจากที่สว่างสู่ที่มืดได้ดีขึ้น ช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืด และมองเห็นภาพในรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น ด้วยคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายงานวิจัยที่สนับสนุนประโยชน์ของสารสกัดจากบิลเบอร์รีต่อสุขภาพดวงตาอื่นๆ เช่น การป้องกันต้อกระจก การเพิ่มความแข็งแรงของผนังหลอดเลือดฝอย เป็นต้น*
*วารสารพยาบาลสาธารณสุข ปีที่ 16 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2545
2. ลูทีนคืออะไร พบได้ที่ไหน ให้ประโยชน์อย่างไรบ้าง?
ลูทีน (Lutein) เป็นสารพฤกษเคมีที่จัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ส่วนใหญ่สกัดได้จากดอกดาวเรือง (marigolds) ลูทีนมักพบร่วมกับซีแซนทิน (Zeaxanthin) โดยพบมากในบริเวณจุดรับภาพของจอประสาทตา (macula) และบริเวณเลนส์ตา (lens) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติให้แก่ดวงตา แต่เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น หรือดวงตาต้องเผชิญต่อรังสียูวีจากแสงอาทิตย์ หรือเกิดอนุมูลอิสระในดวงตาอันเนื่องจากการสูบบุหรี่ มลพิษ และความเครียด เหล่านี้ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับความเสื่อมของดวงตาได้ เช่น จุดรับภาพของจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macular degeneration) เลนส์ตาขุ่นมัว หรือต้อกระจก (cataract) เป็นต้น ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่ออาการตาบอดได้ในที่สุด
3. สารสกัดจากบิลเบอร์รีและดอกดาวเรือง ช่วยรักษาอาการสายตาสั้น หรือสายตายาว ได้หรือไม่?
เนื่องจากภาวะสายตาสั้น-ยาว เกิดจากการที่รูปร่างของเลนส์ตาผิดปกติ ไม่ได้เกิดจากการทำลายด้วยอนุมูลอิสระ ดังนั้น สารสกัดจากบิลเบอร์รีและดอกดาวเรืองจึงไม่ได้ช่วยในการรักษาความผิดปกติดังกล่าว
4. มีสารอาหารอื่นใดบ้างที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตา
- ดีเอชเอ (DHA) จากน้ำมันปลา ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 พบมากในเซลล์จอประสาทตา (retina) และเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของระบบประสาท ดีเอชเอจำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์จอประสาทตาที่เสื่อมสภาพ
- วิตามินซี และสารไบโอฟลาโวนอยด์ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี
5. ใครบ้างที่ควรรับประทานสารอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพดวงตา
- ผู้มีปัญหาการมองเห็นในที่มืด หรือที่มีแสงน้อย แสงสลัว
- ผู้ที่ต้องใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน เช่น อ่านหนังสือ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์
- ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อความเสื่อมของดวงตา เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่ต้องอยู่กลางแสงแดดโดยไม่สวมแว่นกันแดด
- ผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงไฟสว่างจ้าหรือแสงแฟลช ผู้ที่ต้องขับรถในเวลากลางคืน
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเสื่อมเกี่ยวกับดวงตา
27/11/2015
Pharma Nord Bio Pycnogenol 90'S
ส่วนประกอบสำคัญ
สารสกัดจากเปลือกต้นสน 16.327%
สำหรับ
- ผู้ที่เป็นฝ้า กระ เม็ดสีผิวไม่สม่ำเสมอ
- ผู้ที่มีผิวริ้วรอยลึก แก่ก่อนวัย ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวเต่งตึง
- ผู้ที่อยู่ในภาวะเส้นเลือดขอด ผิวเป็นจ้ำ ฟกช้ำง่าย
- ผู้ที่ปวยเป็นเบาหวาน จะช่วยให้เส้นเลือด ไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น
- ผู้ที่มองเห็นภาพไม่ชัด ตาเบลอ เกิดจากจอประสาทตาเสื่อม
- ผู้ที่มีปัญหาไขมันเในเลือดสูง มีปัญหาหลอดเลือดและหัวใจ
- ผู้ที่มีบาดแผลจากอุบัติเหตุ หรือ การผ่าตัด ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
คุณสมบัติ
คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง (Super Antioxidation) มากกว่าวิตามิน C 20 เท่า และสูงกว่าวิตามิน E ถึง 50 เท่า ช่วยเสริมการทำงานของวิตามิน C และวิตามิน E ในการต้านอนุมูลอิสระ
- ลด ฝ้า กระ และริ้วรอยบนใบหน้า เพราะเปลือกสนจะช่วยลดภาวะการจับตัวกันของเม็ดสีผิว อันเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และยังทำให้ผิวทนต่อแสงแดดมากขึ้น
- บรรเทาอาการเส้นเลือดขอด เส้นเลือดเปราะ แตกง่าย ลดการแข็งตัวของเลือด
- เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
- เพิ่มความแข็งแรงให้เส้นเอ็น กระดูก และอวัยวะภายใน โดยเฉพาะหัวใจและปอด
- เสริมสร้างภูมิต้านทาน ลดอาการหวัด และอาการภูมิแพ้ต่างๆ
- เสริมสร้างการมองเห็น เพิ่มการทำงานของจอประสาทตา ป้องกันตาเสื่อม
- ป้องกันโรคหัวใจและไขมันอุดตันในสมอง
- ลดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า
วิธีการใช้
รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1-2 ครั้ง (หากต้องการผลเร็ว ทานวันละ 2 ครั้งในช่วงเดือนแรก แล้วค่อยลดลงเป็นวันละ 1 ครั้ง)
25/11/2015
น้ำมันปลากรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย
ประโยชน์จากน้ำมันปลา
รักษาภาวะไขมันในเลือดสูง ประชากรกลุ่ม Mediterranian รับประทานน้ำมันมะกอกซึ่งมีน้ำมันปลา ชาว Eskimos รับประทานปลาที่มีไขมันมาก ทั้งสองชนชาติจะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจต่ำ น้ำมันปลาใช้รักษา Triglyceride ในเลือดสูง การใช้น้ำมันปลาจะสามารถลดไขมัน Triglyceride ลงได้ร้อยละ 20-50 ซึ่งไขมันลดลงจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
ความดันโลหิตสูง มีการศึกษาแดงว่าน้ำมันปลาจะเพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดทำให้ความดันโลหิตลดลงได้
ได้มีการตีพิมพ์ใน http://content.onlinejacc.org/cgi/content/full/54/7/585 ได้ทบทวนประโยชน์ของน้ำมันกับโรคหัวใจชนิดต่างๆ
ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซ้ำ การรับประทานน้ำมันปลาหลังจากเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองจะสามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ อัตราการเสียชิวิต
อย่างไรก็ตามการรับน้ำมันปลามากเกินไปจะเสียงต่อเลือดออก ดังนั้นควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานน้ำมันปลา
การให้น้ำมันปลาอาจจะมีประโยชน์ในโรคต่อไปนี้
- การรับประทานปลาหรือน้ำมันปลาเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการศึกษาทางระบาดก็ยังมีข้อโต้แย้งของประโยชน์ข้อนี้โดยสรุปน่าจะได้ประโยน์จากการบริโภคปลาเป็นประจำ แต่ยังขาดการศึกษาที่ถูกต้อง
- โรครูมาตอยด์ จากการศึกษาพบว่าการได้รับน้ำมันปลาร่วมกับยาแก้ปวด จะลดอาการปวด และทำให้ข้อขยับได้มากขึ้นในตอนเช้า
- ปวดประจำเดือนการรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับวิตามินบี12จะลดอาการปวดประจำเดือนและลดการใช้ยาแก้ปวด
- โรคสมาธิสั้น การให้น้ำมันปลาจะปรับพฤติกรรม และกระบวนความคิดในเด็กอายุ 8-12 ปี
- Raynaud's Phenomenon( เป็นภาวะที่เมื่อมือถูกความเย็นเส้นเลือดที่มือจะหดตัวทำให้มือมีสำคล้ำ และปวดมักจะพบในโรคหนังแข็ง) พบว่าหารให้น้ำมันปลาจะทำให้ทนความเย็นได้มากขึ้น
- โรคหลอดเลือดสมอง Strokeการรับประทานปลาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจะลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลงได้ร้อยละ 27 แต่ไม่ได้ผลสำหรับผู้ที่กินแอสไพรินอยู่ ข้อระวังการรับประทานปลามากเกินไปก็จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
- โรคกระดูกพรุน การรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับแคลเซี่ยมหรือน้ำมัน primrose oil จะชลอการพรุนของกระดูกส่วนต้นขา และกระดูกสันหลัง
- การป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง Atherosclerosis การรับประทานน้ำมันปลาจะป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง และบางรายสามารถทำให้หลอดเลือดกลับสู่ปกติ ซึ่งเป็นเฉพาะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเท่านั้น ส่วนหลอดเลือดที่คอและไปเลี้ยงสมองไม่ได้ประโยชน์
- โรคไตที่มีชื่อเรียกว่า IgA nephropathy เมื่อให้รับประทานน้ำมันปลาวันละ 2-4 กรับพบว่าสามารถชลอการเสื่อมของไต และลดปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ
- โรค Bipolar disorder พบว่าน้ำมันปลาสามารถลดอาการ depressive แต่ไม่สามารถลดอาการ mania
- การควบคุมน้ำหนัก มีหลักฐานว่าการรับประทานปลาในผู้ป่วยที่อ้วนจะช่วยลดน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาล และความดันโลหิต
- มะเร็งมดลูก มีหลักฐานว่าผู้ที่รับประทานปลาที่มีมันมากเป็นประจำจะมีอุบัติการณ์ของมะเร็งมดลูกต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ทาน
- เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจพบว่าการรับประทานน้ำมันปลาก่อนการ ballon หัวใจหรือผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ และรับประทานต่ออีก 1 เดือนหลังผ่าตัดพบว่าจะลดอุบัติการณ์ของเส้นเลือดตีบลงร้อยละ 27
- โรคไต พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาจะลดการตีบของเส้นเลือดไตหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต และยังลดการเลื่อมของไตจากการใช้ยา cyclosporin
- การเคลื่อนไหวผิดปกติ พบว่าการี่รับประทานน้ำมันปลาจะช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวผิดปกติ
- โรคหอบหืด พบว่าเด็กที่เกิดจากมารดาที่รับประทานปลาในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์จะเกิดโรคหอบหืดน้อยกว่า (แต่น้ำมันปลาไม่ได้ผลเหมือนปลา)
ส่วนโรคอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงไม่มีหลักฐานว่าได้ประโยชน์จากน้ำมันปลา
น้ำมันปลาปลอดภัยหรือไม่
น้ำมัันปลาจะค่อนข้างปลอดภัย คนตั้งครรภ์และผู้ที่ให้นมบุตรก็สามารถรับประทานได้(น้อยกว่า 3 กรับต่อวัน) อาจจะมีผลข้างเคียงคือแน่ท้อง เรอ มีกลิ่นปาก คลื่นไส้ มีผื่น และเลือดกำเดาไหล การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือแช่เย็นเม็ดยาจะลดผลข้างเคยงนี้ได้
การรับประทานม้ำมันปลามากไป(มากกว่า 3 กรัม)อาจจะเกิดผลเสียได้
- ป้องการการแข็งตัวของเลือดทำให้เลือดออกง่าย
- กดภูมิคุ้มกันทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
- เพิ่มไขมันชนิดไม่ดี LDL Cholesterol
- ปลาบางชนิดอาจจะปนเปื้อนสารปรอท
- ให้ระวังเลือดออกเมื่อให้น้ำมันปลาแก่ผู้ป่วยโรคตับ
น้ำมันปลาจะให้กับผู้ที่แพ้อาหารทะเลได้หรือไม่
สำหรับผู้ที่แพ้ปลาก็อาจจะแพ้ต่อน้ำมันปลา สำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเลก็แนะนำว่าไม่ควรจะรับประทานน้ำมันปลา
น้ำมันปลาเมื่อให้กับยาอื่นได้หรือไม่
- ยาคุมกำเนิดอาจจะทำให้เพิ่มไขมันในเลือดแม้ว่าจะได้น้ำมันปลา
- เมื่อให้ร่วมกับยาลดความดันโลหิตอาจจะทำให้ความดันโลหิตต่ำเกินไป
- เมื่อให้ร่วมกับยาต้านเกล็ดลือด เช่น aspirin copidogrel อาจจเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออก
ประโยชน์น้ำมันปลา
ประโยชน์ของของนำมัน omega-3 fatty acids
ไขมันในเลือดสูง จะเลือก butter หรือ magarine ถั่วต่างๆ ไขมันที่ดีและไขมันที่ไม่ดี การลดไขมัน
ไขมันในเลือดสูง | จะเลือก butter หรือ magarine | ถั่วต่างๆ | ไขมันที่ดีและไขมันที่ไม่ดี | การลดไขมัน | น้ำมันปลา | ปริมาณไขมันในอาหาร | ไขมัน Trans fatty acids
คุณรู้หรือไม่ว่าสารที่่ช่วยเสริมภาพของvitamin-c คืออะไร
1.ไบโอฟลาโวนอยด์ที่ช่วยในการดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.Acerola cherry หรือ Roship เป็นสารต้อต้านอนุมูลอิสระ
ข้อควรระวัง
1.ไม่ควรทานวิตามินซีเกินวันละ6000มิลลิกรัมเพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
2.ไม่ควรเก็บวิตามินซีที่อุณหภูมิสูงและหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะจะทำให้วิตามินซีเสื่อมคุณภาพได้ง่าย
20/11/2015
ตะไคร้หอมสมุนไพรมากสรรพคุณ
อุดมไปด้วยวิตามิน
อย่าคิดว่าตะไคร้มีประโยชน์แค่ใช้ปรุงอาหารเท่านั้น เพราะที่จริงแล้วตะไคร้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินบี นอกจากนี้ยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส โอ้โห้ ... วิตามินเยอะขนาดนี้คราวหน้าเจอตะไคร้ในอาหารก็อย่าเขี่ยทิ้งนะ
ช่วยไล่แมลง
นอกจากจะนำมาทำอาหารแล้ว ตะไคร้ยังมีประโยชน์ในการไล่แมลงอีกด้วย เพราะในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ทั้งในใบและในลำต้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติในการไล่แมลงได้อย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์สบู่ ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงที่มีส่วนผสมของตะไคร้วางขายอยู่ในท้องตลาดมากมาย ใครที่ชอบกลิ่นตะไคร้ละก็ลองหามาใช้ได้นะคะ
ล้างสารพิษ
สำหรับคนที่รักสุขภาพและชอบล้างพิษในร่างกายบ่อย ๆ ไม่ควรพลาดเจ้าตะไคร้เลยค่ะ เพราะว่ามันมีคุณสมบัติในการล้างสารพิษในร่างกายด้วยการทำให้คุณปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากสารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร อย่างเช่น ตับ ตับอ่อน ไต และกระเพาะปัสสาวะ ขับสารพิษและกรดยูริคออกจากร่างกาย ทำให้ระบบย่อยอาหารของคุณสะอาดขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
ตะไคร้ กับ 7 คุณประโยชน์
ช่วยย่อยอาหาร
ตะไคร้ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นค่ะ เพราะมีศึกษาหนึ่งพบว่าการดื่มชาตะไคร้จะช่วยในการย่อย ลดอาการปวดท้อง แก้หวัด ลดอาการตะคริวในลำไส้ และท้องเสียได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันและลดแก๊สในลำไส้ได้อีกด้วย
ช่วยซ่อมแซมและบำรุงระบบประสาท
มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยพบว่าตะไคร้สามารถช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทได้ พิสูจน์ได้ง่าย ๆ ด้วยการนำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาหยดลงบนผิว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันอุ่น ๆ ซึ่งมันจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณผ่อนคลายมากและลดอาการตะคริวได้ แต่ก็อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้คุณควรที่จะผสมมันกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) และห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิวเด็ดขาดค่ะ
ช่วยรักษาอาการอักเสบ
ตะไคร้สามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือการปวดตามข้อได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าหากคุณรู้สึกปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ลองหาน้ำมันที่ผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มานวดดูนะคะรับรองว่าหายแน่นอน
ช่วยบำรุงผิว
ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นมันจึงสามารถช่วยบำรุงผิวของคุณได้ ทำให้ผิวของคุณเปล่งประกายความมีสุขภาพดีออกมา แถมยังช่วยทำให้ผิวของคุณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ และช่วยลดสิวต่าง ๆ ได้อีกด้วย
เห็นไหมคะว่า ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมาย และเป็นสมุนไพรที่เราไม่ควรละเลย เลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าหากอยากมีสุขภาพดีด้วยสมุนไพร ตะไคร้ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่เลวเลย แถมยังสามารถปลูกเป็นพืชสวนครัวในรั้วบ้านได้อีกด้วย
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Chiang Rai
57000