The Best Auto Buy

The Best Auto Buy

แชร์

04/02/2023

ดอกเบี้ยรถมือสอง ถูกหรือแพงกว่ารถป้ายแดง?

เมื่อเอ่ยถึงการซื้อรถให้ประหยัด การซื้อรถมือสองเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุดก็จริง แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากซื้อรถมือสองก็คือ “ดอกเบี้ย” ที่แพงกว่ารถใหม่ป้ายแดง ดอกเบี้ยรถมือสองจึงถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องนำมาคิดคำนวณด้วยทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อรถ

สาเหตุที่ดอกเบี้ยรถมือสองแพงกว่ารถใหม่ป้ายแดง เป็นเพราะรถมือสองต้องมีค่าเสื่อมราคา ยิ่งใช้งานมานานก็ยิ่งมีค่าเสื่อมราคาทุกปี นอกจากนี้รวมถึงมีการซ่อมแซม การบำรุงรักษา ไปจนถึงค่าเปลี่ยนอะไหล่รถ ค่าแรง และอื่น ๆ จนเกิดเป็นภาระทางการเงินที่ทำให้เจ้าของรถไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อไปได้จนถูกยึด

ดังนั้นดอกเบี้ยรถมือสองจึงแพงกว่า เพราะสถาบันการเงินต้องคิดค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วย ความเสี่ยงที่ทำให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยรถยนต์มือสองแพงนั้นเปรียบได้กับค่าความเสี่ยงที่ผู้ขอสินเชื่อหรือผู้ที่ต้องการซื้อรถมือสองคันนั้นยอมจ่ายนั่นเอง

ส่วนรถใหม่ป้ายแดงเป็นรถใหม่เอี่ยมจากศูนย์ มีการตรวจเช็กสภาพมาเป็นอย่างดี ได้มาตรฐาน และยังมีสภาพใหม่ ไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจุกจิกทำให้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ดอกเบี้ยของรถป้ายแดงนั้น ทางสถาบันการเงินจะคิดคำนวณจากเงินดาวน์ งวดผ่อนชำระ และปัจจัยอื่น ๆ นอกจากนี้การซื้อรถใหม่มักมีโปรโมชันดี ๆ ออกมาให้ลูกค้าเสมอ ทำให้ดอกเบี้ยถูกกว่ารถมือสองไปโดยปริยาย

ตัวอย่างเช่น รถยนต์ใหม่คันหนึ่งมีเงื่อนไขการดาวน์อยู่ที่ 25% ของมูลค่ารถ หากรถราคา 1 ล้านบาท เท่ากับต้องจ่ายดาวน์ 250,000 บาท จากนั้นจึงเลือกงวดผ่อนชำระ ยิ่งเลือกระยะเวลาน้อยดอกเบี้ยก็จะยิ่งถูกลง แต่ส่วนใหญ่ดอกเบี้ยรถป้ายแดงมักไม่เกิน 0-5% ขณะที่ดอกเบี้ยรถมือสองจะสูงกว่าเป็นเท่าตัว

โดยสรุปก็คือดอกเบี้ยรถมือสองแพงกว่าดอกเบี้ยของรถใหม่ป้ายแดง สาเหตุก็เพราะทางสถาบันการเงินต้องนำค่าความเสี่ยงมาคิดคำนวณเข้าไปด้วย เพราะรถมือสองมีค่าเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งาน ดังนั้นผู้ที่ต้องการซื้อรถมือสองจึงต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่า แลกมากับการได้รถราคาถูก เป็นยี่ห้อหรือรุ่นยอดนิยม หรือเป็นรถตลาดที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ เป็นต้น

#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ
#รถสวย #รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
#รถบ้านเชียงราย
#รถมืองสองเกรดพรีเมี่ยม #รถบ้านล้านเปอร์เซ็นต์
#พิมพ์ณดาพรีเมี่ยมคาร์
#รับจัดไฟแนนซ์ #รับฝากขายรถยนต์

03/02/2023

ใกล้วันหยุดยาวหลายคนเริ่มมี แผนที่จะเดินทางไกล ทุกคนเคยสงสัยไหมครับว่ารถเกียร์ออโต้ที่เราขับกันอยู่เวลาติดไฟแดง เราควรใส่เกียร์ไหนดี ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าจะทำแบบไหนผลลัพธ์มันก็เหมือนกัน งั้นทำตามความถนัดแล้วกัน เรื่องนี้ใกล้ตัวมากๆ ที่ไม่ควร มองข้ามเด็ดขาดนะครับ เพราะนอกจากจะเกี่ยวกับความปลอดภัย และยังอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ของคุณมีปัญหาได้ วันนี้ Mr. FIT จะมาแนะนำวิธีการใช้เกียร์ที่ถูกต้องนะครับ
ห้ามใช้เกียร์ P
เกียร์นี้ควรใช้เมื่อรถจอดนิ่งเท่านั้น รถจะนิ่งขยับไม่ได้คล้ายเหมือนใส่เกียร์มือ ซึ่งที่ไม่ควรใช้เกียร์นี้แวลาจอดติดไฟแดงเพราะเกียร์ P จะมีกลไกการทำงานที่ไปล็อคเฟืองของกระปุกเกียร์ หากเกิดอุบัติเหตุชนท้ายในขณะที่จอดติดไฟแดงจะทำให้ชุดเกียร์พังได้ และรถบางรุ่นจะปลดล็อคประตูอัตโนมัติเมื่อผลักไปเกียร์ P ด้วย
ไม่แนะนำให้ใช้เกียร์ D
เพราะการเข้าเกียร์ D หมายถึงเครื่องยนต์ ( เกียร์ )พร้อมใช้งาน หากเหยียบเบรกไว้ไม่แรงพอรถของคุณก็พร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้าได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และชุดทอร์คคอนเวอร์เตอร์ของเกียร์จะทำงานปั้มน้ำมันเกียร์ตลอดเวลาทำให้รถของคุณกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าเดิม และกล้ามเนื้อขาของคุณจะเกร็งเวลาที่เหยียบเบรกไว้นานๆ
รถติดไฟแดงใช้เกียร์ N เหมาะที่สุด
สำหรับเกียร์ออโต้ เมื่อใช้เกียร์ N ระบบต่างๆ ภายในเกียร์จะหยุดทำงานชั่วคราว ยกเว้น น้ำมันเกียร์ยังคงมีแรงดันและไหลวนอยู่ภายในชุดวาล์วบอดี้หรือช่างเรียกว่า “ สมองกลเกียร์ “ ที่มีไส้กรองน้ำมันเกียร์ติดอยู่ด้วย ทำให้ภายในระบบเกียร์ไม่มีการเกิดแรงดันในพวกระบบวาล์วต่างๆ ยิ่งถ้าเราดึงเบรกมือด้วยจะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น และเมื่อสัญญาณไฟเขียว เราสามารถเข้าเกียร์มาในตำแหน่ง เกียร์ D ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อให้ขับรถไปได้ในทันที อีกทั้งการเปลี่ยนจากเกียร์ D มาเป็นเกียร์ N สลับไปมาบ่อยๆ เวลารถติดไฟแดงมีส่วนทำให้ชุดแผ่นผ้าคลัตช์ของเกียร์สึกหรอได้น้อยกว่าอีกด้วย
ปุ่ม Auto Brake Hold สำหรับรุ่นยนต์รุ่นใหม่ๆ
เป็นระบบที่ช่วยเหยียบเบรกค้างไว้ขณะจอดติดไฟแดง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้ด้วยตัวเอง สามารถใช้งานได้โดยกดปุ่ม Auto Brake Hold เพื่อเปิดระบบ จากนั้นเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็วมาจนถึงจุดหยุดนิ่ง สัญลักษณ์การทำงานจะขึ้นบนหน้าปัด และเราสามารถปล่อยเท้าออกจากเบรกได้ทันที ถึงแม้ว่าเกียร์จะยังอยู่ในตำแหน่ง D อยู่ หากต้องการยกเลิกให้กดปุ่มนั้นอีกครั้ง ซึ่งระบบนี้ไม่เหมาะกับสภาพการจราจรที่เคลื่อนตัวได้น้อย เพราะรถจะออกตัวกระชาก เเละผู้ขับขี่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเเละปิดประตูสนิททุกบานก่อนระบบจึงจะสามารถใช้ได้
รู้แบบนี้แล้วมาใช้เกียร์ให้ถูกต้องกันดีกว่าครับ นอกจากเพื่อรักษาสภาพรถยนต์ให้ใช้ได้ไปนานๆ และยังเป็นการคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนนของคุณและเพื่อนร่วมทางด้วยนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจาก Pimnada Premium Car

#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ
#รถสวย #รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
#รถบ้านเชียงราย
#รถมืองสองเกรดพรีเมี่ยม #รถบ้านล้านเปอร์เซ็นต์
#พิมพ์ณดาพรีเมี่ยมคาร์
#รับจัดไฟแนนซ์ #รับฝากขายรถยนต์

30/01/2023

รถ SUV คืออะไร ?
รถ SUV ย่อมาจากคำว่า Sports Utility Vehicle ที่แปลว่า รถสปอร์ตอเนกประสงค์
โดย รถ SUV คือ ยานพาหนะที่สามารถขับแบบ Off-road ได้ สำหรับคำว่า รถ SUV นั้น ครอบคลุมถึงรถยนต์ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อขนาดใหญ่ เช่น Range Rover และ Chevrolet และยังรวมถึงรถยนต์ขนาดเล็กอย่าง Honda CRV ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้รถ SUV ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือการใช้งานอย่างยืดหยุ่น สามารถนำไปปรับใช้กับกิจกรรมลุย ๆ ได้หลายอย่าง แต่ก็ยังคงความสวยสปอร์ตดูคล่องแคล่วเอาไว้
รถ SUV ที่ได้รับความนิยมในไทยก็มีหลายค่ายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรถ SUV จากค่าย Honda, Toyota, Mazda, Nissan, Subaru, และ MG
สรุปข้อดีรถ SUV
ห้องโดยสารขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวางและตัวรถยกสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปทำให้นั่งสบาย วิสัยทัศน์ในการขับขี่ดี และยังสามารถขับขี่ไปในพื้นที่ลุยๆ ได้ เช่นพื้นที่ขุรขะ นอกจากนี้ยังมีช่วงล่างที่นุ่มนวลอีกด้วย
สรุปข้อเสียรถ SUV
รถ SUV มีราคาค่อนข้างสูงและมีค่าบำรุงรักษาแพงกว่ารถยนต์ทั่วไป และอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบขับรถกะทัดรัดนัก เพราะ SUV มีขนาดค่อนข้างใหญ่ หาพื้นที่จอดค่อนข้างยาก และมักจะกินน้ำมันด้วย

#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ
#รถสวย #รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
#รถบ้านเชียงราย
#รถมืองสองเกรดพรีเมี่ยม #รถบ้านล้านเปอร์เซ็นต์
#พิมพ์ณดาพรีเมี่ยมคาร์
#รับจัดไฟแนนซ์ #รับฝากขายรถยนต์

28/01/2023

ระบบ AutoPilot ใน Tesla คืออะไร? เรียกว่าเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติได้หรือไม่?
ADAS คืออะไร แล้วเกี่ยวข้องกับ AutoPilot อย่างไร?
ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติคืออะไร แล้วเหตุใด AutoPilot จึงไม่ใช่สิ่งนี้?
AutoPilot อยู่ในระดับไหน?
สรุปแล้ว ระบบ AutoPilot คือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติหรือไม่?
ในโลกของรถยนต์ที่ “ขับเคลื่อนด้วยตนเอง” มักจะมีคำพูดทางการตลาดมากมายที่สร้างความสับสนทั้งลูกค้าและสื่อมวลชน โดยเฉพาะสิ่งที่ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla (เทสล่า) พูดหรือโพสต์ในทวิตเตอร์ รวมถึงศัพท์ต่าง ๆ ที่เขาสร้างขึ้นสำหรับค่ายรถของเขา
ระบบ AutoPilot ของ Tesla เป็นเพียงศัพท์ทางการตลาดที่เป็นเพียงระบบช่วยเหลือการขับขี่เท่านั้น โดยไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติใด ๆ แม้ชื่อของมันอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดก็ตาม
ซึ่งจะแตกต่างระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Tesla จะใช้ชื่อว่า Full Self Driving (FSD) ซึ่งชื่อนี้ก็ชวนให้เข้าใจผิดได้เช่นเดียวกัน เรามาดูกันว่าระบบ AutoPilot คืออะไร แล้วสามารถช่วยอะไรเราได้หรือไม่ได้บ้าง?
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) คืออะไร แล้วเกี่ยวข้องกับระบบ AutoPilot อย่างไร?
ระบบช่วยเหลือการขับขี่หรือ ADAS เป็นคำศัพท์ในอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อใช้เรียกเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือการขับขี่ที่ช่วยให้รถปลอดภัยและขับขี่ได้สบายยิ่งขึ้น ระบบ ADAS นั้นรวมถึงทุกระบบตั้งแต่ ระบบเตือนจุดอับสายตาด้านข้างและระบบเตือนเมื่อขับออกจากเลน
ระบบ ADAS ของผู้ผลิตรถบางค่ายจะมีความล้ำสมัยมาก โดยจะให้ผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือและเท้าออกจากการควบคุมได้ขณะที่ระบบทำงาน และระบบจะทำงานให้เข้ากับสถานการณ์จราจรรอบรถของเราโดยไม่ชนกับใคร
แต่ขณะที่ระบบ ADAS ของบางค่ายอาจไม่ได้ล้ำสมัยนัก ขึ้นอยู่ว่าในรถคันนั้นมีระบบอะไรที่ช่วยเหลือการขับขี่ได้บ้าง และความสามารถของระบบนั้น ๆ
ส่วนระบบ AutoPilot เป็นศัพท์ทางการตลาดของ Tesla สำหรับระบบ ADAS ซึ่งรวมถึงระบบ adaptive cruise control ที่เมื่อทำงานจะสามารถปรับความเร็ว ระยะห่างให้เข้ากับการจราจรในตอนนั้น รวมถึงการจำกัดความเร็วและทางที่ได้ระบุไว้ในแผนที่
และยังมีระบบบังคับพวงมาลัยช่วยให้อยู่กลางเลนที่ Tesla เรียกว่า Autosteer ซึ่งจะช่วยให้รถยังสามารถอยู่ในเลนทั้งในขณะที่ถนนเป็นทางโค้งหรือพื้นผิวไม่เสมอกัน ในแบรนด์อื่น ๆ ก็มีระบบนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
ระบบ ADAS จะต้องมีบางสิ่งที่ผู้ขับขี่ต้องควบคุมรถไปถึงสถานการณ์หนึ่งจึงจะสามารถเปิดระบบได้ เช่น ในระบบ adaptive cruise control และระบบช่วยบังคับพวงมาลัยให้อยู่กลางเลน ตัวเซนเซอร์ของรถต้องมีอย่างน้อยสองตัวที่จับเส้นถนนทั้งสองด้านได้เพื่อสามารถช่วยรถให้อยู่กลางเลนได้
ส่วนระบบ adaptive cruise control จะใช้กล้องรอบคัน (หรือเรดาร์รอบคัน) เพื่อจับตำแหน่งและความเร็วของคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างและความเร็วให้คงที่
ระบบ “ขับเคลื่อนอัตโนมัติ” คืออะไร แล้วเหตุใด AutoPilot จึงไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ?
ในปัจจุบัน ยังไม่มีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ถูกกฎหมายบนถนนในขณะนี้ (แท็กซี่ไร้คนขับกำลังทดลอง) ดังนั้น เมื่อแฟน ๆ ของ Tesla ที่เชื่อว่ารถของตนมีระบบ “ขับเคลื่อนอัตโนมัติ” หรือเป็น “รถยนต์ไร้คนขับ” นั้นไม่เป็นความจริง เป็นสิ่งที่ Elon Musk หรือแผนกการตลาดของเขาพูดเท่านั้น
นั่นเป็นเพราะระบบการขับขี่อัตโนมัติถูกควบคุมอย่างเข้มงวดและกำหนดไว้อย่างชัดเจนโดยหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยมีการนิยามคำว่า “รถขับเคลื่อนอัตโนมัติ” ไว้อย่างชัดเจน
มีหน่วยงานจากรัฐบาล 2 แห่งที่คอยดูแลเกี่ยวกับระบบนี้ในสหรัฐฯ ได้แก่ องค์กรบริหารความปลอดภัยการขนส่งบนทางหลวงแห่งชาติ (NHTSA) และสมาคมวิศวกรยานยนต์ (SAE) จากคำนิยามของหน่วยงานทั้งสองแห่งนี้ จะมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ทั้งหมด 6 ระดับ ตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 5
เมื่ออยู่ในระดับที่สูงขึ้น มนุษย์จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับขี่ลดลง เพราะระบบจะช่วยเราได้มากขึ้น และเมื่อไปถึงระดับที่ 5 ระบบก็จะช่วยเหลือผู้ขับขี่โดยสมบูรณ์ โดยแต่ละระดับจะช่วยเหลือเราได้ดังนี้
ระดับ 0 จะไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ จากระบบ การควบคุมรถเป็นของผู้ขับขี่ 100%
ระดับ 1 จะได้รับระบบช่วยเหลือแบบเบื้องต้น และใช้ได้ทีละระบบ เช่น ระบบ cruise control แบบธรรมดา หรือระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน โดยระบบช่วยเหลือในระดับี้มีมาตั้งแต่ปี 1968 จากแบรนด์ Chrysler
ระดับ 2 ในระดับนี้ เราจะสามารถใช้ระบบช่วยเหลือได้มากกว่า 1 ระบบพร้อมกัน เช่น ระบบ adaptive cruise control ที่นอกจากจะตั้งความเร็วได้แล้ว ยังสามารถทำให้รถช้าลงตามรถคันหน้า หรือเร่งไปยังความเร็วที่ตั้งไว้เมื่อทางสะดวกแล้ว และระบบดังกล่าวยังทำงานร่วมกับระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถและระบบช่วยบังคับพวงมาลัยให้อยู่กลางเลน (แต่ผู้ขับขี่ยังต้องคอยควบคุมพวงมาลัยอยู่)
แม้ว่าระบบ AutoPilot จะเป็นระบบ adaptive cruise control ที่ดูล้ำสมัย แต่ระบบดังกล่าว Tesla เองก็ยอมรับว่าอยู่ในระดับ 2 เท่านั้น ระบบ AutoPilot ได้รับความสนใจอย่างมากจาก NHTSA, คณะกรรมการการค้าของสหรัฐ (FTC) ไปจนถึงนักการเมือง เนื่องด้วยอุบัติเหตุที่ถึงแก่ชีวิตจากคำพูดของมัสก์ที่ชวนเข้าใจผิดในระบบนี้ นอกจากนี้ระบบ GM Super Cruise และ Ford BlueCruise ก็อยู่ในระดับนี้เช่นเดียวกัน
ระดับ 3 เป็นระดับที่ระบบจะช่วยเหลือเราตามเงื่อนไขเฉพาะ รถจึงจะสามารถขับเองได้โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องควบคุม แต่ผู้ขับขี่ต้องพร้อมที่จะกลับมาควบคุมรถได้ตลอดเวลาที่รถต้องการ ใน 2023 Mercedes-Benz S-Class มีระบบช่วยเหลือในระดับที่ 3 แล้วในชื่อว่า DrivePilot ซึ่งรับรองด้วยกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย
ระดับ 4 และ 5 ทั้งสองระดับนี้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับของการขับขี่อัตโนมัติ ในระดับ 4 ยังคงต้องอาศัยการช่วยเหลือจากมนุษย์หากระบบต้องการ แต่ระดับ 5 จะไม่ต้องมีการช่วยเหลือจากมนุษย์เลย ในตอนนี้ยังไม่มีรถที่ใกล้เคียงที่ระดับ 4 และ 5 บนถนนอย่างแน่นอน
AutoPilot อยู่ในระดับไหน?
ปัจจุบัน ระบบ AutoPilot ของ Tesla จะมีอยู่ 2 ระดับ ได้แก่ Basic AutoPilot และ Full Self-Driving (FSD)
ในระบบ Basic AutoPilot จะเป็นพื้นฐานใน Tesla ทุกคัน โดยจะมีระบบ ADAS เช่น adaptive cruise control, ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน และระบบเบรคอัตโนมัติ
สำหรับลูกค้าที่ต้องการอัพเกรดให้เป็น Full Self-Driving จะต้องจ่ายเพิ่มกว่า 4 แสนบาท ในแพ็คเกจนี้ ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงระบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ‘summon’ ที่สามารถเรียกรถของเราจากที่จอดให้มาหาเราได้ รวมถึงระบบตรวจจับป้ายหยุดและระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ
Tesla ยังเคยมีฟังก์ชั่น Assertive mode สำหรับระบบ FSD ซึ่งเป็นเหมือนโหมดการขับขี่ที่ “เกี้ยวกราด” มากขึ้น ซึ่งจะไม่หยุดที่ป้ายหยุด ลดระยะห่างระหว่างคันหน้า และอาจเลี้ยวขวา (พวงมาลัยขวา) โดยไม่มีเหตุผล ทำให้ Tesla อาจจำเป็นต้องลบฟังก์ชั่นนี้ออกไปเพราะมีพฤติกรรมเสี่ยง (และผิดกฎหมาย)
ระบบ AutoPilot คือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติหรือไม่?
ระบบ AutoPilot ของ Tesla คือระบบช่วยเหลือการขับขี่ระดับ 2 เท่านั้น ไปจนถึงระบบ Full Self-Driving ก็ยังไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพราะยังต้องอาศัยการควบคุมจากมนุษย์อยู่ โดยเราไม่สามารถลุกออกจากที่นั่งคนขับ หรือละสายตาจากถนนขณะที่เราเปิดระบบได้เลย
แม้ AutoPilot จะเป็นเครื่องมือซึ่งช่วยให้การขับขี่ของเราง่ายขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอยู่ดี

#รถมือสอง
#รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน
#รถเก๋ง
#รถสวย
#รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

26/01/2023

เช็กรถก่อนเดินทางไกลด้วยตัวเอง

1. แบตเตอรี่รถยนต์
ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรจะดูว่า ขั้วแบตและฉนวนสายไฟมีการเชื่อมต่อดีหรือไม่ หมั่นตรวจเช็กทำความสะอาดคราบขี้เกลือบริเวณขั้วแบตเตอรี่ และเช็กระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนดเสมอ

2. ยางรถยนต์ และช่วงล่างของรถ
เป็นอีกหนึ่งข้อที่ขาดไม่ได้ในการตรวจสภาพรถยนต์ คือ การตรวจสอบยางรถยนต์ หากไม่มีการเช็กยางรถยนต์ก่อนเดินทางไกล โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็จะยิ่งสูงขึ้น

โดยตรวจเช็กความลึกร่องดอกยางและตรวจดูว่ายางรถมีรอยเจาะ ยางแตกลายงา ยางบวม ดอกยางหมดหรือไม่ ซึ่งร่องดอกยางควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งก็ควรพิจารณาเปลี่ยนยางใหม่ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของช่วงล่างด้วย เช่น ลูกหมาก โช้ครถ เป็นต้น

3. น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และระบบเบรก
นับเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ ยิ่งเวลาขับรถตอนฝนตกหนัก ถนนลื่น การควบคุมรถจะยากกว่าปกติ ควรตรวจเช็กระดับน้ำมันเบรก และน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทางที่ดีควรมีน้ำมันเครื่องสำรองติดรถไว้อย่างน้อย 1 ลิตร เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน และอย่าลืมเช็กน้ำมันเบรกและระบบเบรกว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าระดับ Min หรือมีการลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดการรั่วในระบบเบรก ควรนำรถเข้าตรวจเช็กโดยช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย

4. เช็กหม้อน้ำ ท่อยาง และระบบหล่อเย็น
การขับรถระยะไกล ทำให้เครื่องยนต์สะสมความร้อนปริมาณมาก หากระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไม่ดีหรือมีปัญหา อาจทำให้เครื่องยนต์น็อค

แนะนำว่าก่อนออกเดินทางควรเช็กระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อพัก และหม้อน้ำ รวมไปถึงการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ มอเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เรียบร้อย หากคุณพบว่ามีบางอย่างผิดปกติและไม่แน่ใจ แนะนำให้ไปที่ศูนย์บริการค็อกพิทใกล้บ้านท่านเพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ

5. ระบบไฟส่องสว่าง
ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟตัดหมอก ไฟฉุกเฉิน ควรใช้งานได้ตามปกติ ส่องสว่างได้ดี เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถในเวลากลางคืนหรือ ตรวจสอบไฟรถแล้วก็อย่าลืมเช็กใบปัดน้ำฝนดูด้วยล่ะว่ายังใช้งานได้ปกติหรือไม่

6. ที่ปัดน้ำฝน
ที่ปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์ที่ถูกมองข้ามเมื่อพูดถึงการเช็กรถก่อนเดินทางไกล ในความเป็นจริงแล้วทัศนวิสัยขณะขับรถ คือหัวใจสำคัญของความปลอดภัย ที่ปัดน้ำฝนจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญ เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าในระหว่างการเดินทางฝนจะตกหรือไม่

ดังนั้น อย่าลืมเช็กว่าที่ปัดน้ำฝนรีดน้ำได้ดี มีอาการเปื่อย ยุ่ย หรือเสื่อมสภาพหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวควรเปลี่ยนใหม่ทันที หรือควรเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนทุก ๆ 6-12 เดือน

7. น้ำมันเกียร์และน้ำมันคลัตช์
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การจอดรถบนทางราบและใส่เบรกมือ จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปลี่ยนเกียร์ ไล่ไปตั้งแต่ P จนถึง L เมื่อเปลี่ยนเกียร์ควรค้างไว้ที่ตำแหน่งนั้น ๆ สักครู่ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเกียร์ถัดไป

เมื่อครบทุกเกียร์แล้วจึงเลื่อนมาเป็นเกียร์ P หรือ N และดึงก้านวัดระดับเกียร์ออกมาทำความสะอาด จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปแล้วดึงออกมาใหม่ ให้สังเกตดูว่าระดับน้ำมันที่ติดออกมาอยู่ตรงตำแหน่งไหน หากยังอยู่ตรง H แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ หรืออยู่ระหว่างกลาง Min กับ Max แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ธรรมดาปกติ หากน้ำมันคลัตช์หายมากจนผิดปกติ แนะนำให้รีบหาสาเหตุ หรือนำรถไปเช็กและแก้ไขทันที

8. แผ่นกรองอากาศ
แผ่นกรองอากาศเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปกป้องรถจากสิ่งไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ภายนอก โดยแผ่นกรองอากาศที่อุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติ ส่งผลให้ส่วนประกอบภายในเครื่องยนต์สึกหรอได้ การตรวจสอบแผ่นกรองอากาศใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เพียงเปิดตู้แอร์แล้วนำตัวกรองอากาศออกมาตรวจดู ทำการดูดสิ่งสกปรกออก หรือจะเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศใหม่ในกรณีที่จำเป็น

9. ระบบแตรรถยนต์
เมื่อพูดถึงจุดสำคัญของรถที่ควรเช็กก่อนเดินทางไกล คนส่วนใหญ่มักไม่คิดว่าจะต้องตรวจระบบแตรด้วย ในความเป็นจริงแล้วแตรรถมีความสำคัญอย่างมาก เพราะในขณะขับขี่เราอาจจำเป็นต้องใช้แตรเพื่อสื่อสารและส่งสัญญาณกับรถคันอื่น ดังนั้น อย่าลืมเช็กระบบแตรว่ายังเสียงดังและลมแตรยังดีอยู่หรือไม่ด้วย

10. แผงควบคุมและหน้าปัด
เป็นอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเช็กรถก่อนเดินทางไกล ควรตรวจสอบแผงควบคุมและหน้าปัดภายในรถว่าทำงานปกติหรือไม่ แสงไฟ ตัวเลขบนหน้าปัดและปุ่มควบคุมต่าง ๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือเปล่า เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับขี่ระยะไกล

นอกจาก 10 จุดสำคัญข้างต้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรหลงลืมเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องเดินทางไกลในฤดูฝน นั่นคืออุปกรณ์และเครื่องมือต่างที่จำเป็นต้องใช้ยามฉุกเฉิน อาทิ ยางอะไหล่ สเปรย์ปะยาง แม่แรง ชุดเครื่องมือในการถอดล้อ ที่เติมลมฉุกเฉิน สายพ่วงแบตเตอรี่ พกติดรถเอาไว้ให้อุ่นใจ ปลอดภัยตลอดเส้นทาง

#รถมือสอง
#รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน
#รถเก๋ง
#รถสวย
#รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการรถยนต์ ใน Chiang Rai?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


11/7
Chiang Rai
11210