Bios

Bios

แชร์

Photos from Bios's post 23/04/2020

มีนักเรียน นักศึกษา ถามว่า “ทำไม??? ต้องมีชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตยาวๆ มาเรียกให้เมื่อยปากด้วย เพื่อความเก๋ ความเท่ห์ เท่านั้นหรือเปล่า ทั้งๆที่บางสิ่งมีชีวิตก็มีชื่อเรียกอยู่แล้ว ซึ่งชื่อเหล่าก็คือชื่อสามัญ (common names) เป็นชื่อที่ถูกเรียกมานานจนติดหูและมีความหมายง่ายๆ รู้จักในแวดวงทั่วไป แต่ๆๆๆๆๆๆปัญหาคือชื่อเหล่านั้นมันซ้ำซ้อนและไม่เป็นสากล คำว่าสากลคือ Universal/ International นั่นคือพูดปุ๊บต้องอ๋อทั่วโลกปั๊บจ๊ะ (แบบคนที่เคยเรียนเคยสัมผัสมา555)

นักอนุกรมวิธาน (Taxonomists) จึงแก้ปัญหาโดยตั้งข้อตกลงการบัญญัติชื่อที่เป็นทางการและอ๋อทั่วโลกก็ชื่อวิทยาศาสตร์ (Sciencetific names) ขึ้นมานั่นเอง

แต่จะขอกล่าวเบาๆ โดยใช้หลักการ การบัญญัติชื่อวิทยาศาสตร์ Binomial nomenclature ง่ายๆ เพียงบางข้อ ตามความปังของ “คุณพ่อแห่งวงการอนุกรมวิธานสมัยใหม่ Carolus Linnæus คือ
1. ชื่อวิทยาศาสตร์จะต้องมีชื่อเดียวไม่ซ้ำซ้อน
2. ใครเจอสิ่งมีชีวิตก่อน วินิจฉัยได้ก่อน ถูกอนุญาตให้ตั้งชื่อได้ก่อน มีสิทธิ์ก่อน (Law of Priority) เจอทีหลังต้องให้เกียรติ ห้ามกระแดะตั้งชื่อประชัน
3. ขึ้นต้นชื่อสกุล (Generic names) ด้วยตัวใหญ่ เว้นวรรคตามด้วยตัวเล็กชื่อฉายา (specific epithet) ขีดเส้นใต้ชื่อทั้งสองชื่อ (เว้นช่องห้ามขีดยาวสองชื่อ) ทำตัวหนาหรือทำตัวเอน โดยเลือกกระทำวิธีเดียว (ขออภัยที่ข้อความในโพสนี้ชื่อวิทยาศาสตร์ไม่สามารถขีดเส้นใต้หรือทำตัวเอียงได้ มันไม่อนุญาต555)
4. ทุกชื่อทุกภาษาเวลาจะตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ต้องเปลี่ยนเป็นลาตินเท่านั้นหรืออนุโลมให้เป็นกรีกได้บ้างตามเห็นสมควร อาทิคำลงท้ายด้วย -us , -um, -i , -ii, -ia หรือความหมายต่างๆ เป็นต้น

ขออนุญาตเชื่อมโยง......
เนื่องจากช่วงนี้ติดภาพยนตร์ซีรี่ย์ Harry Potter หนักมาก อิทธิพลของนวนิยายเรื่องนี้ได้แผ่อำนาจมืดคลุมมาถึงวงการวิทยาศาสตร์ชีววิทยาด้วย โดยได้มีนักชีววิทยาที่คาดว่าน่าจะหลงใหล Harry Potter หนักถึงขนาดที่เอาบางสิ่งบางอย่างจากนวนิยายเรื่องนี้มาตั้งชื่อชนิดสิ่งมีชีวิตและก็มีการเชื่อมโยงอย่างสมเหตุสมผลเป็นที่สุด

ล่าสุดปี 2020 ได้มีการเอาชื่อของพ่อมดฝ่ายมืดตัวท็อปหนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงเรียนฮอกวอร์ต Salazar Slytherin ซึ่งก็รู้ๆอยู่ว่างูเป็นสัญลักษณ์ของบ้านหลังนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ของบ้านหลังนี้สามารถเสกคาถางูดำ Serpensortia (Serpen = งู + -Ortus = สร้าง ) และเสกคาถางูหาย Vipera Evanesca ได้ ทุกสิ่งเกี่ยวกับงูทั้งสิ้น

ดังนั้นการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์งูเขียวมีพิษที่พบในเขตพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศอินเดีย เป็นกลุ่มงู pit viper สกุลงูเขียวTrimeresurus จึงให้เกียรติกับคุณลุง Salazar Slytherin โดยมีชื่อสามัญว่า "Salazar's pit viper” ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์นั้นก็คือ Trimeresurus salazar โดย Mirza et al., 2020 และก็ตีพิมพ์ในวารสารเป็นที่เรียบร้อย

ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้มีการหยิบยกความสำคัญของนวนิยายเรื่องนี้มาตั้งชื่อวิทยาศาสตร์แล้วในฟอสซิลไดโนเสาร์ (สัตว์เลื้อยคลานที่หน้าตาคล้ายมังกรใน Harry Potter) ที่ชื่อว่า Dracorex hogwartsia โดย Bakker et al., 2006

Dracorex เป็นชื่อไดโนเสาร์ (สัตว์เลื้อยคลาน) สกุล Pachycephalosaur มีชีวิตในช่วง 65.5–65 ล้านปีที่ผ่านมา สำรวจเจอที่ Hell Creek Formation, South Dakota ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยชื่อสกุลนี้ Dracorex มาจากสมาสชนสนธิเชื่อมของ Draco = Dragon มังกร
กับ Rex = The reigning king
ดังนั้น Dracorex hogwartsia จึงมีความหมายว่า “Dragon king of Hogwarts = ราชามังกรแห่งฮอกวอร์ต” และก็ตีพิมพ์แล้วเช่นกัน
ยืนปรบมือรัวๆ จ๊ะ!!!!

ปล. ถ้าติดตาม กดไลก์ กดแชร์ วันหลังจะแปลเรื่องราวการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับ Harry Potter มาเสิร์ฟให้อ่านอีก คราวหน้าเอาเรื่องบ้านกริฟฟินดอร์ มาเล่าบ้างดีกว่า อิอิ ^__* ใครอยู่บ้านนี้เตรียมตัวเลยนะ
References :
Mirza, Zeeshan A.; Bhosale, Harshal S.; Phansalkar, Pushkar U.; Sawant, Mandar; Gowande, Gaurang G.; Patel, Harshil (2020-04-15). "A new species of green pit vipers of the genus Trimeresurus Lacépède, 1804 (Reptilia, Serpentes, Viperidae) from western Arunachal Pradesh, India". Zoosystematics and Evolution. 96(1): 123–138. doi:10.3897/zse.96.48431. ISSN 1860-0743.

Bakker, R. T., Sullivan, R. M., Porter, V., Larson, P. and Saulsbury, S.J. (2006). "Dracorex hogwartsia, n. gen., n. sp., a spiked, flat-headed pachycephalosaurid dinosaur from the Upper Cretaceous Hell Creek Formation of South Dakota." in Lucas, S. G. and Sullivan, R. M., eds., Late Cretaceous vertebrates from the Western Interior. New Mexico Museum of Natural History and Science Bulletin 35, pp. 331–345. "Archived copy" (PDF). Archived from the original (PDF) on 2011-07-17. Retrieved 2011-06-04.

Photos from Bios's post 24/01/2020

มาย้ำวิวัฒน์ของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019
(2019-nCoV : Wuhan/Novel coronavirus) อีกครั้ง หลังจากที่คุณครู lecture ไปในโพสก่อน เรื่องวิวัฒนาการและการพัฒนาการสายพันธุ์ของโคโรน่าไวรัสคือ
ขั้นที่ 1 ปรับตัวอยู่ในสัตว์ได้และส่งผ่านจากสัตว์สู่สัตว์

ขั้นที่ 2 พัฒการส่งผ่านจากสัตว์สู่คน (คนกินสัตว์ที่มีเชื้อโรคหรืออาหารที่ปนเปื้อน เชื้อโรคใช้เวลาในการวิวัฒน์เพื่อความเหมาะสมให้เป็นสายพันธุ์ในคน)

ขั้นที่ 3 ปรับตัวอยู่ในคนได้และส่งผ่านจากคนสู่คน (ณ. เพลานี้)

ตอนนี้นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า “สาเหตุที่เชื้อเหล่านี้เข้ามาอยู่ในคนและวิวัฒน์สายพันธุ์ได้ก็เพราะการที่คนไปบริโภคสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสกลุ่มใกล้เคียงกัน” ก็คือเชื้อ Beta - Coronavirus นั่นเอง ซึ่งเดิมไวรัสกลุ่มนี้พบในสัตว์จำพวก
1. ค้างคาวผลไม้ (Megabat, Fruit bat วงศ์ Pteropodidae, Pteropus sp.)
2. งูเห่า (Chinese cobra : Naja sp.)
3. งูทับสมิงคลา (Malayan krait: Bungarus sp.)
ซึ่งมีพันธุกรรม Single strand RNA เชื้อไวรัสที่สามารถก่อให้เกิดโรค SARS และ MERS ในคนได้

สรุปได้ว่า “การแดกไปเร้ยเป็นสาเหตุ” อึดอัดใจแบบอั้นไม่อยู่จนต้องสบถเป็นกลอน

“แสนอนาจ อุจาดตา เมื่อมาเห็น
อยู่ไม่เป็น เน้นเพื่อกิน สิ้นสงสัย
แดกเป็นนิจ จิตประหลาด พลาดถึงตาย
ไวรัสร้าย ทำลายล้าง ล้างบางคน”

ตอนนี้สถานการณ์การระบาดของโรคเป็นวงกว้างและหนักหนาสาหัสพอสมควร (Pandemic) จะไม่ตระหนกก็ควรตระหนกอยู่บ้างนะ
Keywords
่ายนิดเดียว

Photos from Bios's post 03/09/2019

“เก่าไป......ใหม่มา”
มันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ หลักฐานทางบรรพชีวินก็เช่นกัน ซากดึกดำบรรพ์ทุกชิ้นล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ ทำให้ภาพวิวัฒนาการนั้นๆ สมบูรณ์แบบและสวยงามเสมอ

หลักฐานของบรรพชีวินของมนุษย์ ซึ่งทฤษฎีหรือองค์ความรู้เดิมได้กล่าวคือ “Australopithecus anamensis น่าจะเป็นต้นบรรพชนและสืบต่อมาเป็น Australopithecus afarensis, Lucy (มนุษย์ป้าลูซี่)“ เพราะอายุที่เก่าแก่มากกว่าและหลายหลักฐาน สมมุติฐานอ้างอิงในการเชื่อมต่อสายวิวัฒนาการ

แต่.....ล่าสุด จากการค้นพบของ “Dr. Yohannes Haile-Selassie” นักบรรพชีวินวิทยาจาก Cleveland Museum of Natural History ได้พบซากกะโหลกของบรรพชีวิน “Australopithecus anamensis, MRD” ในประเทศเอธิโอเปีย เป็นกะโหลกที่เกือบสมบูรณ์และเป็นญาติของ "มนุษย์ป้าลูซี่" กะโหลกมีขนาดใกล้เคียงกับลิงชิมแปนซี แต่ทว่าจะมีฟันที่ใหญ่กว่าสายพันธุ์มนุษย์ป้าลูซี่ คาดว่ากะโหลกที่พบนี้น่าจะเป็นของเพศผู้เพราะจากหลักฐานลักษณะและขนาดของกระดูก ดังนั้นครูเกขอขนานนามว่า “มนุษย์ผู้ MRD” ละกัน^__*

จากรายละเอียดคือโครงร่างใบหน้าที่เก่าแก่ของ “Australopithecus anamensis อายุประมาณ 3.8 ล้านปี มีลักษณะกระดูกกรามที่ยื่นออกมา(protruding jaw) และมีฟันเขี้ยว (Canine teeth) ขนาดใหญ่ เหมือนมนุษย์ป้าลูซี่ โดยคาดว่า “น่าจะมีวิวัฒนาการคาบเกี่ยวกับมนุษย์ป้าลูซี่ Australopithecus afarensis ที่มีอายุประมาณ 3.2 ล้านปี นั่นหมายความว่าขณะที่มนุษย์ผู้ MRD ช่วงปลายสายวิวัฒนาการกำลังจะจบสิ้นนั้นก็มีชีวิตร่วมสมัยกับป้าลูซี่ช่วงตอนต้นสายวิวัฒนาการไม่ต่ำกว่า 100,000 ปี ก็คือ 2 สายพันธุ์นี้อยู่ในช่วงยุคเดียวกันนั่นเอง” หลักฐานนี้ บ่งบอกว่ามนุษย์ป้าลูซี่ไม่ได้สืบเชื้อสายโดยตรงต่อเนื่องมาจากมนุษย์ผู้ “MRD” แต่อย่างใด ซึ่งทั้งคู่ “น่าจะมีวิวัฒนาการร่วม มาจากสายต้นบรรพชนเดียวกัน” (งานนี้ก็คงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ Human evolutionary tree เร็วๆนี้นะ)

สรุปง่ายๆจากการค้นพบอันทรงคุณค่านี้คือ
1. ได้ทราบการร่วมสมัยของมนุษย์ผู้ “MRD” กับมนุษย์ป้าลูซี่ที่ไม่ต่ำกว่า 100,000 ปี
2. ช่วยเชื่อมต่อสายวิวัฒนาการมนุษย์สายอื่นๆ เช่นกับ Australopithecus africanus (ที่คาดว่าน่าจะต่อจากป้าลูซี่) ซึ่งหายสาบสูญไปจากแอฟริกาใต้มาอย่างยาวนานแล้ว
3. ทำให้ทราบจุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการร่วมของวิวัฒนาการมนุษย์ซึ่งดูจะเป็นรูปเป็นร่างและชัดเจนมากขึ้น

ปล. “ทุกการค้นพบย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสมอ”

ถ้าอยากได้อรรถรสในการอ่านเข้าไปที่

References
https://www.livescience.com/nearly-complete-lucy-ancestor-skull-unearthed.html
https://www.google.co.th/search?

Photos from Bios's post 28/08/2019

Do you know that animals can synthesize food products using solar energy?
คุณรู้หรือไม่? ว่า....สัตว์ก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์อาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสงได้

เป็นที่หือฮาเกือบทศวรรษแล้วที่มี “การค้นพบการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายสีเขียวภายในเซลล์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง “กลุ่มจิ้งจกน้ำหรือกะท่าง (Salamander: Amphibians)” เป็นครั้งแรก ซึ่งนักวิจัย นักวิชาการทราบกันเป็นอย่างดี แต่ในที่นี้ครูเกขอนำเสนอบทความทางวิชาการแบบอ่านง่ายๆ เพิ่มเติมความรู้โดยใช้การสังเคราะห์และเชื่อมโยงกับชีววิทยาบทอื่นๆเพื่อให้อรรถรสและเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนกับบุคคลทั่วไปมากที่สุด

การค้นพบนี้ทำให้ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิต 2 ชนิด (Interspecific relationships : Symbiosis ) ที่มีวิวัฒนาการร่วมกัน (Co-evolution) ความสัมพันธ์นี้มีชื่อว่า “การพึ่งพาอาศัยกัน ((Mutualism) หรือความสัมพันธ์แบบ win-win แยกกันไม่ได้” ระหว่างจิ้งจกน้ำลายจุด/ด่าง spotted salamander (Ambystoma maculatum) ที่ในระยะตัวอ่อนของมันจะมีกลุ่มสาหร่ายสีเขียวเซลล์เดียว (สาหร่าย Oophila amblystomatis) มาล้อมรอบลักษณะคล้ายแคปซูลเยลลี่สีเขียวมรกตห่อหุ้มตัวอ่อนมัน โดย

1. จิ้งจกน้ำในระยะตัวอ่อน ขณะที่มีการพัฒนาการของตัวอ่อนนั้นจะผลิตของเสียกลุ่มไนโตรเจน (Nitrogenous waste: Ammonia&Urea) ออกมา ซึ่งสาหร่ายจะดูดซับไว้เพื่อนำไปสังเคราะห์โปรตีนและสารพันธุกรรม
2. ในขณะเดียวกัน สาหร่ายชนิดนี้ที่มีความสารถในการสังเคราะห์แสง ซึ่งผลจากการสังเคราะห์แสงนั้นจะให้ผลิตภัณฑ์แก็สออกซิเจนเป็นจำนวนมากและตัวอ่อนของจิ้งจกน้ำจะนำไปใช้ในการหายใจระดับเซลล์สร้าง ATP เพื่อการแบ่งเซลล์และการพัฒนาการของตัวอ่อนให้เจริญต่อไป

ขอให้เครดิตการค้นพบอันสุดแสนอัศจรรย์นี้กับ Ryan Kerney แห่งมหาวิทยาลัย Dalhousie เมือง Halifax รัฐ Nova Scotia ของประเทศแคนาดาด้วย

คำถามต่อไปคือแล้วสาหร่ายเหล่านี้จะอยู่แค่ในระยะตัวอ่อนของจิ้งจกน้ำงั้นหรือ จะได้ไปต่อหรือไม่?
คำตอบคือ............
ได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องและมีการรายงานว่า สาหร่ายเหล่านี้ไม่ได้หายสาบสูญไปไหนแต่อย่างใด แต่ยังคงอยู่ในเซลล์ผิวหนังทั่วไปของจิ้งจกน้ำด่างและมีสัญญาณว่า “อาจจะให้ผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและแก๊สออกซิเจนกับตัวเต็มวัยของจิ้งจกน้ำได้โดยตรงอีกด้วย”

แสดงว่าคำกล่าว “เขียวเหมือนพระอินทร์ บินเหมือนนก ศรปักอก จะว่านกก็ไม่ใช่” คงไม่ใช่คำกล่าวของ...แมงทับอีกต่อไปแล้ว เพราะพระอินทร์เขียวน่าจะมีคลอโรพลาสสังเคราะห์แสงจึงอิ่มทิพย์ได้555แต่ความจริงแมลงทับสังเคราะห์แสงไม่ได้ ก็จบไป

แต่มีสมาชิกใหม่ที่เขียวจริง สร้างอาหารเองได้จริงเห็นจะมีแต่
“เขียวเหมือนพระอินทร์ พรางตัวบนหินเหมือนตะไคร่ อิ่มทิพย์น่ารักสดใสเกินใคร นี่ใช่ไหมที่ใครๆก็เรียก.....กะท่างด่างดิน” อิอิ

และจะเป็นไปได้หรือไม่? ที่ในอนาคตเราจะสามารถปลูกถ่ายเนื้อเยื่อนี้สู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหรือคนหรือนำสาหร่ายนี้มาเพาะเลี้ยงในเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เพื่อทำให้คน “อิ่มทิพย์” อิอิ อะไรที่เราเคยคิดฝันเอาไว้ว่าไม่ได้ วิทยาศาสตร์ก็เคยทำให้เป็นจริงได้ ดังนั้น...จะขอฝันอีกสักครั้งจะเป็นไรไป55555

ใครที่ต้องการอรรถรสการอ่านแบบถึงพริกถึงขิงจาก original version เข้าไปในเวปไซต์นี้นะ
Published online 30 July 2010 | Nature | doi:10.1038/news.2010.384

References
https://www.nature.com/news/2010/100730/full/news.2010.384.html
A solar salamander : Nature News
https://i.ytimg.com/vi/AdAxcnNmte0/maxresdefault.jpg

Photos from Bios's post 25/08/2019

สำหรับการสอบชีววิทยาโอลิมปิก วันนี้ 25 ส.ค. ก็ผ่านพ้นไป นั่งตอบคำถามเด็กที่ออกมาจากห้องสอบ มีข้อหลายข้อที่เก็งแล้วออกข้อสอบจริง ตัวอย่างข้อที่โดนเต็มๆ คือ การวางไข่ของปลาแซลมอนบริเวณต้นน้ำที่มันกำเนิด วันนี้จึงขอเสนอบทความวิชาการ เรื่อง.....

ปลาแซลมอนกับชีวิตนี้ที่ใครกำหนด (Salmon and Who determines this life?)

การกำเนิดปลาแซลมอน จัดเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้แบบฝังใจ รูปแบบการเรียนรู้แบบฝังใจ (Imprinting behavior) คือการที่สัตว์เรียนรู้ที่จะจดจำวัตถุ สถานที่ สิ่งของ สิ่งมีชีวิตเมื่อแรกเห็นเพราะสิ่งที่มันจดจำแรกเห็นนั้นจะให้อาหาร ความปลอดภัย การปกป้องดูแลมัน ซึ่งโดยนัยธรรมชาติคือพ่อแม่ของมัน พบว่าสัตว์จะมีระยะเวลาในการจดจำและติดตามสิ่งแรกเห็น เรียกว่า sensitive phase ซึ่งระยะเวลานี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการการของระบบประสาทของสัตว์นั้นๆ แบบการฝังใจเป็น 2 รูปแบบได้แก่
1. การฝังใจในสถานที่เกิด (Local imprinting) เช่น การวางไข่ของแซลมอน การวางไข่ของปลาบึกลุ่มแม่น้ำโขง การกลับไปวางไข่ยังแหล่งกำเริดของกลุ่มนกอพยพ (winter visitor birds) เป็นต้น
2. การฝังใจในเพศ (Sexual imprinting) เช่น การเดินตามของลูกไก่กับแม่ไก่หรือวัตถุเคลื่อนที่

ดังนั้นจึงขออธิบาย ข้อสอบชีวะโอซึ่งออกพฤติกรรมการวางไข่ปลาแซลมอน โดยขอลำดับการถือกำเนิดปลาแซลมอน ดังนี้
1. เมื่อพ่อแม่แซลมอนมาถึงสถานที่ตัวเองเกิดก็จะจับคู่ผสมพันธ์ุ (Sexual mating)
2. ตัวเมียใช้ครีบและหางสรรค์สร้างรังจากกรวดทรายใต้น้ำให้เป็นร่องแล้ววางไข่ ตัวผู้คู่มันก็จะปล่อยน้ำกามลงไปผสม จัดเป็นรูปแบบการปฏิสนธิภายนอก ((External fertilization)
3. เกิดการปฏิสนธิและการพัฒนาการของตัวอ่อน ช่วงนี้พ่อแม่ปลาจะหมดพลังชีพมักจะตายและเป็นอาหารหมุนเวียนในระบบห่วงโซ่สายใยอาหารต่อไป
4. ตัวอ่อนมีการพัฒนาระบบอวัยวะอย่างต่อเรื่องโดยใช้ถุงไข่แดง (Yolk) บริเวณท้องเป็นแหล่งอาหาร มีการพัฒนาระบบประสาทและสมองอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าส่วนรับกลิ่นและจดจำ (Prosencephalo: Telencephalon : Olfactory bulb) ที่จะจะเจริญมากในปลา รับรู้ จดจำกลิ่น สารเคมี pH BOD อุณหภูมิน้ำและสภาพแวดล้อมสถานที่ถือกำเนิด
5. จากนั้นก็เจริญเติบพร้อมว่ายตามนำ้ไปยังบริเวณปากแม่น้ำและออกสู่ทะเลในที่สุด
6. เมื่อถึงระยะเวลาสืบพันธุ์ ปลาแซลมอนตัวเต็มวัยทั้งเพศผู้เพศเมียจะว่ายทวนกระแสน้ำมายังแหล่งต้นน้ำเดิมที่มันเคยเกิด
7. เมื่อปลาตัวเต็มวัยเพศผู้และเมียถึงเขตต้นน้ำที่มันเคยเกิด สภาพแวดล้อมของน้ำที่มันเคยชินจะกระตุ้นระบบประสาทมัน —-> หลั่งสารสื่อประสาทกระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อ —> ต่อมเพศสร้างฮอร์โมนเพศกระตุ้นการตกไข่และสร้างอสุจิ —-> พฤติกรรมการจับคู่ผสมพันธุ์ —> สืบพันธุ์

แน่นอนว่า....ถ้าสภาพแวดล้อมของน้ำเปลี่ยนแปลงไปเช่นมีการสร้างเขื่อน ฝายกั้นน้ำหรือมลภาวะทางน้ำ มันย่อมไม่สามารถว่ายไปยังต้นน้ำที่มันเกิดได้เพราะมีปัจจัยขวางกันหรือตัวยับยั้งระบบประสาทที่กระตุ้นการสืบพันธุ์ ก็ย่อมที่จะไม่มีการวางไข่และสืบพันธุ์ สายพันธุ์จึงจบสิ้นลง นี่คือเหตุผลหลักในสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุของปลาแซลมอนและสัตว์ที่มีพฤติกรรมคล้ายปลาแซลมอน

References
http://lohmannlab.web.unc.edu/geomagnetic-imprinting/
www.shutterstock.comChinook Salmon Images, Stock Photos & Vectors | Shutterstock
cathrynwellner.wordpress.comAdams River Sockeye Salmon Run 2010 – Crossroads – Cathryn Wellner

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chiang Mai?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chiang Mai