Thank You Library
นำเสนอบทความดีๆ หนังสือที่น่าอ่าน หนังที่น่าดู ซีรี่ยที่ชอบ ข้อมูลเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม และประสบการณ์ชีวิตต่างๆ
28/12/2022
🇯🇵 ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคสมัยใหม่
| ฉบับรวบรัด
-----
• เนื้อหาในบทความนี้ จะนำเสนอในรูปแบบของไทม์ไลน์เวลา ดังนั้นในบางเหตุการณ์ที่มีความละเอียดซับซ้อน อาจจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในไทม์ไลน์นี้
-----
• 1868
การปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) จุดสิ้นสุดของรัฐบาลโชกุนและระบอบศักดินา จุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ของญี่ปุ่น ภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดิมัตสึฮิโตะ (Mutsuhito) และยุคสมัยเมจิ (Meiji Period)
-----
• 1894 ถึง 1896
สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 (First Sino-Japanese War) จุดเริ่มต้นการขยายอำนาจของจักรวรรดิญี่ปุ่น
-----
• 1904 ถึง 1905
ญี่ปุ่นเอาชนะกองทัพเรือของรัสเซียในดินแดนแมนจูเรียและเกาหลี
-----
• 1910
ญี่ปุ่นผนวกดินแดนเกาหลี
-----
• 1912
สมเด็จพระจักรพรรดิโยชิฮิโตะ (Yoshihito) ขึ้นครองราชย์ เริ่มต้นสมัยไทโซ (Taisho Period)
-----
• 1914
ญี่ปุ่นเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ญี่ปุ่นทำการยึดครองอาณานิคมของเยอรมนีในภูมิภาคแปซิฟิก
-----
• 1918 ถึง 1922
ญี่ปุ่นเข้าร่วมในสงครามกลางเมืองรัสเซีย เพื่อต่อต้านอิทธิพลของฝ่ายคอมมิวนิสต์
-----
• 1923
เหตุแผ่นดินไหวในกรุงโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 แสนคน
-----
• 1926
สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ (Hirohito) ขึ้นครองราชย์ เริ่มต้นสมัยโชวะ (Showa Period)
-----
• ปลายทศวรรษที่ 1920
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่งของญี่ปุ่นได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อต่อต้านอิทธิพลของชาติตะวันตก
-----
• 1931
ญี่ปุ่นส่งกองทัพยึดครองดินแดนแมนจูเรียของจีน ก่อตั้งรัฐหุ่นเชิดแมนจูกัวในอีกหนึ่งปีต่อมา
-----
• 1932
นายกรัฐมนตรี อินุไค สึโยชิ (Inukai Tsuyoshi) ถูกสังหาร กองทัพญี่ปุ่นเริ่มกุมอำนาจในรัฐบาล
-----
• 1936
ญี่ปุ่นลงนามเป็นพันธมิตรกับนาซีเยอรมนี
-----
• 1937
สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (Second Sino-Japanese War) กองทัพญี่ปุ่นบุกรุกรานจีนแผ่นดินใหญ่ เกิดโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ในเมืองนานกิง จนทำให้มีชาวจีนล้มตายกว่า 3 แสนคน
-----
• 1940
ญี่ปุ่นบุกยึดครองดินแดนอาณานิคมอินโดจีน (เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา) ของฝรั่งเศส
-----
• 1941 ถึง 1942
ญี่ปุ่นบุกโจมตีฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ของสหรัฐฯ และยึดครองดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงภูมิภาคแปซิฟิก
-----
• 1942 ถึง 1945
ญี่ปุ่นทำสงครามแปซิฟิกกับสหรัฐฯ
-----
• 1944
กองทัพสหรัฐฯ เข้าใกล้แผ่นดินญี่ปุ่น สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีตามเมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่น
-----
• 1945
สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิ ญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ส่งกองทัพเข้าควบคุมญี่ปุ่น
-----
• 1947
ญี่ปุ่นประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ กองทัพญี่ปุ่นถูกยกเลิก อำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิเหลือเพียงสถานะสัญลักษณ์ของชาติ
-----
• 1951
ญี่ปุ่นลงนามสันติภาพกับสหรัฐฯ และชาติอื่น ๆ
-----
• 1952
กองทัพสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากญี่ปุ่น ยกเว้นฐานทัพที่สำคัญอาทิ ฐานทัพของสหรัฐฯ ที่เกาะโอกินาว่า
-----
• 1955
พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) พรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่นถูกก่อตั้งขึ้น
-----
• 1956
ญี่ปุ่นเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ
-----
• 1964
กรุงโตเกียวของญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน
-----
• 1972
ญี่ปุ่นเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
-----
• 1989
สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะสวรรคต สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ (Akihito) ขึ้นครองราชย์ เริ่มต้นยุคเฮเซ (Heisei Period)
-----
• 1993
- พรรค LDP แพ้การเลือกตั้งครั้งแรกตั้งแต่ปี 1955 พันธมิตร 7 พรรคจัดตั้งรัฐบาล
- รัฐบาลญี่ปุ่นออกแถลงการณ์โคโนะ (Kono Statement) เพื่อขอโทษที่กองทัพญี่ปุ่นใช้ทาสทางเพศ (S*x Slave) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
-----
• 1994
รัฐบาลของพันธมิตร 7 พรรคล่มสลาย พรรค LDP และพรรคสังคมนิยมเข้ามามีอำนาจแทน
-----
• 1997
เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในญี่ปุ่น
-----
• 2001 ถึง 2006
จุนอิจิโร โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) จากพรรค LDP ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
-----
• 2004 ถึง 2006
กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (JSDF) ถูกส่งไปประจำการที่อิรัก นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นส่งทหารออกนอกประเทศ
-----
• 2006 ถึง 2007
ซินโซะ อาเบะ (Shinzo Abe) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก
-----
• 2009
พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (DPJ) คู่แข่งสำคัญของพรรค LDP ชนะการเลือกตั้ง
-----
• 2011
ญี่ปุ่นประสบกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และคลื่นสึนามิ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะเกิดการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี
-----
• 2012
ซินโซะ อาเบะ และพรรค LDP ครองอำนาจในญี่ปุ่นอีกครั้ง
-----
• 2019
สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชสมบัติ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ (Naruhito) ขึ้นครองราชย์ เริ่มต้นสมัยเรวะ (Reiwa Period)
-----
• 2020
- วิกฤตการณ์ Covid-19 ในญี่ปุ่น
- ซินโซะ อาเบะ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเนื่องจากปัญหาสุขภาพ โยชิฮิเดะ ซูงะ (Yoshihide Suga) ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบัน
- กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2020 ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ถูกเลื่อนไปจัดในปี 2021 แทน
-----
*** Reference
- https://www.japan-guide.com/e/e641.html
- https://www.bbc.com/news/world-asia-pacific-15219730
- https://www.thoughtco.com/japan-facts-and-history-195581
- https://www.insightguides.com/destinations/asia-pacific/japan/historical-highlights
01/07/2021
“คนอื่นยังจัดการได้ อย่ามาอ้างว่าไม่มีเวลาสิ”
‘time management myth’ กับดักบริหารเวลาที่สวนทางกับความเป็นจริง
แม้แต่ละคนจะมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ทำไมบางคนถึงรู้สึกว่า ตัวเองงานเยอะจนไม่สามารถจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ คำว่า “ไม่มีเวลา” สำหรับบางคน จึงดูเหมือนเป็นข้ออ้างไปโดยปริยาย ในเมื่อคนอื่นทำได้ แล้วทำไมคุณถึงทำไม่ได้ล่ะ?
ภายใต้คำว่า “ไม่มีเวลา” อาจจะต้องลองแยกย่อยดูก่อนว่า สเปรคตรัมเรื่องเวลาของแต่ละคนถูกมองผ่านแว่นแบบใดกันบ้าง บางคนให้ความสำคัญกับการทำงานเต็มเวลาแบบ ‘9 to 5’ และเผื่อเวลาให้ตัวเองพักแค่ตอนเที่ยงเท่านั้น หรือบางคนก็รู้สึกว่า ช่วงบ่ายถึงเย็นไม่รู้สึกโปรดักทีฟเอาเสียเลย งานที่ยังทำไม่เสร็จจึงถูกถ่ายโอนไปช่วงเวลากลางคืนมากกว่า
ซีอีโอที่บ้างานมากๆ ก็อาจจะมีแนวคิดที่ไม่ได้แบ่งแยกเวลางานกับเวลาส่วนตัว รวมทั้งสองสิ่งเป็นก้อนเดียวกันเพราะคิดว่า ถ้าต้องแยกงานกับเวลาส่วนตัวตามแนวคิด ‘work-life balance’ ก็เท่ากับว่า เรากำลังมองงานเป็นเรื่องบั่นทอนในชีวิตอยู่หรือเปล่า
แต่การเทน้ำหนักไปที่เรื่องเวลามากเกินไปอาจกำลังสร้างวิธีคิดที่ผิดฝาผิดตัวให้กับเราอยู่ก็ได้ค่ะ พองานเข้ามามากๆ แล้วทำไม่เสร็จสักที สิ่งที่เรามุ่งตรงไปก่อนก็คือ ต้องเพิ่มจำนวนชั่วโมงการทำงานให้มากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เวลางานที่มากขึ้นไม่ได้ช่วยเพิ่มโฟกัสให้กับงานของคุณไปด้วยนะคะ
ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่กระทั่งถึงตอนนี้เองก็ยังใช้วิธีการเดิมๆ อยู่เหมือนกัน นั่นคือถ้าทำงานภายใต้ขอบเขตเวลางานไม่เสร็จ ก็จะเก็บไปทำช่วงกลางคืน หรือหนักเข้าก็ทำงานวันหยุดสุดสัปดาห์ไปเลย เวลาเพื่อนๆ เห็นว่าเราทำงานวันหยุดก็จะรู้สึกว่า ทุ่มให้กับตรงนี้มากไปหรือเปล่า ควรเผื่อเวลาส่วนนี้มาพักผ่อนไหม
ระยะสั้นอาจทำแบบนี้ไปพลางได้ค่ะแต่ถ้าทำต่อเนื่องติดกันเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคุณแน่ๆ ก็คือภาวะความเครียดที่เพิ่มขึ้น อาการหมดไฟ และหลายครั้งก็ทำให้เราหมดแรงที่จะทำงานต่อไปได้เลย
การที่เรามุ่งโฟกัสไปกับคำว่า มีหรือไม่มีเวลาไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง และยังไม่ได้ทำให้งานเสร็จตามเป้าด้วย นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘time management myth’ หรือกับดักหลุมพรางว่าด้วยเรื่องของการบริหารเวลา
time management myth คือวิธีคิดที่เรามองว่า หากเพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้นก็จะทำให้ได้ชิ้นงานมากขึ้นตามไปด้วย มากไปกว่านั้น เรายังคิดเผื่อไปด้วยว่า ยิ่งใช้เวลากับการทำงานมากเท่าไร เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าก็คงจะรู้สึกประทับใจในความขยันของเรามากขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว กระทั่งการทำงานตามเวลาเข้าออกดั้งเดิมแบบ ‘9 to 5’ ก็ไม่ได้ช่วยให้ ‘productivity’ ของงานเพิ่มตาม มีงานศึกษาที่พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนทำงานจะหลุดโฟกัสจากงานที่ตัวเองกำลังทำตรงหน้ามากถึง 87 ครั้งต่อวัน ทำให้ยากต่อการรักษาโฟกัสตลอดวันได้อย่างเต็มที่
ในมุมกลับ การทำงานไม่ใช่แค่เรื่องเวลาที่ถูกขยายออกไปเรื่อยๆ แต่คุณต้องกลับมารักษาโฟกัสที่มีกับงานมากกว่า และกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยล็อกโฟกัสไว้ได้ก็คือ ต้องเริ่มปรับโครงสร้างเวลาทำงานของตัวเอง
ลิซ่า กอร์ดอน (Lisa Gordon) ศิลปินและนักเขียนในรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ตัดสินใจตัดแบ่งวันทำงานออกเป็น 45 นาทีสั้นๆ ทุกๆ 45 นาทีเธอจะใช้เวลาบางส่วนไปกับกิจกรรมที่ช่วยระงับความตึงเครียดระหว่างวันลงไปได้ ยกตัวอย่างเช่น การออกกำลังกาย ทำสมาธิ พักผ่อน ฯลฯ ซึ่งผลลัพธ์ที่เธอได้ก็กลับดีเกินคาด มันช่วยให้ความล้าลดลง อีกทั้งโฟกัสที่มีกับงานก็มีคุณภาพมากขึ้นด้วย
วิธีของกอร์ดอนตรงกับงานศึกษาของบริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์กแห่งหนึ่งที่พบว่า กุญแจสู่ประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด คือพนักงานที่ทำงานติดต่อกัน 52 นาที สลับกับเวลาพักอีก 17 นาที เหมือนกับงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีอิลลินอยส์ที่พบว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลาทำงาน 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลาทำงาน เพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น
ฉะนั้น สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การมองเพียงชั่วโมงทำงานที่มากขึ้น แต่เป็นเรื่องของ ‘deep work’ และ ‘deep schdule’ นั่นคือ เซ็ตไทม์มิงการทำงานไว้เลยว่า เราต้องทำอะไรสิ่งไหนเวลาใดบ้าง ที่สำคัญ คุณต้องเผื่อเวลาในตารางไว้บ้างบางส่วนด้วย นักวิจัยเสนอว่า การทำตาราง To-do list ที่อัดแน่นทั้งวัน ทำให้เกิดประสิทธิภาพน้อยกว่าการเว้นที่ว่างไว้บ้าง
สุดท้ายคือ ‘be lazy’ ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ จงขี้เกียจให้เป็น คือคัมภีร์สำคัญสำหรับการทะลาย ‘time management myth’ ลง ความเกียจคร้านไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป มันกลับเป็นสารอาหารชั้นดีของสมองด้วยซ้ำ เพื่อจะให้ชิ้นงานสำเร็จแล้วต้องใช้ทั้งโฟกัสและ ‘unfocus’ ด้วย และกุญแจดอกสุดท้าย คือถ้าถึงเวลาที่แบตเราหมดแล้วก็ยอมรับกับตัวเองซะว่า ถึงเวลาที่คุณต้องพักผ่อนบ้างแล้วล่ะ
ปล่อยให้ตัวเองได้ขี้เกียจบ้าง ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรนี่เนอะ
เขียนโดย Piraporn Witoorut
Source: https://www.bbc.com/worklife/article/20170612-why-you-should-manage-your-energy-not-your-time
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
“Knowledge is the only way to success”
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
ติดตามคอนเทนต์เพื่อพัฒนาตัวเองสู่ความสำเร็จจาก Future Trends ได้ที่
Facebook : https://bit.ly/38fXEYs
Youtube : https://bit.ly/3gBYyzG
(อย่าลืมกด See First เพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ใหม่ในทุก ๆ วัน)
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
ที่อยู่
12 หมู่ 17 ต. อิสาณ อ. เมือง
Buriram
31000