WealthGuru
Wealth Guru เป็นกลุ่มคนที่ต้องการสร้างพื้นที่ในการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวและความรู้ รวมถึงให้คำปรึกษาและสัมมนาด้านการวางแผนการเงิน ครอบคลุมทั้งการวางแผนการออม การวางแผนการลงทุน การวางแผนประกัน การวางแผนภาษี และการวางแผนเกษียณ ด้วยประสบการณ์และความรู้การวางแผนการเงินอย่างถูกต้องตามหลักการของ Certified Financial Planner (CFP) ที่ได้รับการรับรองจากประเทศอเมริกาและสมาคมนักวางแผนการเงินไทยเพื่อการใช้ชีวิตที่มั่นคงและมั่งคั่งในอนาคตตาม Lifestyle ของคุณ
เปิดลงทะเบียนแล้ว Retirement Planning: Practical & Real-Life Alumni (สอนรอบพิเศษ) รายละเอียดที่ comment
27/05/2026
"AI อาจชนะโลก... แต่คุณอาจยังขาดทุนหนักได้"
ตอนนี้ในตลาดมี 2 กลุ่มที่กำลังเถียงกันเรื่อง "ฟองสบู่ AI"
กลุ่มหนึ่งโยงภาพไปเทียบกับยุค Internet Revolution ที่บริษัทอย่าง Cisco เติบโตสุดขีด ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในวิกฤต Dot-com ปี 2000
ในขณะที่อีกกลุ่มก็เถียงหัวชนฝาว่า "รอบนี้ไม่เหมือนกัน" เพราะมีรายได้จริงมารองรับ
ในฐานะ Portfolio Manager สิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารเงิน...
ไม่ใช่การพยายาม “ทำนายว่าฟองสบู่จะแตกไหม”
แต่คือการ “ยอมรับว่าเราไม่มีทางรู้จุดจบของ Narrative ใหญ่ได้ล่วงหน้า”
ความจริงที่โหดร้ายของตลาดหุ้นคือ “เทคโนโลยีไปต่อ” ไม่ได้แปลว่า “ราคาจะไม่พัง”
ตัวอย่างในอดีตมีให้เห็นชัดเจน: ไม่ว่าจะเป็น Cisco, Intel หรือแม้แต่ Zoom ธุรกิจเหล่านี้เปลี่ยนโลกได้จริง แต่ถ้านักลงทุนเข้าซื้อผิดจังหวะ ก็ยังคงขาดทุนหนักได้อยู่ดี
1) สถิติบอกอะไรเรา? (เมื่อหุ้นร้อนแรงที่สุด เคยเจ็บหนักแค่ไหน?)
หากเราย้อนดูข้อมูล 25 ปีของหุ้น AI Semiconductor ระดับท็อปอย่าง NVDA และ MU ที่ผ่านทั้งวิกฤตดอทคอมปี 2000 และวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 เราจะพบความจริงของสิ่งที่เรียกว่า "Tail Risk" (ความเสี่ยงปลายหาง)
>>Max Drawdown (ร่วงจากจุดสูงสุดถึงต่ำสุด):
• MU เคยติดลบหนักถึง -98% (พ.ย. 2008)
แต่ถ้าวัดที่ P50 เจ็บปกติอยู่ที่ -13%
แต่ถ้าวัดที่ P75 เจ็บมากอยู่ที่ -33%
• NVDA เคยติดลบถึง -90% (ต.ค. 2002)
แต่ถ้าวัดที่ P50 เจ็บปกติอยู่ที่ -24%
แต่ถ้าวัดที่ P75 เจ็บมากอยู่ที่ -40%
แล้วจมอยู่ใต้น้ำนานแค่ไหน? ใครซื้อ MU ที่พีคปี 2000 ต้องรอ 21 ปี กว่าจะเท่าทุน ส่วน NVDA จมต่อเนื่อง 8.5 ปี หลังดอทคอม
รู้หรือไม่: NVDA เคยลงหนัก -90% ในยุคดอทคอม ซึ่งเป็นสเกลเดียวกับที่ Cisco ร่วงตอนฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตก!
>> ความเสี่ยงที่โมเดลปกติ "มองไม่เห็น"
หากเราวัดค่า CVaR 99% (ขาดทุนเฉลี่ยในวันที่เลวร้ายสุด 1%) ของ NVDA:
• โมเดลปกติ (Parametric) จะบอกว่าความเสี่ยงอยู่ที่ 9.8%
• แต่สถิติที่เคยเกิดขึ้นจริง (Historical) คือ 14.0%
• และถ้าใช้โมเดลที่ปรับหางความเสี่ยงแบบจัดเต็ม (Cornish-Fisher) ตัวเลขจะพุ่งไปถึง 29.6%!
สรุปคือ: โมเดลวัดความเสี่ยงปกติ มักจะประเมินตลาดต่ำเกินไปเสมอ หุ้นกลุ่มนี้มี "หางอ้วน" (Fat Tail) ที่เวลาบทจะลง ก็ลงแรงกว่าที่ทฤษฎีคาดไว้มาก
============================================================
Tail Risk จะเริ่มสะสมตัวหนักที่สุด เมื่อเกิด... "The Illusion of Certainty" (ภาพลวงตาของความแน่นอน)
ช่วงท้ายของ Cycle คนจะเริ่มมีพฤติกรรมและเชื่อว่า:
"ครั้งนี้ต่างออกไป"
>>Growth is guaranteed (การเติบโตคือของตาย)
>>Drawdown จะ Recover เสมอ (ลงเดี๋ยวก็เด้ง)
>>Valuation ไม่สำคัญ (แพงแค่ไหนก็ซื้อได้)
>>Secular trend ป้องกัน Downside ได้ (เทรนด์โลกช่วยปกป้องขาลง)
>>ประวัติศาสตร์เตือนเราเสมอว่า... นี่คือช่วงเวลาที่ Tail Risk สูงที่สุด
การเกิด Tail Risk ไม่ได้แปลว่า “AI จะตาย” แต่มันอาจถูกทริกเกอร์จากปัจจัยอื่น เช่น Capex disappointment (ลงทุนไปแล้วผลตอบแทนไม่เข้าเป้า), Liquidity shock, Earnings miss, หรือปัญหา Macro economics
============================================================
วิธีรอดในแบบฉบับ Portfolio Management
เมื่อเราไม่รู้ว่า Narrative จะจบเมื่อไร เราจึงต้อง "ออกแบบพอร์ตให้รอดทั้งสองทาง"
แทนที่จะ All-in สุดตัว หรือ กลัวจนไม่ลงทุนเลย เราควรใช้กลยุทธ์:
1) Position Sizing: จำกัดสัดส่วน (Concentration) ไม่ให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่ในธีมเดียวมากเกินไป
2) Regime Overlay: มีเกณฑ์ในการลด Exposure เมื่อความผันผวน (Volatility) หรือ Tail Risk เริ่มพุ่งสูงขึ้น
3) Hedge / Defensive / Cash: มีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Options), มีสินทรัพย์เชิงรับ หรือถือเงินสดสำรองไว้บ้าง
4) Rebalancing: มีวินัยในการทยอยขายทำกำไร (Trim) เมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นแรงแบบ Parabolic
นี่คือวิธีการรับมือที่ "เป็น Systematic" กว่าการมานั่งทำนายจุดแตกของฟองสบู่ หรือปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามความ FOMO
เพราะสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ในตลาดตอนนี้...
ไม่ใช่ "AI" แต่คือ "พฤติกรรมของนักลงทุน ภายใต้ภาพลวงตาของความแน่นอน" (Investor behavior under certainty illusion) ต่างหาก
26/05/2026
ถึงผู้เรียน Retirement Class ผม update Excel tool เพิ่ม
เดี๋ยวจะนัดวันสอนอีกทีผ่าน zoom ตอนนี้ได้ upload ใน google classroom แล้ว
ผมเลยต่อยอดเพิ่มชีต "ก่อนเกษียณ" เข้าไป ให้คำนวณย้อนกลับจากเป้าหมาย โดยลูกค้าแค่กรอกข้อมูลวันนี้:
1) อายุปัจจุบัน + อายุเกษียณ → ระบบหาจำนวนปีที่เหลือ
2) ค่าใช้จ่ายจำเป็น/ไม่จำเป็น "วันนี้" → ทบเงินเฟ้อไปเป็นค่า ณ วันเกษียณอัตโนมัติ
3) เงินก้อนปัจจุบัน → โตด้วยผลตอบแทนไปถึงวันเกษียณ
4) Target Mandatory Coverage (%) กำหนด Coverage Ratio ของกระแสเงินสดต่อ Mandatory
== 1) ทำไมต้องมี Income Portfolio? ==
(ไม่ใช้ 3 ตะกร้าอย่างเดียวเลยไม่ได้เหรอ?)
เพราะค่าใช้จ่ายของเราไม่ได้สำคัญเท่ากันหมด:
>> ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Mandatory)
ค่ากิน ค่ายา ค่าน้ำค่าไฟ ส่วนนี้ "พลาดไม่ได้" ต้องมีทุกเดือนไม่ว่าตลาดจะเป็นยังไง
>> ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น (Discretionary)
ท่องเที่ยว ของฟุ่มเฟือย ส่วนนี้ "ยืดหยุ่นได้" ปีไหนตลาดไม่ดีก็ลดได้
ถ้าเอาเงินก้อนเดียวไปลงทุนในตลาดทั้งหมด แล้วบังเอิญ
ตลาดร่วงแรงช่วงต้นเกษียณ (Sequence of Return Risk)
เราจะถูกบังคับให้ "ขายของตอนราคาถูก"
เพื่อเอามาจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็น
มันจะทำให้พอร์ตจะฟื้นยากมาก และอาจเงินหมดก่อนกำหนด
Income Portfolio จึงทำหน้าที่เป็น "ชั้นล่างที่มั่นคง"
สร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอจาก yield (เช่น เงินปันผล/ดอกเบี้ย)
มาคุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็น โดย ไม่ต้องขายต้นทุน
ทำให้ต่อให้ตลาดผันผวนแค่ไหน "ของจำเป็น" ก็ไม่สะเทือน
=== 2) แล้ว 3 ตะกร้า + Income Port ผสมกัน ดีอย่างไร? ===
นี่คือโครงสร้าง "พอร์ต 2 ชั้น" ที่แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกันแต่เสริมกัน:
>> ชั้นล่าง — Income Port (มั่นคง)
คุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็นด้วยรายได้การันตี (บำนาญ + ประกันสังคม)
บวกกับรายได้จาก Income Portfolio → เป็น "พื้น" ที่ทำให้นอนหลับสบาย
>> ชั้นบน — 3 ตะกร้า (เติบโต)
ส่วนที่เหลือลงทุนแบบ Bucket Strategy เพื่อสู้เงินเฟ้อระยะยาว
และรองรับค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้ โดยแบ่งเป็นตะกร้าสั้น-กลาง-ยาว
เพื่อให้เงินส่วนที่ยังไม่ใช้มีเวลาเติบโต
จุดที่ทรงพลังคือตัวชี้วัด "Coverage Ratio" = รายได้การันตี ÷ ค่าใช้จ่ายจำเป็น
ยิ่ง Coverage สูง = ค่าใช้จ่ายจำเป็นถูกล็อกด้วยรายได้มั่นคงมากเท่าไร
>> ยิ่งกล้าให้ส่วน "เติบโต" ทำงานเต็มที่ เพราะต่อให้ตลาดร่วง เราก็ไม่ถูกบังคับขาย
>> ลด Sequence Risk ได้จริง
พูดง่ายๆ: Income Port ทำให้เรา "ใจเย็นพอ" ที่จะปล่อยให้ 3 ตะกร้าเติบโต
สองกลยุทธ์นี้จึงไม่ใช่ทางเลือกแทนกัน
===== โดยสรุป =====
ผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้:
1) ตั้งเป้า Coverage ที่ต้องการ → ระบบบอกเลยว่าต้องมี Income Port เท่าไร
และต้องลงทุนเพิ่มปีละเท่าไร (แยกส่วนเติมพอร์ตหลัก + สร้าง Income Port)
2) ปรับลดยอดออมเองได้ ถ้าทำไม่ไหวตามเป้า ระบบเตือนทันทีว่าเงินจะพอหรือไม่
ทั้งหมดเชื่อมกับโมเดล 3 ตะกร้าเดิมอัตโนมัติ กรอกที่เดียว คำนวณทั้งระบบ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok