RippleD

RippleD

แชร์

30/11/2021

เทคโนโลยีการจับโกหกด้วยเซนเซอร์วัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้า

ผลงานนี้มาจากมหาวิทยาลัย Tel Aviv ประเทศอิสราเอล โดยได้ค้นพบว่าระหว่างที่มนุษย์โกหกนั้นกล้ามเนื้อบริเวณแก้มและคิ้วจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งทีมนักวิจัยได้ใช้เซนเซอร์ที่มีความละเอียดสูงติดไปยังบริเวณดังกล่าวเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว และจากผลการทดลองระบุว่าเทคโนโลยีนี้มีความแม่นยำในการจับโกหกสูงถึง 73% ซึ่งสูงกว่าเครื่องมือจับเท็จที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน



Source: https://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-10216965/AI-robot-tell-lying-studying-subtle-facial-movements.html

Image Source:
https://dearborn.org/580092/%D9%85%D9%86-%D8%AD%D8%B1%D9%83%D8%A9-%D8%B9%D8%B6%D9%8[…]%D8%A8%D8%AA%D9%83%D8%B1%D8%A9-%D9%84%D8%A7%D9%83%D8%AA%D8%B4/
https://www.digitaltrends.com/photography/fraudoscope-ai-camera/
https://www.quickanddirtytips.com/health-fitness/mental-health/how-to-tell-if-someone-is-lying

Disclaimer: ไม่มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ และรูปภาพที่ใช้สำหรับประกอบการนำเสนอและเพื่อการศึกษาเท่านั้นครับ

27/09/2021

'คิม ฟุค' สุภาพสตรีที่กล่าวคำว่า "ให้อภัย"
ได้ดังก้องไปในหัวใจคนทั้งโลก
คิม ฟุค คือ เด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้น ซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัยจากระเบิด ที่ถูกทิ้งจากเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ เธอเกิดที่ Trang Bang ตะวันตกเฉียงเหนือ กรุงไซ่ง่อนในเวียตนามใต้ เมื่อ พ.ศ.2506

เวลาบ่ายสองของวันที่ 8 มิถุนายน 2515 ระเบิดไฟนาปาล์ม 4 ลูก ถูกทิ้งลงที่บ้านเธอ ขณะนั้น คิม ฟุค เพิ่งมีอายุ 9 ขวบ ระเบิดเพลิงตกใส่เธอ เธอถอดเสื้อผ้าที่ไฟกำลังลุกออกแต่ไฟยังคงไหม้บนตัวเธอ ผู้คนช่วยราดน้ำบนตัวเธอ เพื่อดับไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่บนตัวเธอ จนเธอหมดสติไป

Huynh Cong (Nick) Ut ช่างภาพ ช่วยพาเธอส่งโรงพยาบาล คอยให้กำลังใจ แม้เธอจะรอดตาย แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง 65% เธอต้องรักษาตัว ต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลอยู่ในโรงพยาบาลถึง 14 เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง 17 ครั้ง กว่าจะหายเป็นปกติ เธอยังโชคดี เมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน ซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

หมอศัลยกรรมพลาสติค Dr. Mark Gorney จาก San Francisco อาสาสมัครประจำอยู่ที่ โรงพยาบาลศัลยกรรมเด็ก Barksy ในกรุงไซ่ง่อนกล่าวว่า
"เธอไม่น่าจะอยู่รอดได้ ตอนแรกคางของเธอเชื่อมติดกับหน้าอก โดยเนื้อเยื่อจากแผลเป็นแขนซ้ายของเธอไหม้จนถึงกระดูก" แต่ด้วยความรักของแม่ที่คอยดูแลอยู่ข้างเตียง เธอค่อยๆ ฟื้นตัว และตัดสินใจว่าโตขึ้น เธอจะเป็นหมอเหมือนผู้ที่ช่วยชีวิตเธอ หลังจากรักษาตัวอยู่ 2 ปี เธอจึงได้กลับบ้าน

ภาพของเธอ ที่ Nick Ut ถ่ายไว้ ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกและได้รับรางวัล Pulitzer ในปี พ.ศ. 2516 ด้วยรางวัลดังกล่าวช่วยเปลี่ยนชีวิตของเธอและ Nick Ut

วันหนึ่ง.ในปี พ.ศ.2539 คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกัน ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูด เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

การได้มาเผชิญหน้ากับบุคคล ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่า สงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง

หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่า "มีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอก ต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ"

พูดมาถึงตรงนี้ ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า "ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดีๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจุบันและอนาคต"

เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า "ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ"

คิมเข้าไปโอบกอดเขา แล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย" ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย

คิม ฟุค เล่าว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและทั้งใจ จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร แต่แล้วเธอก็พบว่า สิ่งที่ทำร้ายเธอจริงๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดชังที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง "ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้"

เธอพยายามสวดมนต์ และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า "หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด"
● บทส่งท้าย ●

เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คน ให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้
แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราเองได้เสมอ

เราไม่อาจเลือกได้ว่า รอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารัก
พูดจาอ่อนหวาน แต่เราสามารถเลือกได้ว่า
จะทำใจอย่างไร เมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา

'คิม ฟุค' ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า
"ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตฉันก็ดีขึ้น"

บทเรียนของ 'คิม ฟุค' คือ ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้
เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีต
เพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้

บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มา
ก็คือการอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น
ทำให้เธอเห็นคุณค่าของการให้อภัย
แล้วพวกเราล่ะ กลับมาฝึกจิตฝึกใจ
เริ่มให้อภัยกับสิ่งร้ายๆ ที่ผ่านมา กันดีไหม

นานเท่าไรแล้ว ที่หัวใจเราถูกจองจำ
ด้วยความโกรธ หรือ ความเศร้าหมอง

มาปลดปล่อยเครื่องร้อยรัดพันธนาการเหล่านี้
ให้หัวใจเรากลับมามีชีวิตชีวา และงดงาม
อย่างที่มันเคยเป็นกันเถิด !!
𝐶𝑟𝑒𝑑𝑖𝑡 : 𝐹𝑜𝑟𝑤𝑎𝑟𝑑 𝐿𝑖𝑛𝑒
𝐂𝐨𝐝𝐞 𝐎𝐟 𝐋𝐢𝐟𝐞 | 𝐅𝐚𝐜𝐞𝐛𝐨𝐨𝐤 𝐏𝐚𝐠𝐞

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok