Illuminations Editions
การเกิดใหม่ของ #นิตเช่ ในอเมริกา
ประวัติการยอมรับงานของฟรีดริช นิตเช่ (𝐅𝐫𝐢𝐞𝐝𝐫𝐢𝐜𝐡 𝐍𝐢𝐞𝐭𝐳𝐬𝐜𝐡𝐞) ในสหรัฐอเมริกาผ่านความผันผวนอย่างมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นยุคแห่งความเข้าใจผิดที่เชื่อมโยงเขากับความรุนแรง และยุคแห่งการฟื้นฟูซึ่งเกิดจากอิทธิพลอันมหาศาลของ วอลเตอร์ คอฟแมน (𝐖𝐚𝐥𝐭𝐞𝐫 𝐊𝐚𝐮𝐟𝐦𝐚𝐧𝐧)
จุดตกต่ำของการยอมรับนิตเช่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 𝟏 แนวคิดของเขาถูกนำไปตีความให้เชื่อมโยงกับ ลัทธิทหารและลัทธิจักรวรรดินิยมของเยอรมนี
ต่อมาในทศวรรษที่ 𝟏𝟗𝟐𝟎 คดีฆาตกรรมของ 𝐋𝐞𝐨𝐩𝐨𝐥𝐝 และ 𝐋𝐨𝐞𝐛 ที่ผู้ก่อเหตุอ้างว่าได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด " #อภิมนุษย์" (𝐔̈𝐛𝐞𝐫𝐦𝐞𝐧𝐬𝐜𝐡) ก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ที่เลวร้ายของเขา
และเมื่อมุสโสลินีและฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 𝟐 นิตเช่ถูกตีตราว่าเป็น " #ศาสดาของพวกนาซี" ส่งผลให้เขาและปรัชญาของเขากลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจและถูกแบนจากแวดวงปัญญาชนอเมริกัน
#จุดเปลี่ยนสำคัญ: อิทธิพลและการชำระประวัติศาสตร์โดย วอลเตอร์ คอฟแมน
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 𝟐 ที่ชื่อเสียงของนิตเช่ตกต่ำถึงขีดสุด วอลเตอร์ คอฟแมน นักปรัชญาเชื้อสายเยอรมัน-ยิวที่อพยพหนีภัยนาซีมายังสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์หนังสือ 𝐍𝐢𝐞𝐭𝐳𝐬𝐜𝐡𝐞: 𝐏𝐡𝐢𝐥𝐨𝐬𝐨𝐩𝐡𝐞𝐫, 𝐏𝐬𝐲𝐜𝐡𝐨𝐥𝐨𝐠𝐢𝐬𝐭, 𝐀𝐧𝐭𝐢𝐜𝐡𝐫𝐢𝐬𝐭 ในปี ค.ศ. 𝟏𝟗𝟓𝟎 ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติและพลิกโฉมการศึกษาเกี่ยวกับนิตเช่ในโลกภาษาอังกฤษโดยสิ้นเชิง
#อิลลูมิเนชันส์ #ปัญญาชนกับการเมือง
ในมุมมองของอินเดียโบราณ #ศาสนาพุทธจัดเป็นปรัชญา หรือไม่?
ซู แฮมิลตัน (𝐒𝐮𝐞 𝐇𝐚𝐦𝐢𝐥𝐭𝐨𝐧) ได้อธิบายว่าความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาในบริบทของอินเดียโบราณนั้นแตกต่างจากมุมมองของชาวตะวันตกอย่างสิ้นเชิง โดยมีประเด็นสำคัญที่ทำให้ศาสนาพุทธจัดเป็นปรัชญาในบริบทนี้ดังนี้
𝟏. #ปรัชญาและศาสนาคือสิ่งเดียวกันในอินเดียโบราณ
แฮมิลตัน ชี้ให้เห็นว่า การแบ่งแยกพรมแดนระหว่าง "ศาสนา" กับ "ปรัชญา" อย่างชัดเจนนั้น เป็นเพียงกรอบแนวคิดของชาวตะวันตก (โดยเฉพาะนับตั้งแต่ยุคของอิมมานูเอล คานท์ เป็นต้นมา) และชาวอินเดียโบราณจะไม่เข้าใจการแบ่งแยกนี้เลยจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่มีนักวิชาการและมิชชันนารีชาวตะวันตกนำกรอบคิดนี้มาใช้ครอบอินเดีย
ปรัชญาตะวันตกในยุคหลังมุ่งเน้นแต่การใช้เหตุผลและไม่เกี่ยวข้องกับการแสวงหา #ความหลุดพ้น (𝐬𝐨𝐭𝐞𝐫𝐢𝐨𝐥𝐨𝐠𝐲) แต่ในอินเดียโบราณ การทำปรัชญาคือความพยายามที่จะทำความเข้าใจความหมายและโครงสร้างของชีวิต เพื่อค้นหาความจริงสูงสุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผูกพันโดยตรงกับชะตากรรมทางจิตวิญญาณและการหลุดพ้นของบุคคล
𝟐. ปรัชญาอินเดียคือ "ทรรศนะ" เพื่อความหลุดพ้น ซึ่งพุทธศาสนามีเป้าหมายนี้โดยตรง; คำดั้งเดิมที่ใช้เรียกระบบปรัชญาในอินเดียคือคำว่า " #ทรรศนะ" (𝐃𝐚𝐫𝐬́𝐚𝐧𝐚) ซึ่งแปลว่า "การมองเห็น" ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริง
จุดมุ่งหมายสูงสุดของการขบคิดทางปรัชญาในอินเดียคือการได้มาซึ่ง " #ญาณหยั่งรู้" (𝐈𝐧𝐬𝐢𝐠𝐡𝐭) เพื่อนำไปสู่การหลุดพ้นจากวัฏจักรของกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
พระพุทธเจ้าซึ่งทรงเป็นนักคิดในศตวรรษที่ 𝟓 ก่อนคริสตกาล ทรงแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและมนุษย์ด้วยเป้าหมายเดียวกันนี้ สิ่งที่พระองค์ทรงประจักษ์แจ้ง (การตรัสรู้) ก็คือญาณหยั่งรู้ที่ทำให้เข้าใจกลไกของกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด รวมถึงวิธีถอนรากถอนโคนอวิชชาและตัณหา ศาสนาพุทธจึงตอบโจทย์ความเป็น "ทรรศนะ" หรือปรัชญาอินเดียอย่างสมบูรณ์แบบ
#อิลลูมิเนชันส์ #ปัญญาชนกับการเมือง
การอ่านและตีความ #เพลโต ของ #นิตเช่
𝐉𝐚𝐦𝐞𝐬 𝐈. 𝐏𝐨𝐫𝐭𝐞𝐫 วิเคราะห์การอ่านและการตีความเพลโตของนิตเช่โดยมุ่งเน้นไปที่ การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ทางนิรุกติศาสตร์ (𝐏𝐡𝐢𝐥𝐨𝐥𝐨𝐠𝐲) และความพยายามของนิตเช่ที่จะต่อต้านอุดมคตินิยม
𝟏. นิตเช่อ่านเพลโตในฐานะศัตรูของ "สสารนิยม" และผู้ลบเลือนประวัติศาสตร์
𝐏𝐨𝐫𝐭𝐞𝐫 ชี้ให้เห็นว่า นิตเช่ประเมินเพลโตในฐานะสถาปนิกผู้สร้างปรัชญาอุดมคตินิยมตะวันตก ซึ่งมีเป้าหมายแอบแฝงในการทำลายล้างปรัชญาสสารนิยม (𝐌𝐚𝐭𝐞𝐫𝐢𝐚𝐥𝐢𝐬𝐦) ของดีโมคริตุส (𝐃𝐞𝐦𝐨𝐜𝐫𝐢𝐭𝐮𝐬), นิตเช่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเกร็ดประวัติศาสตร์ (ที่เล่าผ่าน 𝐀𝐫𝐢𝐬𝐭𝐨𝐱𝐞𝐧𝐮𝐬) ว่าเพลโตเคยมีความคิดที่จะนำตำราของดีโมคริตุสทั้งหมดมาเผาทิ้ง, สำหรับนิตเช่ เรื่องราวนี้คือหลักฐานที่เปิดโปงให้เห็นถึงความเคียดแค้น (𝐫𝐞𝐬𝐞𝐧𝐭𝐦𝐞𝐧𝐭) และความเกลียดชังของเพลโตที่มีต่อสสารนิยม การที่นิตเช่หันไปรื้อฟื้นและเชิดชูดีโมคริตุส จึงเป็นกลยุทธ์เพื่อใช้เปิดโปงและโจมตีการลบเลือนประวัติศาสตร์ที่มีต้นตอมาจากเพลโต
𝟐. การวิพากษ์ลัทธิเพลโตว่าเป็นเพียง " #สสารนิยมกลับหัวกลับหาง"
ในการพยายามรื้อถอนปรัชญาของเพลโต นิตเช่เสนอข้อวิจารณ์ที่ท้าทายว่า แท้จริงแล้ว " #ลัทธิเพลโต" (𝐏𝐥𝐚𝐭𝐨𝐧𝐢𝐬𝐦) อาจเป็นเพียงลัทธิสสารนิยมที่ถูกตีความแบบกลับหัวกลับหาง (𝐢𝐧𝐯𝐞𝐫𝐭𝐞𝐝 𝐦𝐚𝐭𝐞𝐫𝐢𝐚𝐥𝐢𝐬𝐦) หรือไม่ สำหรับนิตเช่ เพลโตเป็นเสมือน " #คริสเตียนยุคก่อนคริสตกาล" (𝐚𝐧𝐭𝐞𝐜𝐞𝐝𝐞𝐧𝐭 𝐂𝐡𝐫𝐢𝐬𝐭𝐢𝐚𝐧) ผู้หลงใหลในโลกแห่งอุดมคติ ซึ่งนิตเช่ต้องนำนักศึกษาหรือผู้อ่านไปสัมผัสเพื่อเปิดโปงอคติทางปรัชญานี้
𝟑. #ความย้อนแย้ง: นิตเช่เองที่ติดกับดักความคิดแบบเพลโต
𝐏𝐨𝐫𝐭𝐞𝐫 ชี้ให้เห็นถึงความตลกร้ายและความย้อนแย้งที่ลึกซึ้ง กล่าวคือ ยิ่งนิตเช่พยายามจะเอาชนะเพลโตมากเท่าไหร่ กรอบความคิดของเขากลับยิ่งถูกครอบงำด้วยลัทธิเพลโตมากเท่านั้น 𝐏𝐨𝐫𝐭𝐞𝐫 ยกตัวอย่างในงาน 𝐓𝐡𝐞 𝐁𝐢𝐫𝐭𝐡 𝐨𝐟 𝐓𝐫𝐚𝐠𝐞𝐝𝐲 ว่า การที่นิตเช่สร้างภาพตัวแทนของ " #ไดโอนิซุส" (𝐃𝐢𝐨𝐧𝐲𝐬𝐮𝐬) แท้จริงแล้วไดโอนิซุสของนิตเช่มีลักษณะการดำรงอยู่เป็น " #แบบจำลองทางอุดมคติ" (𝐏𝐥𝐚𝐭𝐨𝐧𝐢𝐜 𝐈𝐝𝐞𝐚) ทุกประการ
#อิลลูมิเนชันส์ #ปัญญาชนกับการเมือง
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
ที่อยู่
4288/1203 Aspire Rama 4, Rama 4 Road, Phra Khanong, Klong Toey
Bangkok
10110
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |
| เสาร์ | 08:00 - 17:00 |
| อาทิตย์ | 08:00 - 17:00 |