Maximum Life
"ไขมันในหลอดเลือด" ที่คุณอาจไม่เคยรู้
คุณๆทราบหรือไม่คะว่า สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็น “ไขมัน” ที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดหรือเส้นเลือดนั้นแท้ที่จริงแล้ว
ไม่ได้มีเพียงแค่ไขมันเท่านั้นนะคะ แต่ยังมี “โปรตีน” และ “แคลเซียมออกซาเลต” รวมอยู่ด้วยค่ะ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดเลือดตีบนั่นเอง โดยที่ยาเคมีโดยทั่วไปนั้นไม่สามารถจัดการได้ อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงแค่ประคับประคองไว้เท่านั้น
รวมไปถึงการที่กรดไขมัน 3 โมเลกุลไปรวมกับ กลีเซอรอล 1 โมเลกุล หรือเรียกว่า "ไตรกลีเซอไรด์" นั้น ถ้าไขมันชนิดนี้มีมากเกินไปแล้วไปก่อตัวที่ตับเราเรียกว่า “ไขมันพอกตับ” หรือ “ไขมันเกาะตับ” ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือตับนั้นขาดฮอร์โมนที่ได้จากต่อมหมวกไตสำหรับมาช่วยจัดการไขมันส่วนเกิน ที่ยาเคมีก็ไม่สามารถจัดการได้เช่นเดียวกันค่ะ
และนี่คือนวัตกรรมการใช้จุลชีพ “ยีสต์แดง” ที่ยังมีชีวิตเข้าไปช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการ "ดีท็อกซ์" หลอดเลือดด้วยวิธีทางธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตอันใกล้การนำเอาหลักการ “สิ่งมีชีวิต ดูแล ชีวิต” นั้นจะเข้ามาทดแทนการใช้ยาเคมีอย่างแน่นอนค่ะ
22/01/2016
ไม่อยากเป็น “มะเร็งลำไส้” ทำไงดี?
ระบบย่อยอาหารเป็นกลไกการทำงานที่มหัศจรรย์! มันสามารถรับแซนวิชปลาทูน่าเข้าไปแล้วแปลงให้เป็นพลังงานสำหรับการเล่น บาสเก็ตบอล แล้วยังเปลี่ยนส่วนที่เหลือให้เป็นโมเลกุลของไขมัน สะสมไว้ยามต้องการพลังงานในอนาคตอีกด้วย แต่โชคร้ายที่อาจมีสิ่งบกพร่องเกิดมากมายในกระบวนการนี้
และมีผู้คนหลายล้านคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร บางคนอาการรุนแรงถึงกับต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ก็มีอีกหลายคนที่พึ่งพาร้านขายยาใกล้บ้าน เพื่อช่วยบรรเทาอาการอย่างเช่น ท้องอืด แก๊สในท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องร่วง หรือท้องผูกเป็นต้น
อวัยวะสำคัญในกระบวนการนี้อวัยวะหนึ่งก็คือ “ลำไส้” คุณๆทราบหรือไม่คะว่า ลำไส้ที่ขดอยู่ในท้องของเรานั้นมีความยาวประมาณ 9 เมตร หรือเทียบเท่ากับความสูงของตึก 4 ชั้น ไม่เท่านั้นค่ะ เมื่อคำนวณพื้นที่ของผนังลำไส้โดยนับรวมพื้นที่สัมผัสของ “วิลไล” (หนวดเล็กๆที่ทำหน้าในการดูดซึมสารอาหาร) แล้วจะเท่ากับขนาดของสนามเทนนิสถึง 2 สนามต่อกันเลยทีเดียวค่ะ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ว่าเรามักจะมีปัญหาเกี่ยวกับ “ลำไส้” อยู่บ่อยๆ ด้วยความยาวและพื้นที่ของเค้านั่นเองทำให้การดูแลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเราไม่รู้วิธีการที่ถูกต้อง อาการที่เกิดขึ้นจากภาวะลำไส้ที่ผิดปกตินั้นมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อย อย่างเช่น ท้องอืด ท้องเฝ้อ ท้องเสีย ท้องผูก แล้วพัฒนาไปในระดับรุนแรงอย่าง ลำไส้อักเสบ แผลในลำไส้ ลำไส้แปรปรวน ไปจนถึง “มะเร็งลำไส้” ที่ปีหนึ่งๆ คร่าชีวิตผู้คนไปหลายล้านคนจากการที่มองข้ามอาการเล็กน้อยเหล่านั้นนั่นเอง
“ลำไส้” ยังเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อโดยตรงกับสมองอีกด้วยนะคะ จึงไม่น่าแปลกใจที่บางครั้งการปวดหัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือกระทั่งโรคที่เกี่ยวกับระบบสมองและประสาทอย่าง พากินสัน และอัลไซเมอร์ จึงมีความเชื่อมโยงกับอาการทางลำไส้โดยตรง
หรือที่พบบ่อยคือในผู้ที่อาการคล้ายโรคหัวใจ หัวใจเต้นอ่อนแรงลง หายใจไม่อิ่ม บางรายถึงกับช็อคหมดสติ ซึ่งแท้ที่จริงเกิดจากภาวะลำไส้แปรปรวน จนบางครั้งแพทย์ที่ทำการรักษาเองก็ไม่สามารถหาสาเหตุของอาการดังกล่าวได้
จากการศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลของผู้ที่มีภาวะลำไส้อักเสบนั้นพบว่า จำนวน T Cell (เม็ดเลือดขาวผู้ควบคุมที่ต่อสู้กับอาการอักเสบ) ในลำไส้ของผู้ป่วยนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งจุลชีพในกลุ่ม “โปรไบโอติก” สามารถกระตุ้นการสร้าง T Cell ผู้ควบคุมได้ จากการศึกษาดังกล่าวยังพบอีกว่าผู้ป่วยลำไส้อักเสบนั้นมี “โปรไบโอติก” ในระบบ “ไมโครไบโอต้า” อยู่ในระดับต่ำกว่าคนปกติ ยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มของผู้ที่เป็นโรคนี้ จำนวนโปรไบโอติกในลำไส้ของผู้ที่มีอาการกำเริบนั้น มีน้อยกว่าผู้ป่วยที่อยู่ในระยะฟักตัวของโรค ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าการเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จึงเป็นวิธีที่มีพลังและปลอดภัยสำหรับการ “ป้องกัน” และแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
อีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจที่พบว่าสาเหตุหนึ่งของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้นั้น เกิดจากการมีปริมาณเชื้อแบคทีเรีย “เฮลิโค แบ็กเตอร์ ไพโลริ” ในระดับสูง นักวิทยาศาสตร์จึงทำการทดลองใช้เชื้อโปรไบโอติกในกลุ่ม “แล็กโตบาซิลลัส” หลายๆสายพันธุ์ รวมถึง แล็กโตบาซิลลัส อะซิโดฟิลัส ,แลกโตบาซิลลัส จอห์นโซนี่ ,แล็กโตบาซิลลัส ซาลิวาเลียส ,แล็กโตบาซิลลัส คาเซอิ เพื่อดูว่าสามารถชะลออการเติบโตหรือแม้แต่ฆ่าเชื้อ เฮลิโกแบ็คเตอร์ ได้หรือไม่โดยการทดลองในหนู ผลปรากฎว่า โปรไบโอติก แล็กโตบาซิลลัส สามารถยับยังเชื้อดังกล่าวและสามารถลดจำนวนเชื้อได้ถึง 99%
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจที่ว่า แล้วเหตุใดจำนวนของโปรไบโอติกในลำไส้ถึงได้ลดปริมาณลง จากการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยนั้นพบว่ามีปัจจัยที่ตรงกันในแง่ของ ผู้ที่ไม่ค่อยรับประทานอาหารที่มีกากใยซึ่งเป็น “พรีไบโอติก” คืออาหารให้กับโปรไบโอติก ผู้ที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลาและทานอาหารในมื้อดึกติดต่อกันเป็นเวลานาน ผู้ที่เคยมีประวัติการใช้ “ยาปฏิชีวนะ” เป็นเวลานาน การใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดฆ่าเชื้อ การอมยาอมชนิดฆ่าเชื้อ ติดต่อกันเป็นเวลานานรวมถึงกลุ่มสมุนไพรที่มีสเตียรอยด์ (พืชในบ้านเราเช่น หญ้านาง ฟักข้าว มะรุม ใบทุเรียนเทศ นั่นเอง) สมุนไพรที่ให้สารคล้ายแว้กส์ เช่น สารเคอคิวมิน ในขมิ้นแคปซูล เหล่านี้เองที่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ปริมาณของโปรไบโอติกในลำไส้ลดลง
เพราะฉะนั้นหากวันนี้เราต้องการดูแลลำไส้ให้เป็นปกติอยู่เสมอ การใช้ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลมากที่สุด อย่าปล่อยให้ปัญหาเล็กน้อยที่เกิดขึ้น ลุกลามบานปลายจนท้ายที่สุดรุนแรงเกินจะแก้ไข มาเริ่มต้นง่ายๆโดยการใช้ “โปรไบโอติก” ดูแลลำไส้ของคุณและคนที่คุณรักกันนะคะ
17/07/2015
เรื่องจริงของเบาหวานที่หมอไม่ได้บอก
Maximum Life: เรื่องจริงของเบาหวานที่หมอไม่ได้บอก หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
40 Tessabanrungsannur Road Ladyao Jatujack
Bangkok
10900