the SPACE

the SPACE

แชร์

"the SPACE” คือแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะรูปแบบใหม่ในประเทศไทยที่มุ่งเน้นบทบาทของ Knowledge Brokers โดยจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเจ้าขององค์ความรู้ (Knowledge Owners) และสังคม โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญได้แสดงออก ถ่ายทอด และขยายผลความรู้ที่มีคุณค่าออกสู่สาธารณะอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์

ในระยะเริ่มต้น The SPACE จะมุ่งเน้นการสื่อสารเชิงรุก เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง โดยบทบาทสำคัญข

12/06/2026

🧠 ภาวะสมองเสื่อม ไม่ใช่แค่ “ความหลงลืมตามวัย”
แต่คือโจทย์ใหญ่ของครอบครัว ระบบสุขภาพ และเมืองสูงวัย

เมื่อสังคมไทยกำลังมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีผู้สูงอายุมากขึ้นแค่ไหน”
แต่คือ…เมืองของเรามีระบบดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะภาวะสมองเสื่อม พร้อมแล้วหรือยัง?

📍 theSPACE | siteStory ชวนไปดูบทเรียนจาก เทศบาลนครหัวหิน เมืองท่องเที่ยวที่มีผู้สูงอายุราว 22% ของประชากรทั้งหมด และกำลังออกแบบระบบดูแลสมองเสื่อมแบบ “ทั้งเมืองช่วยกัน”

ผ่านโครงการพื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม หรือ Social Lab
ที่ต่อยอดจากการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในชุมชน ไปสู่กิจกรรมสำคัญอย่าง

☕ Dementia Cafe
พื้นที่พบปะ ทำกิจกรรม ฝึกทักษะ และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุ ครอบครัว และคนในชุมชน

🏡 Group Home
พื้นที่กิจกรรมบำบัดแบบต่อเนื่อง สำหรับผู้สูงอายุที่เริ่มมีความเสี่ยงหรือมีภาวะสมองเสื่อมระยะต้น–ปานกลาง โดยมีครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม

สิ่งที่น่าสนใจคือ หัวหินไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียง “กิจกรรมผู้สูงอายุ”
แต่มองเป็น “ระบบดูแลระยะยาวของเมือง” ที่ต้องเริ่มจากข้อมูลจริงในพื้นที่ เชื่อมต่อเทศบาล หน่วยบริการสุขภาพ อสม. แกนนำชุมชน โรงเรียน ครอบครัว และภาคเอกชน ให้เข้ามาช่วยกันดูแล

เพราะการดูแลสมองเสื่อม ไม่ควรรอให้โรครุนแรงแล้วค่อยแก้
แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่เมืองยังมีโอกาส “คัดกรอง พบเร็ว ชะลอได้ และดูแลร่วมกัน”

🌿 บทเรียนจากหัวหินจึงชวนให้ “เมืองอื่น ๆ” ตั้งคำถามว่า
ถ้าเรายังไม่มีศูนย์ใหญ่ ไม่มีงบประมาณก้อนโต หรือมีพื้นที่จำกัด
เราจะเริ่มสร้าง “พื้นที่เล็ก ๆ” ที่ทำให้ผู้สูงอายุไม่โดดเดี่ยว และครอบครัวไม่ต้องรับภาระลำพัง ได้อย่างไร?

📖 อ่านบทความฉบับเต็ม
“สังคมสูงวัยในเมืองท่องเที่ยว: เมื่อเทศบาลนครหัวหินกำลังสร้างระบบดูแลสมองเสื่อมแบบ ‘ทั้งเมืองช่วยกัน’” ได้ที่ theSPACE | siteStory (ลิงค์บทความฉบับเต็มอยู่ในช่องคอมเมนท์)

#สังคมสูงวัย #เมืองสูงวัย #ผู้สูงอายุ #สมองเสื่อม #หัวหิน #เทศบาลนครหัวหิน #พื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม #เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ #ระบบดูแลระยะยาว #สูงวัยในเมือง #สุขภาวะผู้สูงอายุ

11/06/2026

🏙️ กรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่มีโรงพยาบาลใหญ่ รถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ และบริการจากรัฐจำนวนมาก

แต่คำถามสำคัญคือ…

👵👴 เมืองนี้ “ใช้ชีวิตสูงวัยได้จริง” แค่ไหน?

สำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก การออกจากบ้านไปทำเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นไปหาหมอ รับยา เดินไปตลาด ขึ้นรถเมล์ เข้าห้องน้ำสาธารณะ หรือออกไปพบเพื่อน อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คนทั่วไปมองเห็น

เพราะการสูงวัยในเมือง ไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพ
แต่เกี่ยวข้องกับทางเท้าที่เดินยาก รถเมล์ที่ขึ้นลำบาก ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น ระบบบริการที่ซับซ้อน เอกสารที่ต้องจัดการเอง เทคโนโลยีที่ไม่เป็นมิตร และรายจ่ายประจำวันที่ลดไม่ได้

📌 SPACE siteStory ชวนอ่านบทความ
“เมื่อกรุงเทพฯ กำลังมีคนสูงวัยมากขึ้น: ระบบบริการแบบไหนที่ทำให้ผู้สูงอายุอยู่ในเมืองได้จริง”

บทความนี้เรียบเรียงจากเสียงของผู้สูงอายุ กทม. ผ่านกระบวนการ Shared Vision ภาคประชาชน ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุรายได้น้อยในเขตเมือง ตึกแถว ห้องเช่า และชุมชนเมือง ได้เล่าประสบการณ์จริงของการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ

🗣️ เสียงเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เมืองที่ผู้สูงอายุต้องการ อาจไม่ใช่เมืองที่มีโครงการใหญ่เสมอไป
แต่คือเมืองที่ทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น ใกล้ขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีศักดิ์ศรีมากขึ้น

🌿 เพราะเมืองที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ
ไม่ใช่ประโยชน์ต่อผู้สูงอายุเท่านั้นแต่คือเมืองที่ดีสำหรับเด็ก คนทำงาน คนพิการ คนเจ็บป่วย คนรายได้น้อย และเราทุกคนที่วันหนึ่งจะต้องเดินช้าลง เหนื่อยง่ายขึ้น และต้องการเมืองที่อ่อนโยนกับชีวิตมากขึ้น

📖 อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ SPACE siteStory
(ลิงค์อยู่ในช่องคอมเมนท์)

#ผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #กรุงเทพมหานคร #เมืองสูงวัย #สูงวัยในเมือง #ออกแบบเมืองเพื่อทุกคน #ระบบบริการสาธารณะ #สุขภาวะผู้สูงอายุ

11/06/2026

SPACESpotlight | ซื้อชานมยังผ่อน แล้วหนี้จะหยุดที่ตรงไหน?

🧋 “ชานมไข่มุกแก้วละร้อยกว่าบาท ยังสามารถผ่อนได้”

ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องเล็ก หรือเป็นเพียงสีสันของพฤติกรรมการซื้อของยุคดิจิทัล แต่ในมุมของธนาคารแห่งประเทศไทย นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า บริการ “ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later: BNPL กำลังทำให้คนจำนวนหนึ่ง “เป็นหนี้เร็วขึ้น” โดยเฉพาะคนอายุน้อย คนเพิ่งเริ่มทำงาน และกลุ่มรายได้น้อย

ข้อมูลที่ถูกหยิบยกขึ้นมา สะท้อนว่า BNPL เติบโตเร็วมาก จากจำนวนบัญชีราว 6 แสนบัญชีในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567 ขณะที่มูลค่าการใช้สินเชื่อ BNPL ก็ขยายตัวต่อเนื่อง เพราะใช้งานง่าย สมัครง่าย กดซื้อของง่าย และบางครั้งผู้บริโภคอาจไม่ได้รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่า “นี่คือการก่อหนี้”

📌 จุดที่น่ากังวลคือ BNPL ไม่ได้ถูกใช้เฉพาะกับสินค้าราคาสูงหรือสินค้าจำเป็นเท่านั้น แต่เริ่มขยับลงมาถึงสินค้ามูลค่าต่ำในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้แต่ชานมไข่มุก

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ทำไมชานมถึงผ่อนได้”
แต่คือ “เรากำลังทำให้การเป็นหนี้กลายเป็นเรื่องปกติเกินไปหรือไม่”

💳 BNPL มีด้านที่เป็นประโยชน์ เพราะช่วยให้คนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้ไม่สม่ำเสมอ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้า แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที หากผู้ใช้ไม่ได้มองว่าเงินผ่อนเหล่านี้คือ “หนี้จริง” และเริ่มสะสมยอดเล็ก ๆ หลายรายการ จนกลายเป็นภาระใหญ่ในอนาคต

จาก “ผ่อนแก้วละร้อย”
อาจกลายเป็น “หลายยอดรวมกันจนจ่ายไม่ไหว”

จาก “ซื้อก่อนนิดเดียว”
อาจกลายเป็น “หนี้ที่เราไม่ได้ตั้งใจจะมี”

🏦 ล่าสุด ธปท.อยู่ระหว่างเตรียมออกแนวทางกำกับดูแล BNPL ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยอาจพิจารณาเรื่องอายุขั้นต่ำของผู้ใช้ ประเภทสินค้า มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ เพดานดอกเบี้ย และการออกแบบระบบให้ผู้บริโภคต้องเลือกใช้สินเชื่ออย่างชัดเจน ไม่ใช่ถูกผลักเข้าสู่วงเงินผ่อนโดยไม่รู้ตัว

พูดง่าย ๆ คือ การผ่อนไม่ควรเป็นค่าเริ่มต้นของการซื้อของทุกอย่าง
และการกดซื้อของออนไลน์ ไม่ควรถูกออกแบบให้เราเป็นหนี้ง่ายกว่าการจ่ายด้วยเงินที่มีจริง

⚠️ เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า BNPL เป็น “ผู้ร้าย” เสมอไป
แต่สะท้อนว่าเครื่องมือทางการเงินที่สะดวกมากขึ้น ต้องมาพร้อมกับวินัยทางการเงินที่มากขึ้นเช่นกัน

เพราะในโลกที่ทุกอย่างกดซื้อได้ทันที
สิ่งที่ต้องถามตัวเองก่อนกด “ผ่อน” อาจไม่ใช่แค่ว่า
“เดือนนี้จ่ายไหวไหม”

แต่อาจต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า
“ของชิ้นนี้จำเป็นจริงไหม”
“ถ้าไม่มีเงินสดจ่ายตอนนี้ เรายังควรซื้ออยู่หรือเปล่า”
“เรากำลังใช้ BNPL เพื่อบริหารเงิน หรือกำลังใช้มันเพื่อเลื่อนปัญหาไปข้างหน้า”

🧠 วินัยทางการเงินไม่ได้เริ่มจากการมีรายได้สูง
แต่อาจเริ่มจากการรู้เท่าทันพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน

เพราะหนี้จำนวนมาก ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่เสมอไป
แต่อาจเริ่มจากการกด “ผ่อน” กับสิ่งเล็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนวันหนึ่งเราพบว่า รายได้ในอนาคตถูกใช้ไปล่วงหน้าแล้ว

ในโลกที่การซื้อของง่ายขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ต้องยากขึ้นตามไปด้วย อาจไม่ใช่ขั้นตอนการชำระเงิน
แต่คือ “การยั้งคิด” ก่อนตัดสินใจเป็นหนี้

💬 theSPACE ชวนแลกเปลี่ยน
คุณคิดว่า BNPL ควรถูกกำกับแค่ไหน?
ควรปล่อยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเอง เพราะเป็นเสรีภาพทางการเงิน
หรือควรมีกติกาชัดเจน เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น First Jobbers และคนรายได้น้อย?

แล้วสำหรับคุณ สินค้าแบบไหน “ไม่ควรผ่อน” เด็ดขาด?

#ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง #วินัยทางการเงิน #หนี้ครัวเรือน #หนี้คนรุ่นใหม่ #การเงินส่วนบุคคล #ธนาคารแห่งประเทศไทย #แบงก์ชาติ #เศรษฐกิจไทย #รู้เท่าทันการเงิน #ชานมไข่มุกก็ยังผ่อน

Photos from the SPACE's post 10/06/2026

สสส. - IPSR เปิดเวที Forum สุขภาพคนไทย 2569
ชวนสังคมไทยมอง “สุขภาพ” ให้ไกลกว่าโรงพยาบาล
เมื่อข้อมูลดิจิทัล สังคมสูงวัย และวิกฤตรอบด้าน กำลังเปลี่ยนโจทย์สุขภาพคนไทย
-
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth ร่วมกับ Institute for Population and Social Research, Mahidol University, Thailand สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน Forum สุขภาพคนไทย 2569 ภายใต้หัวข้อหลัก “รอบรู้อย่างรอบคอบ ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

เวทีครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดตัวและนำเสนอ รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 ซึ่งรวบรวมข้อมูล สถานการณ์ และประเด็นสำคัญด้านสุขภาพของคนไทย โดยในปีนี้มีสาระสำคัญครอบคลุม 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เรื่องพิเศษประจำฉบับ “ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” 10 หมวดตัวชี้วัด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” และ 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ปี 2569

ในช่วงเปิดงาน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเด็กเกิดน้อย วัยทำงานลดลง ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ตลอดจนปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงชายแดน มลพิษข้ามพรมแดน ภัยพิบัติ และอิทธิพลของระบบทุนที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน

ขณะที่ รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า รายงานสุขภาพคนไทยเป็นรายงานประจำปีที่จัดทำต่อเนื่องมากว่า 20 ปี โดยมุ่งให้ประชาชน นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และสื่อมวลชน สามารถใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อเข้าใจสถานการณ์สุขภาพไทย และนำไปสู่การสื่อสารหรือขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเหมาะสม
-
สาระสำคัญของงานอยู่ที่เวทีเสวนา 3 ช่วง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “สุขภาพคนไทย” ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของโรงพยาบาลหรือระบบบริการสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับข้อมูลดิจิทัล โครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สิทธิ ความเป็นธรรม และพลังของชุมชนอย่างแยกไม่ออก
เสวนาช่วงที่ 1 : ข้อมูลสุขภาพล้นจอ แต่คนไทยต้องรอบรู้พอจะตัดสินใจ

เสวนาช่วงแรกว่าด้วยเรื่อง “รอบรู้อย่างรอบคอบ ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” โดยชวนสังคมทำความเข้าใจใหม่ว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy ไม่ใช่เพียงการมีความรู้เรื่องสุขภาพมากขึ้น แต่คือความสามารถในการเข้าถึง เข้าใจ ตรวจสอบ ประเมิน ตัดสินใจ และนำข้อมูลไปใช้กับชีวิตจริงได้อย่างเหมาะสม

ในยุคดิจิทัล ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่าการตัดสินใจจะถูกต้องขึ้นเสมอไป เพราะพื้นที่ออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลผิด ข้อมูลปลอม การขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ อินฟลูเอนเซอร์ และอัลกอริทึมที่คอยป้อนข้อมูลซ้ำ ๆ จนอาจส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

เวทีจึงเสนอว่า การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพต้องไปไกลกว่าการ “บอกให้รู้” หรือ “สั่งให้ทำ” แต่ต้องเข้าใจบริบทชีวิตของประชาชน ทั้งครอบครัว รายได้ ความสัมพันธ์ สภาพแวดล้อม และแรงสนับสนุนทางสังคม เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพไม่ได้เกิดจากความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบที่ช่วยให้คนตัดสินใจและเปลี่ยนแปลงได้จริง

อีกประเด็นสำคัญคือ ความรอบรู้ด้านสุขภาพไม่ควรจำกัดอยู่ที่ระดับบุคคล แต่ต้องขยับไปสู่ระดับชุมชนและสังคม หรือ Community Health Literacy เพื่อให้ชุมชนมีข้อมูล มีความเข้าใจ และมีพลังในการจัดการปัญหาสุขภาพของตนเอง ขณะเดียวกัน บุคลากรวิชาชีพและสื่อมวลชนเองก็ต้องพัฒนาความสามารถในการสื่อสาร เข้าใจประชาชน และเท่าทันข้อมูลสุขภาพในโลกดิจิทัลด้วย
เสวนาช่วงที่ 2 : ไทยสูงวัยเร็ว ระบบสุขภาพต้องเปลี่ยนจาก “รักษา” สู่ “ดูแลต่อเนื่อง”

เสวนาช่วงที่สองว่าด้วย 10 หมวดตัวชี้วัด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” โดยชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางประชากรไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนเด็กเกิดน้อย ผู้สูงอายุเพิ่ม หรือวัยทำงานลดลงเท่านั้น แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ สวัสดิการ การดูแล และคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว

หนึ่งในข้อมูลสำคัญคือ คนไทยมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องใช้ชีวิตกับภาวะเจ็บป่วยยาวนานขึ้นด้วย รายงานระบุว่า คนไทยมีอายุคาดเฉลี่ยประมาณ 75.6 ปี แต่มีช่วงชีวิตที่อยู่กับภาวะเจ็บป่วยหรือสุขภาวะไม่ดีเฉลี่ย 6.9 ปี คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “คนไทยอยู่ได้นานแค่ไหน” แต่คือ “ชีวิตที่ยืนยาวนั้นมีคุณภาพเพียงใด”

เวทีชี้ว่า ระบบสุขภาพไทยมีทุนเดิมที่ดีจากระบบสาธารณสุขมูลฐาน โรงพยาบาลชุมชน รพ.สต. และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ระบบเดิมถูกออกแบบมาเพื่อรับมือโรคติดเชื้อ โรคเฉียบพลัน และการขยายบริการให้ครอบคลุมประชาชน ในขณะที่โจทย์สุขภาพปัจจุบันเปลี่ยนไปสู่โรคเรื้อรัง การดูแลระยะยาว การฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลที่บ้าน และการดูแลระยะท้ายของชีวิต

ดังนั้น ระบบสุขภาพไทยจำเป็นต้องปรับจากการเน้น “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การดูแลแบบต่อเนื่องที่เชื่อมบ้าน ชุมชน ระบบบริการสุขภาพ และระบบสวัสดิการเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยระยะประคับประคอง ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาครอบครัวหรืออาสาสมัครเพียงลำพังได้ในอนาคต

เสวนาช่วงนี้ยังชวนมองเรื่องความเป็นธรรมด้านสุขภาพ โดยเฉพาะคนจนเมืองและกลุ่มเปราะบางที่อาจเข้าถึงบริการสุขภาพได้ยากกว่าที่สังคมคาดคิด แม้อยู่ในเมืองใหญ่หรือใกล้สถานพยาบาล แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องรายได้ เวลา การเดินทาง ระบบบริการ และการดูแลจากครอบครัวหรือชุมชน

ช่วงท้ายยังเสนอให้เปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุ จาก “ภาระ” ไปสู่ “พลังของสังคม” เพราะผู้สูงอายุยังสามารถเป็นได้ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ถ่ายทอดทุนความรู้ ทุนสังคม และทุนทรัพย์ให้คนรุ่นถัดไป หากสังคมออกแบบระบบที่เอื้อให้ผู้สูงอายุมีบทบาทอย่างมีศักดิ์ศรี
เสวนาช่วงที่ 3 : สุขภาพไทยเชื่อมโยงกับโลก ชายแดน สิ่งแวดล้อม และสิทธิ

เสวนาช่วงสุดท้ายว่าด้วย 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ปี 2569 โดยชี้ให้เห็นว่า สุขภาพของคนไทยในวันนี้ไม่ได้ถูกกำหนดจากปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงชายแดน สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมทางสังคม

สถานการณ์ที่ถูกหยิบมาพูดถึงครอบคลุมหลายมิติ เช่น NCDs ประกันสังคม นโยบายสหรัฐฯ กับผลกระทบด้านสุขภาพไทย แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน เด็กนักเรียนข้ามชาติ แผ่นดินไหว มลพิษข้ามพรมแดน สถานการณ์ชายแดน สมรสเท่าเทียม และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์

เวทีสะท้อนว่า หลายปัญหาไม่สามารถแก้ได้ด้วยกลไกสุขภาพแบบเดิม เช่น นโยบายการค้าระหว่างประเทศอาจกระทบต่ออาหาร ยา และสิทธิบัตรยา ขณะที่สถานการณ์ชายแดนส่งผลต่อผู้ลี้ภัย เด็กข้ามชาติ โรงเรียน และระบบบริการสุขภาพ ส่วนมลพิษข้ามพรมแดนก็ทำให้สุขภาพของประชาชนในพื้นที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง

ในประเด็น NCDs เวทีชี้ว่า การแก้ปัญหาไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่การบอกให้ประชาชนปรับพฤติกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น เพราะพฤติกรรมสุขภาพสัมพันธ์กับระบบอาหาร การตลาด รายได้ สภาพแวดล้อม เวลาในการใช้ชีวิต และโอกาสในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ

ขณะเดียวกัน ประเด็นประกันสังคมถูกมองว่าเป็นระบบสำคัญที่ต้องปฏิรูปก่อนเข้าสู่จุดวิกฤติ เพราะสังคมสูงวัยจะทำให้รายจ่ายด้านชราภาพเพิ่มขึ้น ขณะที่แรงงานจำนวนมากยังอยู่นอกระบบความคุ้มครอง การปฏิรูปจึงต้องมองทั้งความโปร่งใส ความยั่งยืนทางการเงิน และการเตรียมระบบรองรับชีวิตหลังเกษียณ

เวทีนี้ยังชี้ว่า การแก้ปัญหาสุขภาพในอนาคตต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีข้อมูล มีเสียง และมีอำนาจในการร่วมกำหนดทางออก โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย สิ่งแวดล้อม หรือโครงการพัฒนาต่าง ๆ เพราะสุขภาพไม่ควรถูกออกแบบจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว

-----
🔎 มุมมองจาก the SPACE
จาก “รู้มากขึ้น” สู่ “ตัดสินใจได้ดีขึ้น”

กล่าวโดยสรุป เวที Forum สุขภาพคนไทย 2569 ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายด้านสุขภาพของคนไทยมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน

ด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว คนไทยอายุยืนขึ้น แต่ต้องเผชิญคำถามใหญ่ว่า จะทำอย่างไรให้ชีวิตที่ยืนยาวเป็นชีวิตที่มีสุขภาวะ ไม่ใช่เพียงการมีชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังหรือภาวะพึ่งพิงในช่วงท้ายของชีวิต

อีกด้านหนึ่ง โลกดิจิทัลทำให้ข้อมูลสุขภาพเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อข้อมูลผิด ข้อมูลปลอม และการตัดสินใจที่อาจกระทบต่อสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน

ขณะเดียวกัน สุขภาพของคนไทยยังเชื่อมโยงกับปัจจัยที่กว้างกว่าเรื่องการแพทย์ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงชายแดน สิทธิ ความเป็นธรรม และพลังของชุมชน

ดังนั้น คำถามสำคัญหลังเวทีนี้อาจไม่ใช่เพียงว่า คนไทยมีข้อมูลสุขภาพมากพอหรือยัง

แต่คือคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า

เราจะทำอย่างไรให้ข้อมูลสุขภาพที่มีอยู่มากมาย กลายเป็นความรอบรู้ที่ช่วยให้ประชาชน ชุมชน วิชาชีพ สื่อ และระบบนโยบาย “ตัดสินใจได้ดีขึ้น” และ “เปลี่ยนแปลงสุขภาพของสังคมไทยได้จริง”

#สุขภาพคนไทย2569 ุขภาพคนไทย2569 #รายงานสุขภาพคนไทย #สสส #สถาบันวิจัยประชากรและสังคม #มหาวิทยาลัยมหิดล #รอบรู้อย่างรอบคอบ #ความรอบรู้ด้านสุขภาพ #สุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล #สังคมสูงวัย #สุขภาพคนไทย #ระบบสุขภาพไทย #สุขภาพชุมชน #นโยบายสาธารณะ

the SPACE 10/06/2026

🏙️ กรุงเทพฯ มีคนอายุ 100 ปีขึ้นไปมากกว่า 7,800 คน
อายุยืนขึ้นแล้ว…คุณภาพชีวิตยืนยาวตามหรือไม่?

จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร กรุงเทพมหานครมีประชากรอายุ 100 ปีขึ้นไป จำนวน 7,804 คน แบ่งเป็น
👴 ชาย 4,421 คน
👵 หญิง 3,383 คน

คิดเป็น 0.14% ของประชากรกรุงเทพมหานครทั้งหมด
และคิดเป็น 0.58% ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด

แม้ตัวเลขนี้อาจดูเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับประชากรรวม แต่ในเชิงสังคม ตัวเลขนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะกำลังบอกเราว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียง “ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น” เท่านั้น แต่ยังมีประชากรที่ “อายุยืนมากขึ้น” อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย

คำถามที่น่าสนใจคือ
ทำไมในเมืองที่หลายคนมองว่าเต็มไปด้วยมลพิษ รถติด ความเครียด ค่าครองชีพสูง และความเร่งรีบอย่างกรุงเทพฯ จึงยังมีคนอายุยืนถึง 100 ปีขึ้นไปจำนวนมาก?

คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงข้อเดียว

::: ด้านหนึ่ง กรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่มีข้อจำกัดมากมายต่อสุขภาพ ทั้งฝุ่น PM2.5 มลพิษทางอากาศ ความแออัด ความเครียดจากการใช้ชีวิต และสภาพแวดล้อมบางพื้นที่ที่ไม่เอื้อต่อการสูงวัย

::: แต่อีกด้านหนึ่ง กรุงเทพฯ ก็เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบหลายประการเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น เช่น การเข้าถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ หน่วยบริการสุขภาพเฉพาะทาง ระบบการแพทย์ที่หลากหลาย การเดินทางที่มีทางเลือกมากกว่า และเครือข่ายบริการสาธารณะที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง

กล่าวอีกแบบหนึ่ง กรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่ “อยู่ยาก” ในหลายมิติ แต่ก็เป็นเมืองที่มี “โอกาสเข้าถึงบริการ” มากกว่าหลายพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การมีอายุยืนไม่ควรถูกมองเป็นความสำเร็จปลายทางเพียงอย่างเดียว
เพราะคำถามสำคัญกว่านั้นคือ…

เมื่อคนกรุงเทพฯ อายุยืนขึ้น
เขาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพหรือไม่?

เมื่อมีผู้สูงอายุวัยปลายมากขึ้น
เมืองมีระบบดูแลระยะยาวเพียงพอหรือยัง?

เมื่อผู้สูงอายุเดินทางลำบากขึ้น
บริการสุขภาพใกล้บ้านและบริการเยี่ยมบ้านเข้าถึงได้จริงหรือไม่?

เมื่อครอบครัวเล็กลงและคนอยู่ลำพังมากขึ้น
เมืองมีระบบช่วยเหลือและพื้นที่ทางสังคมที่ทำให้ผู้สูงอายุไม่โดดเดี่ยวหรือยัง?

เมื่อผู้สูงอายุมีอายุยืนถึง 90 ปี 100 ปี หรือมากกว่านั้น
บ้าน ทางเท้า ขนส่ง สวนสาธารณะ ศูนย์บริการสุขภาพ และชุมชน พร้อมรองรับชีวิตยาวขึ้นแค่ไหน?

ตัวเลขประชากรอายุ 100 ปีขึ้นไปของกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ชวนให้เราถามเพียงว่า
“เราจะทำให้คนอายุยืนขึ้นได้อย่างไร”

แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
“เราจะทำให้อายุที่ยืนขึ้น เป็นชีวิตที่มีสุขภาวะ มีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร”

โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร การเตรียมพร้อมต่อสังคมสูงวัยจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การมีโรงพยาบาลหรือระบบรักษาโรคเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงระบบบริการสาธารณะทั้งชุด

🏥 บริการสุขภาพใกล้บ้าน
🚑 ระบบดูแลฉุกเฉินและการส่งต่อ
🏠 การปรับบ้านและชุมชนให้เหมาะกับวัยสูงอายุ
🚶‍♀️ ทางเท้าและพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย
🚌 ระบบขนส่งที่ผู้สูงอายุใช้ได้จริง
🤝 พื้นที่ทางสังคมที่ลดความเหงา
🧑‍⚕️ ระบบดูแลระยะยาวและบริการเยี่ยมบ้าน
💙 การดูแลสุขภาพใจและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุวัยปลาย

เพราะการมีอายุยืนเป็นเรื่องน่ายินดี
และการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ คือโจทย์ที่เมืองต้องร่วมกันออกแบบ

กรุงเทพฯ อาจมีคนอายุ 100 ปีขึ้นไปมากกว่า 7,800 คนแล้ว
คำถามต่อไปคือ…

เมืองนี้พร้อมดูแลชีวิตที่ยืนยาวเหล่านั้น ให้เป็นชีวิตที่ดีพอหรือยัง?

📌 ที่มา: สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร ข้อมูลประชากรกรุงเทพมหานคร ณ เดือนธันวาคม 2568 สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
📌 สังเคราะห์ข้อมูลโดย: theSPACE

#กรุงเทพเมืองสูงวัย #ผู้สูงอายุในเมือง #สังคมสูงวัย #อายุยืนอย่างมีคุณภาพ #ระบบบริการผู้สูงอายุ #เมืองที่ดีสำหรับทุกวัย #สูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี

the SPACE

Photos from the SPACE's post 09/06/2026

📌 theSPACE เปิดพื้นที่ฟังเสียงผู้สูงอายุเมือง
ชวนออกแบบกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สูงวัยได้อย่างมีศักดิ์ศรี

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569 theSPACE จัดกิจกรรม Shared Vision ภาคประชาชน
“เสียงของผู้สูงอายุ กทม. : อยู่ดี แก่ดี ตายดี เราต้องการอะไรจากเมือง”
ณ ศูนย์ผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร สวนลุมพินี

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่รับฟังเสียงของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ผ่านกระบวนการ Focus Group / Public Listening เพื่อชวนผู้สูงอายุเล่าประสบการณ์จริงของการใช้ชีวิตในเมือง ทั้งเรื่องสุขภาพ รายได้ การเดินทาง ทางเท้า ขนส่งสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ กิจกรรมทางสังคม และบริการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับชีวิตสูงวัย

🎧 เพราะการพัฒนานโยบายด้านผู้สูงอายุ ไม่ควรเริ่มจากมุมมองของหน่วยงานรัฐหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเริ่มจากการฟังเสียงของผู้สูงอายุในฐานะ “ผู้ใช้ชีวิตจริงในเมือง” ซึ่งเป็นคนที่เผชิญข้อจำกัดของระบบบริการ ทางเท้า โรงพยาบาล รถสาธารณะ ชุมชน และสภาพแวดล้อมเมืองโดยตรง

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุกลุ่ม “ติดสังคม” หรือกลุ่มที่ยังสามารถออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ ยังมีพลังในการทำกิจกรรม ออกกำลังกาย พบปะผู้คน เรียนรู้สิ่งใหม่ และเข้าถึงเทคโนโลยีหรือโซเชียลมีเดียได้ในระดับหนึ่ง เสียงของผู้สูงอายุกลุ่มนี้จึงสะท้อนให้เห็นทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อจำกัด” ของกรุงเทพมหานคร จากมุมมองของคนที่ยังใช้เมืองอยู่จริงในทุกวัน

🏙️ จากวงพูดคุย ผู้สูงอายุสะท้อนว่า กรุงเทพฯ มีระบบบริการและพื้นที่ดี ๆ อยู่ไม่น้อย เช่น โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข ศูนย์ผู้สูงอายุ สวนสาธารณะ พื้นที่ออกกำลังกาย เบี้ยยังชีพ ศูนย์ฝึกอาชีพ และกิจกรรมทางสังคม แต่คำถามสำคัญคือ บริการเหล่านี้ “เข้าถึงง่ายจริงหรือไม่” “ตอบโจทย์ชีวิตจริงแค่ไหน” และ “กระจายไปถึงผู้สูงอายุในทุกเขต ทุกชุมชนหรือยัง”

🚶‍♀️ หลายเสียงสะท้อนว่า การเป็นผู้สูงอายุในเมืองยังไม่ง่าย โดยเฉพาะปัญหาทางเท้าที่ชำรุด มีสิ่งกีดขวาง จุดข้ามถนนที่ไม่ปลอดภัย สะพานลอยที่ไม่เหมาะกับร่างกายผู้สูงอายุ รถโดยสารที่ขึ้นลงลำบาก ห้องน้ำสาธารณะที่มีไม่เพียงพอ ค่าเดินทางและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงความรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องออกจากบ้านในเมืองที่เร่งรีบเกินกว่าจังหวะชีวิตของผู้สูงวัย

🩺 ในมิติสุขภาพ ผู้สูงอายุมองว่า ระบบบริการสุขภาพควรมีทั้งบริการใกล้บ้านและบริการเชิงรุกสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มที่เดินทางลำบาก เช่น ทีมเยี่ยมบ้าน ระบบติดตามสุขภาพในชุมชน และบริการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์หรือโทรศัพท์ เพื่อช่วยลดภาระการเดินทางและลดความเสี่ยงจากการซื้อยากินเองโดยไม่มีคำแนะนำ

💰 ในมิติเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุเสนอว่า เมืองควรช่วยลดค่าใช้จ่ายจำเป็น โดยเฉพาะค่าเดินทางและค่าอาหาร รวมถึงออกแบบการฝึกอาชีพให้เชื่อมกับรายได้จริง ไม่ใช่เพียงจัดอบรมแล้วจบ แต่ควรมีพื้นที่จำหน่ายสินค้า ช่องทางตลาด และงานที่เหมาะกับวัย สุขภาพ และศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ

🚦 ในมิติเมืองและสภาพแวดล้อม ผู้สูงอายุอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เดินได้อย่างปลอดภัย มีทางเท้าที่เรียบ มีจุดนั่งพัก มีห้องน้ำสาธารณะ มีป้ายและสัญญาณจราจรที่มองเห็นชัด มีระบบขนส่งที่ขึ้นลงง่าย และมีพื้นที่สาธารณะใกล้บ้านที่ผู้สูงอายุสามารถออกมาใช้ชีวิตได้ทุกวัน

🤝 ขณะที่ในมิติการมีส่วนร่วมทางสังคม ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเป็นเพียง “ผู้รับบริการ” แต่ต้องการเป็น “ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง” หลายคนเสนอให้มีการสนับสนุนกิจกรรมใกล้บ้านอย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุได้ใช้ความรู้ ประสบการณ์และทักษะของตนเองในการช่วยเหลือชุมชน รวมถึงผลักดันให้เกิดกลไกอย่าง “สภาผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร” และ “สภาผู้สูงอายุระดับเขต” เพื่อเป็นช่องทางสะท้อนปัญหาและข้อเสนอของผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ

🌿 เสียงจากวงพูดคุยครั้งนี้ยืนยันว่า เมืองที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ ไม่ใช่เมืองที่มีบริการมากที่สุดเท่านั้น แต่คือเมืองที่บริการเหล่านั้นไปถึงชีวิตจริงของผู้คน ทำให้ผู้สูงอายุออกจากบ้านได้อย่างมั่นใจ เข้าถึงสุขภาพได้ใกล้ตัว เดินทางได้ปลอดภัย มีรายได้หรือสวัสดิการที่เพียงพอ มีพื้นที่พบปะผู้คน และยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าในสังคม

💬 theSPACE เชื่อว่า การออกแบบเมืองสูงวัยต้องเริ่มจากการฟัง
เพราะ “เสียงของผู้สูงอายุ” ไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนปัญหา
แต่คือข้อมูลสำคัญในการออกแบบกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ทุกวัยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี

#เสียงผู้สูงอายุเมือง #สูงวัยในเมือง #กรุงเทพมหานคร #เมืองสูงวัย #ผู้สูงอายุ #อยู่ดีแก่ดีตายดี

Photos from the SPACE's post 09/06/2026

ผัก ผลไม้ที่เรากินทุกวัน ปลอดภัยแค่ไหน?

🥬🍊 ผักและผลไม้คืออาหารที่เรากินกันทุกวัน และเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพ แต่คำถามที่หลายคนอาจเคยสงสัยคือ “สิ่งที่เรากินอยู่ปลอดภัยจริงหรือไม่?”

คำตอบของคำถามนี้ ไม่อาจอาศัยเพียงความรู้สึกหรือการตรวจเป็นครั้งคราว แต่จำเป็นต้องมี “ระบบข้อมูล” ที่ช่วยมองเห็นภาพรวมของประเทศ ว่าผักและผลไม้ชนิดใดมีความเสี่ยง จุดใดในห่วงโซ่อุปทานควรได้รับการเฝ้าระวัง และหน่วยงานใดควรใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อจัดการปัญหาให้ตรงจุด

📌 โครงการ “การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” จึงไม่ได้เป็นเพียงงานเก็บข้อมูล แต่เป็นความพยายามในการสร้างฐานข้อมูลกลาง เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารสดทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

🤝 หัวใจสำคัญของงานนี้คือการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีบทบาทด้านการตรวจสอบและเฝ้าระวัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีข้อมูลด้านการผลิต แปลงปลูก มาตรฐานสินค้าเกษตร และระบบที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิต

🔎 เมื่อข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเชื่อมโยงกันมากขึ้น ประเทศก็จะมีเครื่องมือสำคัญในการตอบคำถามว่า ผักและผลไม้สดที่ประชาชนบริโภคอยู่มีความปลอดภัยเพียงใด และควรสุ่มตรวจตรงไหนจึงจะสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง

🌱 เพราะความปลอดภัยของอาหาร ไม่ใช่เรื่องของผู้บริโภคคนใดคนหนึ่ง แต่คือระบบพื้นฐานที่ช่วยคุ้มครองสุขภาพของคนทั้งประเทศ

#ผักผลไม้ปลอดภัย #สารพิษตกค้าง #ความปลอดภัยทางอาหาร #ระบบข้อมูลสุขภาพ #ระบบเฝ้าระวังระดับชาติ #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #กระทรวงสาธารณสุข #สุขภาพคนไทย
สังเคราะห์เนื้อหาจากการ เอกสารประกอบการประชุม Exchange Effort ครั้งที่ 2 “การพัฒนาระบบข้อมูล สารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ เรื่อง การประมาณการโครงสร้างตลาดในห่วง
โซ่อุปทาน: กรณีตัวอย่าง ส้ม และพริก ”
เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569
โดย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล x มสช. x สสส.
-
ภายใต้การดำเนิน “โครงการปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วน ที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้และยั่งยืน เพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่ 2”

the SPACE 08/06/2026

SPACE story | กรุงเทพฯ เมืองสูงวัย
👵👴 กรุงเทพมหานครมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 1,335,665 คน
คิดเป็น 24.63% ของประชากรทั้งหมด

หรือกล่าวได้ว่า
📌 “คนกรุงเทพฯ ทุก 4 คน มีผู้สูงอายุประมาณ 1 คน”

ขณะที่เด็กอายุ 0–14 ปี ในกรุงเทพฯ มีจำนวน 677,223 คน
แต่ผู้สูงอายุมีจำนวนมากถึง 1,335,665 คน

นั่นหมายความว่า
📊 เด็ก 100 คน มีผู้สูงอายุประมาณ 197 คน

สังคมสูงวัยของกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น”
แต่คือสัญญาณสำคัญว่า เมืองต้องออกแบบระบบต่าง ๆ ใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป

ทั้งระบบบริการ สุขภาพ การเดินทาง ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางสังคม และระบบดูแลระยะยาว
เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รองรับการใช้ชีวิตของคนทุกวัยได้จริง

🔎 theSPACE ชวนตั้งคำถามก่อนอ่าน

เมื่อกรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด
เมืองนี้ควรถูกออกแบบใหม่อย่างไร

เพื่อให้การสูงวัยไม่ใช่การเอาตัวรอดตามลำพัง
แต่เป็นชีวิตที่มีสุขภาวะ มีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรี

📖 คลิกอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

the SPACE

05/06/2026

🗳️ คนกรุงกำลังบอกอะไร?
เมื่อ 64.96% เทใจให้ “ผู้ว่าฯ อิสระ”

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันที่ 28 มิถุนายน 2569 อาจไม่ใช่เพียงการเลือก “ใคร” มาบริหารเมืองหลวง แต่กำลังสะท้อนคำถามสำคัญว่า คนกรุงเทพฯ อยากเห็นการเมืองท้องถิ่นแบบไหน

ผลสำรวจของ “นิด้าโพล” เรื่อง “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระหรือสังกัดพรรค” พบว่า คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 64.96 มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง และไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง ขณะที่ร้อยละ 16.88 เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง และร้อยละ 12.82 เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง

📌 ตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะมันอาจไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมต่อผู้สมัครอิสระเท่านั้น แต่อาจสะท้อน “ความคาดหวัง” ของคนเมืองที่อยากเห็นผู้ว่าฯ กทม. ทำงานโดยยึดปัญหาของประชาชนเป็นศูนย์กลาง มากกว่ายึดสมการทางการเมืองแบบเดิม

ในเมืองที่ปัญหาเดินทางเร็วกว่าเอกสารราชการ
ในเมืองที่น้ำท่วม รถติด ฝุ่น PM2.5 ทางเท้า พื้นที่สาธารณะ ค่าครองชีพ ความปลอดภัย ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก และคนทำงาน ล้วนเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของผู้คน

ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จึงไม่ใช่แค่ตำแหน่งทางการเมือง แต่คือ “ผู้จัดการชีวิตประจำวันของคนเมือง”

🚶‍♀️ เราเลือกผู้ว่าฯ เพราะอยากได้ทางเท้าที่เดินได้จริง
🚌 เราเลือกผู้ว่าฯ เพราะอยากได้ขนส่งที่เข้าถึงได้จริง
🌳 เราเลือกผู้ว่าฯ เพราะอยากได้พื้นที่สาธารณะที่คนทุกวัยใช้ได้จริง
🏥 เราเลือกผู้ว่าฯ เพราะอยากได้เมืองที่ดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของทุกคน
🏙️ เราเลือกผู้ว่าฯ เพราะกรุงเทพฯ ไม่ควรเป็นเมืองที่คนต้อง “เอาตัวรอด” กันเองทุกวัน

ที่น่าสนใจอีกประเด็น คือ เมื่อถามถึงการเลือกผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า ร้อยละ 53.97 ระบุว่า จะเลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน

ตัวเลขนี้อาจสะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ได้มองการเลือกตั้งแบบเหมารวม แต่กำลังแยกพิจารณาบทบาทของ “ฝ่ายบริหารเมือง” กับ “ฝ่ายตรวจสอบและสะท้อนเสียงประชาชนในพื้นที่” มากขึ้น

เพราะผู้ว่าฯ กทม. มีหน้าที่บริหารเมือง
แต่ ส.ก. คือคนที่ควรช่วยตรวจสอบ เสนอปัญหา และผลักดันความต้องการของประชาชนในแต่ละเขต

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงสำคัญมากกว่าการเลือกคนที่เราชอบ แต่คือการเลือก “ระบบการทำงานของเมือง” ว่าจะเดินไปในทิศทางใด ใครจะบริหาร ใครจะตรวจสอบ และเสียงของประชาชนจะถูกแปลงเป็นนโยบายจริงได้มากน้อยแค่ไหน

🗓️ วันที่ 28 มิถุนายน 2569
คนกรุงเทพฯ อย่าปล่อยให้เมืองนี้ถูกตัดสินโดยเสียงของคนบางส่วนเท่านั้น

เพราะทุกคะแนนเสียง คือการบอกว่า
เราอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองแบบไหน
และเราอยากให้ชีวิตประจำวันของคนในเมืองนี้ดีขึ้นอย่างไร

💬 the SPACE ชวนแลกเปลี่ยน
- คุณคิดว่า “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระ” จะตอบโจทย์การบริหารเมืองได้ดีกว่าผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองหรือไม่?
- และในการเลือกตั้งครั้งนี้ คุณจะเลือกผู้ว่าฯ กับ ส.ก. จากทีมเดียวกัน หรือเลือกแยกกันตามคุณสมบัติของแต่ละคน?

#เลือกตั้งผู้ว่ากทม2569 #ผู้ว่ากทม #เลือกตั้งกทม #กรุงเทพมหานคร #คนกรุงเทพ #ใช้สิทธิเลือกตั้ง #ประชาธิปไตยท้องถิ่น #การเมืองท้องถิ่น #ผู้ว่าฯกทม #สภากรุงเทพมหานคร #สก #เมืองน่าอยู่ #คุณภาพชีวิตคนเมือง

Photos from the SPACE's post 04/06/2026

ทางออกภาษียาสูบไทย ต้องปรับทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุด

🚭 ปัญหาภาษียาสูบของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “ควรขึ้นภาษีหรือไม่” เท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ เราจะออกแบบโครงสร้างภาษีอย่างไรให้ลดการบริโภคยาสูบได้จริง เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และลดช่องโหว่ที่ทำให้ผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าราคาถูกทดแทน

📌 ข้อเสนอสำคัญจากเอกสารประกอบการบรรยายชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง “ปรับโครงสร้างภาษียาสูบทั้งระบบ” ไม่ใช่แก้เฉพาะอัตราภาษีบางจุด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเชื่อมโยงกันเป็นระบบ ตั้งแต่ภาษีบุหรี่ซิกาแรตแบบ 2 อัตรา ภาษียาเส้นที่ต่ำมาก การขาดแผนภาษีระยะยาว ไปจนถึงปัญหาบุหรี่หนีภาษี

✅ ทางออกแรก คือ การปรับภาษีบุหรี่ซิกาแรตให้เหลือ “อัตราเดียว” เพื่อลดแรงจูงใจในการกดราคาหรือหั่นราคาให้เข้าข่ายภาษีต่ำ และทำให้ระบบภาษีมีความชัดเจน เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักสากลมากขึ้น

📈 ทางออกที่สอง คือ การวางแผนขึ้นภาษีระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การปรับแบบเป็นครั้ง ๆ โดยไม่มีทิศทาง เพราะหากไม่มีแผนระยะยาว ราคาบุหรี่อาจไม่เพิ่มขึ้นจริงเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ และประสิทธิภาพของภาษีในฐานะเครื่องมือควบคุมการบริโภคจะค่อย ๆ ลดลง

🧾 ทางออกที่สาม คือ การค่อย ๆ เพิ่มภาษียาเส้น เนื่องจากปัจจุบันยาเส้นยังมีภาระภาษีต่ำมาก เมื่อเทียบกับบุหรี่ซิกาแรต ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้สูบบางส่วนจะเปลี่ยนไปใช้ยาเส้นหรือบุหรี่มวนเองแทน ซึ่งเป็นการลดทอนผลของนโยบายภาษีโดยตรง

🚔 ทางออกที่สี่ คือ การยกระดับการปราบปรามบุหรี่หนีภาษี เพราะหากราคาบุหรี่ถูกกฎหมายสูงขึ้น แต่บุหรี่ผิดกฎหมายยังหาได้ง่าย ผู้บริโภคบางส่วนอาจเปลี่ยนไปซื้อบุหรี่หนีภาษีแทน ส่งผลให้ทั้งเป้าหมายด้านสุขภาพและรายได้รัฐเสียหายไปพร้อมกัน

🌍 นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ประเทศไทยเข้าร่วมและให้ความร่วมมือกับกลไกระหว่างประเทศในการควบคุมการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมาย เพราะปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่ใช่เรื่องภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับการค้าข้ามพรมแดน เครือข่ายผิดกฎหมาย และการกำกับดูแลระหว่างประเทศ

📊 บทเรียนจากต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นว่า การปฏิรูปภาษียาสูบจากหลายอัตราไปสู่อัตราเดียว ควบคู่กับการขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่อง สามารถเพิ่มรายได้ภาษีและลดการสูบบุหรี่ได้ในเวลาเดียวกัน ขณะที่มาเลเซียมีบทเรียนเรื่องการช่วยชาวไร่ยาสูบปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทดแทน ซึ่งสะท้อนว่า การปฏิรูปภาษีต้องมาพร้อมมาตรการรองรับผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง

❤️ เพราะฉะนั้น การปรับภาษียาสูบจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ราคาแพงขึ้น” แต่คือการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ต้องมองครบทั้งระบบ ตั้งแต่สุขภาพประชาชน รายได้รัฐ การบังคับใช้กฎหมาย ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะเดินหน้าปฏิรูปภาษียาสูบอย่างไร ให้ไม่ใช่เพียงการเก็บภาษีเพิ่ม แต่เป็นการสร้างระบบที่ช่วยลดการสูบ ลดโรค ลดการตาย และเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนทั้งสังคม?
____
สังเคราะห์ข้อมูลจาก
เอกสารประกอบการบรรยายของ ศ.นพ.ประกิต วาที่สารกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ในการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นการพัฒนาและนำเสนอยุทธศาสตร์มาตรการการเงินการคลังเพื่อควบคุมการบริโภคบุหรี่ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568
#ภาษียาสูบ #ปฏิรูปภาษียาสูบ #บุหรี่ #ยาเส้น #บุหรี่เถื่อน #ภาษีอัตราเดียว #นโยบายสาธารณะ #มาตรการการเงินการคลัง #สุขภาพประชาชน #สร้างเสริมสุขภาพ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


BANGKHUNTEAN
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00