Bottom Line

Bottom Line

แชร์

09/04/2022

ไม่ตอบไลน์เรื่องงานใน #วันหยุด ไม่ผิด! ชวนรู้จัก "Right to Rest" (สิทธิ์ของการพัก) หรือ "Right to Disconnect" (สิทธิ์ของการหยุดเชื่อมต่อ) ที่ถูกบังคับใช้แล้วในต่างประเทศ
ส่วนลูกจ้างคนไทยก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะในบ้านเราก็มีกฎหมายแรงงานคุ้มครองเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
ก่อนจะถึง "วันหยุดยาว" ช่วงเทศกาล "สงกรานต์ 2565" นี้ หากใครโดนสั่งงานวันหยุด ต้องรู้ไว้! ลูกจ้างสามารถปฏิเสธได้โดยไม่มีความผิด
ต้องอธิบายก่อนว่า “Right to Rest” (สิทธิ์ของการได้พัก) หรือ “Right to Disconnect” (สิทธิ์ของการหยุดเชื่อมต่อ) นั้น เป็นข้อกฎหมายของต่างประเทศ ยังไม่มีข้อกฎหมายนี้ในไทย
โดยพบว่าใน 'ฝรั่งเศส' มีการบัญญัติกฎหมาย “สิทธิที่จะตัดขาดการสื่อสารนอกเวลาทำงาน” หรือ “Right to Disconnect” ขึ้นมา และบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ.2017
ส่วน 'โปรตุเกส' ก็มีการออกกฎหมายเรื่องนี้เช่นกัน โดยระบุว่าบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 10 คนขึ้นไป หากนายจ้างสั่งงานพนักงานนอกเวลาทำงาน นายจ้างจะถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก
หลักการนี้ถูกสร้างมาเพื่อสร้างความเคารพชั่วโมงการทำงานในเวลาทำงานปกติอย่างเคร่งครัด ดังนั้น ลูกจ้างสามารถที่จะไม่อ่าน/ไม่ตอบไลน์ นอกเวลางาน หรือปิดเครื่องมือสื่อสารนอกเวลาทำงานได้โดยไม่มีความผิด
สำหรับในประเทศไทย แม้ไม่ได้มีการบังคับใช้ “Right to Disconnect” แต่ก็มีกฎหมายแรงงานคุ้มครองเรื่องนี้อยู่ กล่าวคือ หากใครโดนหัวหน้า "สั่งงานวันหยุด" แล้วลูกจ้างเลือกที่จะไม่ตอบไลน์ในวันหยุดได้ ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน
มีข้อมูลเพจ "กฎหมายแรงงาน" โดย รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ให้ความรู้ในประเด็นนี้ไว้ว่า ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 24 กำหนดว่า การทำงานล่วงเวลาจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วย
หากหัวหน้า/นายจ้าง สั่งงานลูกจ้างผ่าน Line และ Social Media อื่นๆ หากทำ “นอกเวลางาน” หรือ “วันหยุด” ที่ทำให้ลูกน้องหรือลูกจ้าง ต้องทำงานนอกเวลางาน ลูกน้องหรือลูกจ้างมีสิทธิที่จะปฏิเสธได้ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 24
โดยหัวหน้าหรือนายจ้างไม่มีสิทธิเอาเหตุผลนี้ไปใช้ประเมินผลงาน หรือหักเงินเดือน หรือเอาไปเป็นเหตุผลในการไล่ออกได้ เพราะถือว่าเป็นการ “สั่งงานนอกเวลางาน”
นอกจากนี้ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานของประเทศไทย มาตรา 23 กำหนดไว้ด้วยว่า ให้นายจ้างประกาศเวลาทำงาน โดยวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หากสั่งงานให้ลูกจ้างทำงานเกินจากเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง จะถือว่าเป็นการทำงาน “ล่วงเวลา”
หากเข้าข่ายเป็นการทำงานล่วงเวลา นายจ้างต้องจ่าย “ค่าล่วงเวลา” หรือจ่ายเงินโอที (OT) ให้ลูกจ้าง ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานในมาตรา 61,63 และมาตรา 62 กำหนดไว้ กล่าวคือ ถ้าทำงานล่วงเวลาในวันธรรมดา ต้องจ่าย 1.5 เท่า ถ้าทำงานล่วงเวลาในวันหยุดจ่าย 3 เท่า
แต่ทั้งนี้ ใช่ว่าการไลน์หาลูกจ้างในวันหยุดทุกกรณี จะเป็นความผิดทั้งหมด หากนายจ้าง/หัวหน้า ติดต่อหาลูกน้อง/ลูกจ้างในวันหยุด ในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องงาน ก็สามารถทำได้ ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
อ้างอิง : กฎหมายแรงงาน, jobsDB, beartai, กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, psychology-stress
อ่านต่อ : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/998271
กราฟิก : ณัชชา พ่วงพี

05/04/2022

“Minchodan” เมื่อ “ช็อกโกแลตมินต์” คิดจะครองโลก
🍫ส่อง ผลิตภัณฑ์อันหลากหลายของ “ช็อกโกแลตมินต์” รสชาติที่ถ้าไม่รักสุด ๆ ก็เกลียดสุด ๆ ไปเลย
“ช็อกโกแลตมินต์”​ เป็นหนึ่งในรสชาติที่มีการโต้เถียงกันในวงกว้างมาเป็นเวลานานถึงรสชาติของมัน ฝั่งที่ชื่นชอบจะบอกว่า ช็อกโกแลตมินต์เป็นส่วนผสมของรสชาติที่ลงตัว ทั้งหวาน มีรสขมนิด ๆ แต่ก็มีเย็นสดชื่นของมินต์
กระแสความชื่นชอบช็อกโกแลตมินต์จะกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเกาหลีใต้ เห็นได้จากการเขียนบทให้ตัวละครหลักในซีรีส์หลายเรื่องชื่นชอบช็อกโกแลตมินต์ ไม่ว่าจะเป็น “Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้” หรือ “Tale of the Nine Tailed ตำนานรักจิ้งจอกเก้าหาง”
อีกทั้งคนในวงการบันเทิงทั้ง ดารานักแสดง และเหล่าไอดอล มักจะโดนถามว่า “ชื่นชอบช็อกโกแลตมินต์ไหม” ซึ่งผลการตอบก็มีทั้งคนที่ชอบและคนที่ไม่ชอบแทบจะครึ่ง ๆ เลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน ผลการค้นหาเกี่ยวกับมินต์ช็อกโกแลต 10 อันดับแรกบนอินสตาแกรมในปี 2563 โดยอันดับ 1 คือ คำว่า “อร่อย” และอันดับที่ 2 คือ คำว่า “ชอบ” ซึ่งเป็นความเห็นทางด้านบวกเกือบทั้งหมด
นอกจากนั้น ยังเกิดศัพท์ใหม่คำว่า “Minchodan” (มินต์โชดัน / 민초단) ย่อมาจาก "민초코가 세상을 지배한다" ที่แปลว่า “ช็อกโกแลตมินต์ครองโลก” มาจากในช่วงหลังที่มีการนำช็อกโกแลตมินต์มาทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ซึ่งยังเป็นชื่อเรียกของกลุ่มคนที่ชอบช็อกโกแลตมินต์อีกด้วย อีกทั้งได้สร้างบัญชีในอินสตาแกรมเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของช็อกโกแลตมินต์
🍫 “ล็อตเต้” (LOTTE) บริษัทขนมยักษ์ใหญ่ของเกาหลีปล่อยขนมบิสกิตรสช็อกโกแลตมินต์ เมื่อเดือนมิ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถทำยอดขายถึง 300,000 แสนห่อภายในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ล็อตเต้เคยออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาแล้วในปี 2556 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนต้องยุติการจำหน่าย
หลังจากความสำเร็จของบิสกิตรสช็อกโกแลตมินต์ ในเดือนก.ค. ทำให้ล็อตเต้ออกขนมอื่น ๆ ที่มีรสช็อกโกแลตมินต์ รวมถึงคุกกี้ ABC ที่เป็นสินค้ายอดนิยม
🍪 ส่วน “โอไรออน” (Orion) ออกรสช็อกโกแลตมินต์ใน 4 ขนมยอดฮิตในรูปแบบของสินค้าจำนวนจำกัด (Limited Edition) รวมถึงขนมช็อกโกพายกล่องสีแดง และ ขนมบิสกิตเคลือบช็อกโกแลต (Choco Songi) ในเดือนก.ค. เช่นกัน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ถึง 1,200 ล้านวอน หรือประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์ ในระยะเวลาการจำหน่ายเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น
🍾 ในเดือนเดียวกันนั้นเอง “มูฮัก” (Muhak) เปิดตัวโซจูรสช็อกโกแลตมินต์ เพื่อเอาใจหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทดลองอะไรใหม่ ๆ ด้วยปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 12.5% ซึ่งน้อยกว่าโซจูทั่วไป แต่มีน้ำมันเปปเปอร์มินต์ และสารสกัดจากโกโก้ เป็นส่วนผสม ซึ่งสามารถทำยอดขายถึง 1 ล้านขวดในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ อ่กทั้งยังส่งออกไปยังประเทศในเอเชียที่ยอมรับวัฒนธรรมเกาหลี
🍩 นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายแบรนด์ที่ต่างพาเหรดออกจำหน่ายสินค้าในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น โดนัทรสช็อกโกแล็ตมินต์ของดันกิ้น (Dunkin’), นมรสช็อกโกแลตมินต์จาก โซล แดรี่ (Seoul Dairy Cooperative) หรือแม้แต่อาหารที่ไม่น่าจะเป็นรสช็อกโกแลตมินท์ก็มีออกมาวางจำหน่ายไม่น้อยเหมือนกัน เช่น รามยอนรสช็อกโกแลตมินต์ ทงคัตสึรสช็อกโกแลตมินต์ ไข่ม้วนรสช็อกโกแลตมินต์ ไก่ทอดรสช็อกโกแลตมินต์ เป็นต้น
จากข้อมูลของ “Emart” ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ เผยว่า ยอดจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวกับช็อกโกแลตมินต์ ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2564 เติบโตถึง 436% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563
เมื่อมีคนชอบแล้วก็ย่อมมีคนเกลียด โดยคนที่เกลียดช็อกโกแลตมินต์เรียกว่า "Banminchodan" (บันมิ้นต์โชดัน / 반민초단) มักให้เหตุผลว่า ไม่อร่อย เป็นสองสิ่งที่รสชาติไม่เข้ากัน และไม่ควรมาอยู่ด้วยกันเลย กล่าวหาว่าช็อกโกแลตมินต์รสชาติเหมือนยาสีฟัน แต่คำครหานี้อาจจะหมดไป เมื่อยาสีฟันแบรนด์ “2080” ออกยาสีฟันรสช็อกโกแลตมินต์ ที่จะช่วยให้ปากสะอาดสดชื่นจากมินต์ และหวานหอมจากช็อกโกแลต ให้รู้กันไปเลยว่าช็อกโกแลตมินต์รสชาติเหมือนกับยาสีฟันหรือไม่
ส่วนในประเทศไทยนั้น ก็มีการนำเรื่องช็อกโกแลตมินต์ไปพูดคุยกันบนทวิตเตอร์อยู่บ่อย ๆ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ช็อกโกแลตมินต์ ก็ยังคงเป็นหนึ่งในรสชาติที่หลายคนชอบ และพิสูจน์แล้วว่า Minchodan มีจำนวนไม่น้อย สามารถสร้างรายได้ให้แก่แบรนด์เป็นจำนวนมาก หากแบรนด์โฟกัสถูกจุด
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณรู้ตัวเองหรือยังว่าเป็นทีม หรือ
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/997472?anm=

04/04/2022

หนึ่งในประสบการณ์ร่วมของ "ลูกหลานชาวเอเชีย" ที่พบเจอเป็นประจำเมื่อถึง "วันรวมญาติ" คงหนีไม่พ้นการเจอคำถามซอกแซกจากญาติผู้ใหญ่ ซึ่ง "คนรุ่นใหม่" หลายคนไม่อยากตอบ
มีหลายประเพณีของคนเอเชียที่ถูกนับเป็น "วันรวมญาติ" ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นตรุษจีน ปีใหม่ เช้งเม้ง รวมถึงวันสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งลูกหลานที่อยู่ห่างไกลบ้านเกิด ก็จะถือโอกาสนี้ เดินทางกลับภูมิลำเนาไปหาพ่อแม่ญาติพี่น้อง
แม้ดีใจที่ได้เจอ แต่ขณะเดียวกัน ลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่นก็มักจะรู้สึกอึดอัดกับคำถามซอกแซกจากญาติๆ หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
📌ได้เงินเดือนเท่าไหร่?
📌แต่งงานหรือยัง?
📌เมื่อไหร่จะมีลูก?
📌อายุเท่านี้แล้ว มีรถมีบ้านหรือยัง?
📌กลับบ้านปีนี้อ้วนขึ้นหรือเปล่า? ฯลฯ
แม้จะดูเหมือนเป็นการถามไถ่ทั่วไป แต่รู้หรือไม่? คำถามเหล่านี้อาจทำให้ผู้ถูกถามรู้สึกอึดอัด ท้อแท้ใจ ตึงเครียด จนอาจนำไปสู่ภาวะโรคซึมเศร้าได้
John M. Kim นักจิตบำบัดด้านชีวิตแต่งงานและครอบครัว (M.A.,LMFT) เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา อธิบายพฤติกรรมเหล่านี้ไว้ว่า พ่อแม่ชาวเอเชียมักตั้งความหวังสูงกับลูกหลาน และมีพฤติกรรมจู้จี้ กดดัน และมักวิจารณ์เกี่ยวกับชีวิตของลูกหลานเสมอ โดยให้เหตุผลว่าเป็นวิธีที่พวกเขาแสดงถึงความห่วงใย และต้องการให้ลูกหลานประสบความสำเร็จในชีวิต
พ่อแม่ชาวเอเชียมักคิดว่าการชี้จุดบกพร่องของลูกอย่างแข็งกร้าว เป็นวิธีที่ทำให้ลูกหลานตระหนักถึงข้อบกพร่อง และทำให้มีแรงจูงใจที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้มากขึ้น
John M. Kim บอกอีกว่า การที่พ่อแม่ใช้วิธีดังกล่าวผลักดันลูก อาจได้ผลในช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง แทนที่จะสร้างแรงจูงใจให้เด็ก แต่มันทำให้พวกเขาท้อถอยมากกว่า
จากประสบการณ์และการวิจัยของนักบำบัดคนนี้ได้พิสูจน์พบว่า การที่พ่อแม่ยิ่งกดดัน จะยิ่งส่งผลให้ลูกหลานชาวเอเชีย “รู้สึกแย่” และทำผิดพลาดมากกว่าเดิม
การที่ลูกหลานรู้สึกผิดบ่อยๆ ก็มักจะนำมาซึ่งความท้อแท้ ต่ำต้อย และสะสมจนเป็นปัญหาทางจิตใจได้
ในบางครั้งอาจพบว่าวิธีการเหล่านั้นทำให้ลูกหลานของคุณประสบความสำเร็จในการเรียน-การงานได้จริง แต่พวกเขาก็จะเกิดความพ่ายแพ้ในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่แตกสลาย ความซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล
ดังนั้น พ่อแม่ควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพื่อไม่เป็นการทำร้ายจิตใจบุตรหลานทางอ้อม ส่วนฝ่ายลูกหลานเอง อาจจะต้องเปิดใจพูดตรงๆ กับพวกท่านว่ารู้สึกอย่างไร และทำไมถึงไม่อยากตอบคำถามเหล่านี้
อ่านต่อ : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/997386
กราฟิก : วราภรณ์ คำสม

03/04/2022

อยาก #ขายของออนไลน์ ให้ปังในศักราชนี้ ต้องรู้ #เทรนด์คอมเมิร์ซ ปี 2565 ช่องทางการทำตลาดที่ทำให้เข้าถึงลูกค้า เพิ่มโอกาส #ขายดี
โควิดทำให้ #พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งช่องทาง #สร้างรายได้ ในยุคที่อะไรๆ ก็ไม่แน่นอนแบบนี้ แต่ใช่ว่าทุกคนที่ทำจะประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ
การขายของออนไลน์ให้รุ่งมีหลายปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งตัวสินค้า เทรนด์ผู้บริโภค เพนพ้อยต์ของลูกค้า และที่ขาดไม่ได้เลยคือการทำการตลาด
Bottom Line ชวน #คนขายของออนไลน์ ทั้งหลาย ไปดู 4 เทรนด์การทำตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าในโลกออนไลน์ตาม #เทรนด์คอมเมิร์ซ ในเอเชียแปซิฟิก จากข้อมูลของ GroupM FOCAL 2021 ดังนี้
1.Direct to Consumer : DTC เมื่อแบรนด์ต้องการขายสินค้าตรงดิ่งถึงผู้บริโภคมากขึ้น โควิดรอบแรกทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมช้อปออนไลน์โตแรง ระบาดรอบหลังออนไลน์อาจโตน้อยลง แต่แนวโน้มยังขยายตัวต่อ ซึ่งแบรนด์จำนวนมาก ลุกมาทำตลาด ขายสินค้าตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น โคคา-โคล่า ไนกี้
2.Social Commerce ทุกวันนี้เอสเอ็มอี ลุกขึ้นมาขายของผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มต่างๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facenbook TikTok Instagram ฯ ซึ่งแบรนด์สามารถสื่อสารคอนเทนต์ สร้างคุณค่า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคแบบปัจจุบันทันด่วนได้(Impulse) แต่ความท้าทายต้องสร้างประสบการณ์ช้อปแบบไร้รอยต่อให้ผู้บริโภค
3.Omni-Channel/ O2O การขายสินค้าไม่ต้องแบ่งโลกออฟไลน์-ออนไลน์ แต่แบรนด์ต้องเชื่อมทุกช่องทางให้เข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้บริโภค ปัจจุบันบิ๊กค้าปลีกของไทยลุกขึ้นมาสร้างช่องทางขายแบบ “ออมนิแชนแนล” มากขึ้น เช่น บิ๊กซี เซ็นทรัล ที่ลงทุนมหาศาลในการยกระดับช่องทางขาย รองรับความต้องการของลูกค้า
4.Live Commerce ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ตลาดช้อปปิ้ง Live Commerce ได้รับความนิยม จากการสำรวจผู้บริโภคในกรุงเทพฯพบ 60% มีการซื้อสินค้าผ่านการไลฟ์ และ 30% รู้จักไลฟ์ คอมเมิร์ซ แต่ยังไม่ลองซื้อ “ช่องว่าง” ดังกล่าว จึงเป็นโอกาสสร้างกาารเติบโตในอนาคต
ที่มา: https://bit.ly/376Z7C2
กราฟิก: ณัฐณิชย์ อรุณกิจทวีลาภ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


1854 ถ. บางนา-ตราด บางนา
Bangkok
10260