SME idea
19/07/2019
02/04/2019
4x4 Matrix (EP. 1)
1 ในเทคนิคการทำงานที่ผมใช้บ่อยมาก คือการใช้ตาราง 4 ช่อง (Matrix) นี้เป็นตัวร่างแนวทางการทำงานโดยใช้การเปรียบเทียบทางเลือกจาก 2 เงื่อนไขที่ผูกกันอยู่
ตารางแบบดั้งเดิมที่เป็น Matrix 4 ช่องนั้นผมไม่ได้คิดขึ้นเอง
แต่มีคนคิดไว้ก่อนนานแล้ว เราสามารถเห็นกันได้บ่อยๆเช่น หลักการจัดลำดับความสำคัญของงานโดยเรียกว่า Eisenhower Matrix ที่มีเงื่อนไขงาน สำคัญ/ไม่สำคัญ กับ ด่วน/ไม่ด่วน นั่นแหละครับ
จุดเด่นของตารางนี้คือช่วยให้คุณมองภาพใหญ่ของสิ่งที่คุณกำลังจะตัดสินใจ โดยคุณสามารถมองเห็นทั้ง 4 ทางเลือกได้พร้อมกัน ซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดอยู่
แต่สิ่งที่ผมมาคิดเพิ่มเข้าไปคือ ในแต่ละช่อง ก็จะมีอีก 4 ช่อง เพื่อให้เราเขียนสิ่งที่เป็น จุดเด่น จุดด้อย กลยุทธ์ที่ควรทำและกลยุทธ์ที่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อใส่ 4 ช่องย่อยจนครับ แล้วกลับมามองทั้ง 4 ช่องใหญ่ 16 ช่องเล็กเปรียบเทียบกันแล้ว คุณจะเห็นทางเลือกในการทำงานมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
ลองดูตัวอย่างนะครับ
สมมติว่า เราใช้เงื่อนไขของ การมีแบรนด์/สินค้าของตัวเอง กับการมีช่องทางการขายเป็นของตัวเอง เป็น 2 เงื่อนไขในการกำหนดทิศทางการทำงานของบริษัท
คำว่า มีแบรนด์/สินค้าของตัวเอง ในที่นี้ หมายถึง คุณเป็นเจ้าของสินค้าเอง มีแบรนด์เอง ไม่ว่าเป็นสินค้าทำด้วยตัวเอง หรือจ้างใครผลิตแต่ใช้ชื่อแบรนด์ของเรา ผมถือว่าอยู่ในเงื่อนไขนี้ทั้งหมด สำหรับบางคนอาจจะบอกว่า ผลิตเองกับไปจ้างคนอื่นผลิตมันไม่เหมือนกัน --> ใช่ครับ มันไม่เหมือนกัน ซึ่งเราสามารถเอาเงื่อนไขนี้ไปสร้าง Matrix ใหม่ได้ แต่ในที่นี้ ผมขอใช้รวมไปก่อน แค่ขอให้เป็นแบรนด์เราพอ นอกนั้นคือสินค้าที่เราทำเองแต่ไม่เคยสร้างแบรนด์ก็ขอรวมเอาไว้ในนี้ด้วยเช่นกัน
คำว่า มีช่องทางการขายเป็นของตัวเอง ในที่น้ี หมายถึง การมีหน้าร้านของตัวเองทั้งในโลก online (Facebook/IG/LINE/LINE@ / รวมถึง website ของตัวเอง) หรือการมีร้านจริงๆไม่ว่าจะขนาดไหนก็ตาม เป็นเจ้าของพื้นที่หรือเช่าเค้าอยู่ ก็นับเป็นมีหน้าร้านหมดนะครับ
สิ่งที่เราจะได้ออกมาจึงเป็นตามภาพนี้ ที่บอกว่าธุรกิจของคุณตอนนี้อยู่ในเงื่อนไขไหน อะไรที่เป็นจุดเด่น อะไรที่ควรทำและอะไรที่ควรหลีกเลี่ยง
หากตอนนี้ธุรกิจของคุณมีแบรนด์ของตัวเองและมีช่องทางการขายของตัวเองแล้ว สิ่งที่ควรทำคือการสร้างแบรนด์ให้ชัดเจน เชื่อมช่องทาง online กับ off-line ให้ได้ โดยกำหนดให้ Off-Line เป็นเหมือนสื่อโฆษณาเพื่อดึงคนมาที่ร้านเพื่อซื้อจริง (เช่นร้านอาหาร) หรืออาจทำกลับกันโดยใช้หน้าร้านเป็นตัวสร้างประสบการณ์จริง แต่เน้นการสร้าง touch point กับลูกค้าจริงๆ ร้านไม่ต้องใหญ่แต่ลูกมาสัมผัสแล้วต้องรู้สึกประทับใจได้ จากนั้นหากอยากซื้อของก็ไปสั่ง Online shop ของคุณ การใช้โมเดล Online + Off Line นี้ เรียกว่า OMNI Channel ซี่งจะช่วยให้คุณประหยัดค่าเช่า ค่าจัดการร้าน และค่าโฆษณาออกสื่อใหญ่ได้มหาศาล แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าขยายตัวเร็วหรือออกนอกลู่นอกทางจนแบรนด์เสีย เพราะเสียแล้วจะเสียเลย
SMEs ส่วนมากจะเข้าลักษณะนี้ เพียงแต่การสร้างแบรนด์ การพัฒนาสินค้าและการสร้างช่องทางจำหน่ายของตัวเองยังทำไม่สุด มีของดีแต่เที่ยวเอาไปฝากร้านหรือทำร้าน online ก็ทำ function ขาดๆเกิน ลูกค้าซื้อไม่สะดวก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องตั้งใจปรับปรุงให้ดี เพราะปรับครั้งเดียวแล้วมันใช้งานได้ยาวนะครับ
แต่ถ้าหากว่า คุณมีแบรนด์และสินค้าของตัวเอง แต่ไม่มีช่องทางการขายของตัวเองล่ะ คุณจะทำอย่างไร?
ไม่ต้องตกใจนะครับถ้าคุณอยู่บนเงื่อนไขนี้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่พบบ่อยมากเช่นกัน บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลาย ขนมดังๆเช่นลอดช่องวัดเจษ เฉาก็วยชากังราว ก็อยู่ในลักษณะนี้ทั้งนั้น ซึ่งทุกคนเค้าก็ทำได้ดีรวยเอาๆทั้งนั้น ขอเพียงคุณโฟกัสการทำงานในส่วนที่เรามีให้ดีนั่นคือการพัฒนาและรักษาคุณภาพของสินค้าไว้ให้ได้
ใครอยู่ในเงื่อนไขนี้ งานหลักมีเพียงเน้นการสร้างแบรนด์และพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแบรนด์น่าเชื่อถือและมีสินค้าที่ดี อยู่เฉยๆก็จะมีคนวิ่งมาขอไปขายเอง
ผมยังมีทำ Matrix แบบนี้ไว้อีกหลายอัน หรือหากมีใครสนใจเงื่อนไขคู่ไหน ก็ถามมาได้ จะได้เอามาเล่าให้ฟังต่อ
ส่วนของอันนี้ถือเป็น basic ที่สุดแล้ว
ลองนำไปใช้ดูนะครับ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Sukhumvit
Bangkok
10260