SPORTDesk

SPORTDesk

แชร์

21/08/2020

Insight | ‘ตู้สู้ฟัด’ ลูคาคูเปลี่ยนแปลงตัวเองจาก ‘The Beast’ เป็น ‘The Best’ ได้อย่างไร?
คืนนี้เราจะได้ดูนัดชิงฟุตบอลยูเอฟา ยูโรปา ลีกกันแล้ว โดยรอลุ้นว่าระหว่างอินเตอร์ มิลาน กับเซบียา ใครที่จะได้ครองถ้วยใบเล็กของยุโรปในฤดูกาลที่อลหม่านที่สุด
ในบรรดานักเตะของทั้งสองทีมคนที่ถูกจับตามองมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นโรเมลู ลูคาคู ดาวยิงเบอร์หนึ่งของฝั่ง “งูใหญ่”​ ที่ฟอร์มเข้าฝักร้อนแรงเป็นไฟพะเนียงตลอดทั้งฤดูกาล โดยจากประตูแรกในเกมประเดิมสนามจนถึงตอนนี้ดาวยิงวัย 27 ปีทำไปแล้วถึง 33 ประตู
เขาต้องการอีกเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นก็จะทำสถิติทาบ “อิล เฟโนเมโน” โรนัลโด สุดยอดดาวยิงตลอดกาลที่เคยทำได้สูงสุด 34 ประตูใน “ฤดูกาลแรก” กับอินเตอร์
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ลูคาคู น่าจะแอบภูมิใจอยู่ลึกๆเพราะเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยคือเกมนัดชิงบอลยุโรปนัดแรกที่เขาได้ดูสมัยเด็กๆก็คือเกมนัดชิงยูเอฟา คัพ เมื่อปี 1998 ซึ่งทีมที่เขาเชียร์ก็คืออินเตอร์ มิลาน ทีมนี้นี่แหละ
วันนั้นโรนัลโด โชว์ฟอร์มมหาเทพนำอินเตอร์ถล่มลาซิโอไป 3-0 เรียกว่าเป็นจุดแรงบันดาลใจและไฟฝันให้กับเจ้าหนูรอมเป็นอย่างดี
เพียงแต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดคุยกันเรื่องเก่าเรื่องแก่อะไรขนาดนั้น
เพราะสิ่งที่อยากจะมาชวนโฟกัสกันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตัวเองของลูคาคู กองหน้าที่ย้อนหลังกลับไปแค่ 1 ฤดูกาลถูกมองว่า “หมดสภาพ” ไปแล้ว
ขนาดที่แกรี เนวิลล์ ถึงกับแขวะออกสื่อเรื่องของน้ำหนักตัวที่ทะลุร้อยกิโลกจนรูปร่างหนาแน่นตั้บ น้องๆ “The Beast” อเดบาโย อคินเฟนวาเลยทีเดียว
และเรื่องน้ำหนักนี่เองที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจที่จะขายเขาทิ้งออกจากทีมให้กับอินเตอร์ เพราะชั่งน้ำหนักในวันแรกที่กลับมารายงานตัวฝึกซ้อมพรีซีซันที่แคร์ริงตันแล้วเกินไปประมาณ 9 ปอนด์
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็น “ปม” ในใจของลูคาคูที่ถูกล้อไปจนถึงถูกเหยียดหยามจากทุกคนประหนึ่งเป็นตู้เย็นเดินได้
การโดน Bully ไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ (ผู้เขียนก็เช่นกัน ใครก็ทักว่าอ้วน!) แต่สิ่งที่ลูคาคูทำหลังถูก Bully ไม่ใช่การตอบโต้กลับให้เสียอารมณ์ตามไปด้วย
สิ่งที่เขาทำคือการพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่ให้กลับมาเป็นคนเดิม แต่เป็นคนใหม่ที่ต้องดีกว่าเดิม
ความจริงแล้วในช่วงแรกหลังย้ายมาอินเตอร์ มิลานเขาก็ยังมีปัญหาอยู่ เรียกว่าอันโตนิโอ คอนเต เองก็ไม่ได้พอใจกับรูปร่างนัก
แต่ด้วยความช่วยเหลือจากทีมนักโภชนาการของสโมสร ที่พยายามหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่องระบบการเผาผลาญพลังงาน (metabolism) ในร่างกายของดาวยิงร่างยักษ์ ทำให้พวกเขาพบคำตอบที่จะช่วยให้ลูคาคูกลับมาเพรียวอีกครั้ง
เรื่องสูตรอาหารยังไม่มีใครจำแนกมาให้ว่าวันๆลูคาคูกินอะไรบ้าง แต่ที่มีการเปิดเผยมี 2 อย่างที่เขาหม่ำมากกว่าปกติ
1) ปลา
2) ผัก
แต่แค่นี้มันไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
สิ่งสำคัญมันอยู่กับความตั้งใจและ “กำลังใจ” ของแต่ละคนด้วย ซึ่งโชคดีสำหรับอินเตอร์ที่ลูคาคูวันนี้มาพร้อมกับหัวใจที่อยากจะพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่เหมือนในช่วงบั้นปลายกับแมนฯ ยูไนเต็ดที่เขาแทบไม่เหลือความสุขในการลงสนาม
จะแขวะว่าอ้วนยังพอว่า แต่ถ้าบอกว่าไม่ตั้งใจอันนี้มีเรื่องกัน
ดังนั้นในเวลาไม่นานเราจึงได้เห็นภาพของเขาเซลฟีหน้ากระจกในห้องน้ำพร้อมกับข้อความว่า “Not bad for a fat boy” หรือ “ไม่เลวสำหรับเด็กอ้วน”
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือผลงานการระเบิดประตูแบบในพารากราฟข้างต้น และคืนนี้เขากำลังจะมีโอกาสพาทีมคว้าแชมป์ถ้วยใบเล็กของยุโรปหากเอาชนะเซบียาได้​ซึ่งก็จะเป็นแชมป์ครั้งแรกนับตั้งแต่ที่โรนัลโด ทำได้เมื่อ 22 ปีที่แล้ว
ทีนี้มาสรุปกันอีกทีว่าลูคาคูเปลี่ยนทุกอย่างได้อย่างไร?

1) รู้ปัญหา (เรื่องระบบเผาผลาญ)
2) หาทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ (อาหาร)
3) มีคนที่เข้าใจและพร้อมยื่นมือช่วยเหลือ
4) ความตั้งใจแบบมืออาชีพ
ทั้ง 4 ข้อนี้นำไปปรับใช้ได้กับเรื่องอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ลองดู :)

x Sockr

14/08/2020

Story | Why always me? นักเตะที่ถูก Bully มากที่สุดในโลก
เรื่องล้อเลียนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับมนุษย์โลก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ตั้งใจหรือเปล่า เราทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์ทั้งในการเป็นคนล้อเลียนคนอื่น และถูกคนอื่นล้อเลียน
บางครั้งหนักนิดเบาหน่อยก็พอให้อภัยกันได้บ้าง แต่หากมันเกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นเรื่องประจำ กลายเป็นความชินชา ก็ไม่ใช่เรื่อง
โดยเฉพาะกับคนที่เป็น “เป้า” เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจของเขารู้สึกอะไรอยู่
ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพราะในอังกฤษมีข่าวเล็กๆแต่ไม่เล็กในความรู้สึก เมื่อบัญชี ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวน 454,000 คนโพล่งทวีตขึ้นมาว่า
“ลองช่วยบอกชื่อนักฟุตบอลที่เก่งกว่าฟิล โจนส์ ให้หน่อย”
ในอารมณ์ก็เหมือนจะเป็นเรื่องสนุก ตลก แซวกันขำๆ
แต่หลังจากที่ทวีตขึ้นไปได้ไม่นาน ทางด้าน ได้ถูกร้องเรียนโดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งมีจำนวนผู้ติดตาม 22.6 ล้านคน ก่อนที่ทางด้าน จะรีบลบทวีตดังกล่าว
เรื่องนี้ในฝั่งของทวิตเตอร์เองเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเป็นการละเมิดต่อหลักการในการพาดพิงถึงบุคคลอื่นอย่างเสียหาย ซึ่งบริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ได้ออกมาขอโทษและดำเนินการสอบสวนในเรื่องนี้แล้ว
แต่สำหรับโจนส์ เขาคือคนที่ถูกกระทำอีกแล้ว และมันไม่ใช่ครั้งแรก
โจนส์เจอสิ่งเหล่านี้ “ครั้งแล้วครั้งเล่า” โดยที่เขาไม่ได้เต็มใจที่จะต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้
กับแฟนบอล เขากลายเป็นตัวตลกด้วยสีหน้าท่าทางที่ปรากฏขึ้นในสนามที่ทำให้โดนเอามาล้อเลียนกันอย่างสนุกปาก
กับเพื่อนนักเตะด้วยกันเขายังโดนเล่นงานไปด้วย โดยครั้งหนึ่งในเกมที่แมนฯ​ ยูไนเต็ดพบกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เขาถูกลิส มุสเซ็ตต์ ล้อเลียนอย่างหนัก
หนักถึงขั้นที่ทำให้สภาพจิตใจของเขาแย่ไปเลย และสุดท้ายโอเล กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนตัวเขาออกจากสนามให้เจสซี ลินการ์ด (ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่กลายเป็นเป้าของแฟนบอล ไม่ใช่เฉพาะแฟนบอลทีมอื่นแต่เป็นแฟนบอลทีมตัวเองด้วย)
ด้วยความเจ็บปวดทั้งหมดที่มี ทำให้โจนส์ ได้ปฏิเสธโอกาสการจัดเกมเทสติโมเนียลแมตช์ที่แมนฯ ยูไนเต็ด อยากจัดให้เขาหลังรับใช้สโมสรมาครบ 10 ปีตามธรรมเนียว
โจนส์ บอกกับนักข่าวแบบขำๆว่า “น่าจะมีแค่พ่อกับแม่ผมที่มา”
แต่ในความจริงแล้วมันไม่ขำแม้แต่น้อยเพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่เขาเผชิญ แผลเป็นในใจที่ถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลัวที่จะได้รับบาดแผลอีก
ส่วนในทวิตเตอร์ โจนส์ไม่ยอมโพสต์ความเคลื่อนไหวใดๆมาตั้งแต่ตุลาคม 2017
ดาวเตะวัย 28 ปีไม่ได้ลงสนามให้กับยูไนเต็ดมาตั้งแต่เดือนมกราคมจากปัญหาอาการบาดเจ็บ และยังไม่สามารถกลับมาได้จนถึงตอนนี้
และไม่มีใครรู้ว่าโจนส์จะสามารถกลับมาเป็นหนึ่งในขุนพลที่จะช่วยแมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลหน้า หรือจะออกเดินทางไปเพื่อหาชีวิตใหม่เหมือนที่คริส สมอลลิง ได้เริ่มต้นอีกครั้งกับโรมาและกลับมาพบกับความสุขในการเล่นอีกครั้ง
สำหรับเรื่องที่เกิด มันเกิดไปแล้วและมันเจ็บไปแล้ว
แต่อย่างน้อยก็อาจเป็นเครื่องเตือนใจทุกคนได้ว่า ความสนุกแบบคะนองปาก อาจทำให้ใครสักคนไม่อยากที่จะลุกขึ้นสู้อีกต่อไป
นักฟุตบอลก็คน ร้องไห้ได้ เจ็บเป็น
ไม่รู้จะมีใครคอยบอกโจนส์ไหมในตอนนี้
ว่า It’s ok to not be ok…💓
🖊เรื่อง: ลูกแม่กิ่ง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok