Pawawit Stock Comment
‘เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจ …มันเหมือนคนเราถูกกำหนดมาอยู่แล้ว ว่าชีวิตจะเป็นยังไงตั้งแต่เกิด
…อันนี้ไม่ได้พูดเรื่องดวง แต่เป็นการถูกกำหนดโดย สภาพแวดล้อม สังคม ให้แต่ละ GEN ต้องคิดและทำคล้ายๆ กัน‘
…อย่างเช่นงานวิจัยนี้ ที่แทบสรุปได้เลยว่า คนยุคก่อน มักรวยเร็วกว่า เพราะ เน้นสะสมสินทรัพย์ และใช้เงินน้อย แถมสร้างตัวในช่วงราคาสินทรัพย์อย่างที่ดิน ขึ้นมหาศาล ก็เลย Make Sense ที่จะทำแบบนั้น ‘ตัวตนคือสะสมความม้่งคั่ง ผ่านทรัพย์สินที่ครอบครอง’
คนรุ่นใหม่ โตมาในยุคที่อะไรๆ ก็แพง เลยเอาเงินมาใช้ซื้อประสบการณ์แทน …ทำให้เศรษฐกิจ Lifestyle เติบโตอย่างก้าวกระโดด เกิดระบบเศรษฐกิจใหม่ ‘คนรุ่นก่อน อาจจะกล้าซื้อของแพง แต่เด็กรุ่นใหม่ กล้ากินกาแฟและขนมแพงกว่า’ ‘ตัวตนคือ ประสบการณ์ที่มากกว่า และ ชีวิตที่ยืดหยุ่นกว่า‘
ใช่!! แต่ละ GEN เขาก็แค่เลือก วิถีชีวิต การหาเงิน การใช้เงิน ให้เหมาะกับช่วงเวลานั่นเอง
>
หากเรานำแนวคิดเรื่องวิธีใช้เงิน ค่านิยม และสภาพเศรษฐกิจมาเชื่อมโยงกัน เราจะเห็นผลลัพธ์ปลายทางที่ชัดเจนมากครับว่า แต่ละ Generation จะลงเอยด้วยการมี "ทรัพย์สิน (Wealth)" และ "ต้นทุนชีวิต (Experience/Things)" ในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างไร
นี่คือการประเมินภาพรวม (โดยเฉลี่ย) ของแต่ละ Gen พร้อมช่วงอายุอัปเดตล่าสุด ณ ปี 2026 ครับ
1. Silent Generation (อายุ 81 – 98 ปี)
ระดับความรวย (Wealth): รวยมาก (ในแง่เงินเก็บและอสังหาริมทรัพย์) แต่อาจไม่ได้ส่งผลต่อระบบหมุนเวียนเศรษฐกิจแล้ว เพราะเน้นเก็บออมและล็อกเงินไว้ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด
ปริมาณ "ของ" (Things): ปานกลาง-น้อย เป็นของเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางจิตใจ ไม่เน้นของฟุ่มเฟือย
ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): น้อยที่สุด ในเชิงการบริโภคยุคใหม่ แต่สูงในแง่ประสบการณ์ชีวิตและประวัติศาสตร์
2. Baby Boomer (อายุ 62 – 80 ปี)
ระดับความรวย (Wealth): รวยมากที่สุด (มั่งคั่งที่สุดในระบบเศรษฐกิจ) เนื่องจากสะสมทุนในยุคที่เศรษฐกิจโตแบบก้าวกระโดด ได้อานิสงส์จากราคาที่ดินและหุ้นที่เติบโตหลายสิบเท่าตัวในอดีต
ปริมาณ "ของ" (Things): เยอะมาก มักมีบ้านหลังใหญ่ มีที่ดิน หรือสิ่งของสะสมที่แสดงถึงความสำเร็จ
ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): ปานกลาง เริ่มมาใช้เงินท่องเที่ยวหรือดูแลสุขภาพจริงจังในช่วงวัยเกษียณ แต่เป็นการบริโภคประสบการณ์แบบสำเร็จรูปและเน้นความสะดวกสบาย
3. Gen X (อายุ 46 – 61 ปี)
ระดับความรวย (Wealth): รวยมาก (กำลังซื้อและรายได้จากการทำงานสูงที่สุด ณ ปัจจุบัน) เป็นกลุ่มที่เป็นผู้บริหารระดับสูง เจ้าของกิจการ หรือนักลงทุนหลักในตลาด ทรัพย์สินอยู่ในช่วงพีกที่สุดของชีวิต
ปริมาณ "ของ" (Things): เยอะที่สุด ยอมจ่ายเพื่อวัตถุสิ่งของระดับพรีเมียม รถยนต์ นาฬิกา ของสะสม บ้าน และอุปกรณ์งานอดิเรกราคาแพง เพื่อสะท้อนความสำเร็จและสถานะ
ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): ปานกลาง-สูง ได้รับประสบการณ์จากการเดินทางและการใช้ชีวิตที่เน้นความพรีเมียม สบาย และเอ็กซ์คลูซีฟ
4. Gen Y / Millennials (อายุ 30 – 45 ปี)
ระดับความรวย (Wealth): ปานกลาง (รวยช้ากว่า Gen X ในช่วงอายุเท่ากัน) แม้จะมีรายได้ดีแต่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงลิ่ว ทำให้การสะสมความมั่งคั่งในรูปของ "สินทรัพย์ขนาดใหญ่" ทำได้ยากขึ้น เงินส่วนใหญ่ถูกกระจายไปกับการใช้ชีวิต
ปริมาณ "ของ" (Things): น้อย เน้นการเช่า (Subscription Economy) หรือซื้อเฉพาะของที่จำเป็นต่อไลฟ์สไตล์ (เช่น Gadget, สินค้า Apple) ไม่นิยมสะสมของชิ้นใหญ่ที่ย้ายยาก
ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): เยอะที่สุด พวกเขาแลกเงินกับการเดินทาง คอนเสิร์ต ร้านอาหาร คอร์สเรียน และการเปิดโลกกว้าง ทำให้เป็น Gen ที่มีความทรงจำและเรื่องราวชีวิตที่หลากหลายและเข้มข้นที่สุด
5. Gen Z (อายุ 14 – 29 ปี)
ระดับความรวย (Wealth): น้อย-ปานกลาง (กำลังสร้างตัว) กลุ่มที่โตสุดเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่ปี ส่วนกลุ่มเล็กยังเรียนอยู่ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เข้าใจเทคโนโลยีและการลงทุนเร็ว บางกลุ่มอาจสร้างตัวได้เร็วมาก (เช่น อายุน้อยร้อยล้าน) แต่ภาพรวมเฉลี่ยยังอยู่ในช่วงสะสมทุน
ปริมาณ "ของ" (Things): น้อยมาก เน้นความ Minimalist ซื้อเฉพาะเสื้อผ้าแฟชั่นหรือไอเทมที่บ่งบอกตัวตน แฟชั่นมือสอง หรือของที่ซื้อง่ายขายคล่อง
ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): เยอะ (ในงบที่จำกัด) เป็นประสบการณ์ประเภทลุยๆ Local เข้าถึงง่าย เน้นเสพศิลปะ วัฒนธรรม หรือประสบการณ์บนโลกออนไลน์ (Gaming/Community)
6. Gen Alpha (อายุ ต่ำกว่า 14 ปี)
ระดับความรวย (Wealth): ยังไม่มีทรัพย์สินตัวเอง แต่เป็น "ทายาท" ที่จะได้รับมรดกตกทอด (Wealth Transfer) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จากรุ่นปู่ย่า (Boomer) และพ่อแม่ (Gen Y)
ปริมาณ "ของ" (Things): เยอะ (แต่เป็นดิจิทัล) ในโลกจริงอาจมีของเล่นน้อยลง แต่ในโลกเสมือนพวกเขามี Asset (สกิน, ไอเทมเกม) เพียบ
ปริมาณ "ประสบการณ์" (Experience): สูงมากในรูปแบบ Phygital เป็น Gen ที่ได้สัมผัสเทคโนโลยี AI โลกเสมือน และการเรียนรู้แบบ Interactive ตั้งแต่ลืมตาดูโลก
สรุปสมการความมั่งคั่งและต้นทุนชีวิต
หากสรุปในเชิง First Principles ค่านิยมที่ต่างกันส่งผลต่อผลลัพธ์ในชีวิตดังนี้ครับ:
Gen อดีต (Silent / Boomer / X) ดำเนินชีวิตด้วยสมการ: เงินทำงาน > ซื้อสินทรัพย์/วัตถุ > เกิดความมั่นคง
ผลลัพธ์: ลงเอยด้วยการเป็นกลุ่มที่ "รวยมาก และ ของเยอะ" แต่ประสบการณ์ชีวิตอาจจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรอบความสำเร็จแบบเดิมๆ
Gen ปัจจุบันและอนาคต (Y / Z / Alpha) ดำเนินชีวิตด้วยสมการ: เงินทำงาน > ซื้อประสบการณ์/ตัวตน > เกิดความสุขและความยืดหยุ่น
ผลลัพธ์: ลงเอยด้วยการเป็นกลุ่มที่ "รวยช้ากว่า ของน้อยกว่า แต่ประสบการณ์ชีวิตสูงมาก" มีความยืดหยุ่นพร้อมปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปได้ดีกว่าครับ
#จัดไป
06/05/2026
Live ละครับ
คิดแบบภาววิทย์ | 7 ข้อคิด การลงทุนแบบ Howard Marks คิดแบบภาววิทย์ | 7 ข้อคิด การลงทุนแบบ Howard Marks เสริม...ความรู้ Oaktree ในไทย Private Credit สำหรับรายการนี้ถามได้ทุกประเด็น (แต่ข....
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10900