Kit Solution and Technology

Kit Solution and Technology

แชร์

ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไร สินค้าประเภทไหน ส่วนมากจะแข่งขันกันด้วยกลยุทธ์การตลาด (Marketing) เป็นหลัก โดยเจ้าของตราสินค้าพยามยามส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าสู่สายตาผู้บริโภคผ่านทางสื่อต่างๆ และกิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย โดยแนวคิดการใช้สื่อ ณ.จุดขาย (Point of Sale) มาเป็นอีกเครื่องมือเสริมในการสื่อถึงภาพลักษณ์ของสินค้า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโปรแกรมการตลาดหลักอย่างมากไม่แพ้สื่อโฆษณาอื่นๆ อี

8 digital skills we must teach our children 12/07/2016

8 digital skills we must teach our children The digital content they consume, who they meet online and how much time they spend onscreen – all these factors will greatly influence children’s development.

DISRUPT ARTICLES 27/06/2016

Startup Development phases

เพื่อให้เห็นภาพรวมของการเติบโตและสิ่งที่ควรจะโฟกัสในแต่ละช่วงเวลาของธุรกิจสตาร์ทอัพ startupcommons.org ได้แบ่งช่วงเวลาของการทำสตาร์ทอัพไว้ 3 phases เพื่อช่วยให้ Startup ทำในสิ่งที่ควรจะมุ่งเน้นในแต่ละขั้นตอนให้สำเร็จนั่นคือ

1. Formation

คือช่วงตั้งต้น Startup ของเรา ช่วงนี้เป็นช่วงฟอร์มทีมของผู้ก่อตั้งและผู้ร่วมก่อตั้ง และยังเป็นช่วงเพาะบ่ม ให้ได้ไอเดียธุรกิจที่ดีพอ ตั้งแต่การทำ research เพื่อหาข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ว่าคุณจะทำ อะไร? เพื่อใคร? ทำไมถึงต้องทำ? และทำอย่างไร?

เป้าหมายในช่วงนี้คือ Problem/Solution Fit นั่นคือปัญหาที่มีมันใหญ่เพียงพอที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคนกระตือรือร้นอยากจะใช้หรือไม่ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คุณจะสร้างขึ้นมานั้นสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้กับผู้คนได้จริงๆ หรือไม่ มันแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นที่มีอยู่อย่างไร และมีตลาดที่ใหญ่พอหรือไม่

นอกจากนั้น ยังเป็นช่วงที่ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน อย่างมีวิสัยทัศน์ และวางแผน ตระเตรียมสร้างกลยุทธ์ ว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงอีก 2-3 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการสร้าง Skill ที่จำเป็นให้กับตัวเองและผู้ร่วมก่อตั้ง และทีมของคุณ แชร์วิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน (Vision/Founder Fit) จดทะเบียนบริษัท และแบ่งหุ้นให้ชัดเจนระหว่างผู้ร่วมก่อตั้ง และทีมงานหลักที่จะทำให้ Startup คุณไปสู่จุดหมายได้

2. Validation

ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงการทำ Lean Startup คือเรียนรู้ให้มากที่สุดโดยใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่มีให้คุ้มค่าที่สุด เมื่อเราทราบปัญหาที่แท้จริงและสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถแก้ไขปัญหาที่มีได้อย่างถูกจุดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำ Product/Market Fit ผลิตภัณฑ์ที่คุณสร้างขึ้นมานั้นเกาได้ถูกที่คัน และสามารถตอบโจทย์ตลาดได้ถูกจุด อย่างที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ หรือไม่ มันดีพอและสร้างคุณค่า จนมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อมันแล้วหรือยัง และคุณเลือกที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ของคุณได้ตรงกับตลาดที่ต้องการใช้จริงๆ หรือไม่

อย่างเช่นคุณอาจพบว่าตลาดที่แท้จริงของ E-Magazine อาจจะไม่ใช่กลุ่มหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ อย่างที่คิดไว้ตั้งแต่ทีแรก แต่พวกเค้ากลับชอบและเลือกที่จะเสพข่าวสารทาง Social Media มากกว่า แต่กลุ่มเป้าหมายหลักจริงๆ ของ E-Magazine กลับเป็นวัยกลางคนที่คุ้นเคยกับการเสพข่าวสารทางหนังสือ เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนแพลตฟอร์มาใช้บนแทบเล็ต หรือสมาร์ทโฟน เป็นต้น เพื่อให้คุณเลือก Segment ของตลาดได้ตรงกลับกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง

โดยช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณต้องทำ MVP หรือผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ที่มี features เท่าที่จำเป็น ที่สามารถใช้ประเมินตลาดได้ เพื่อทำ Lean Startup นั่นคือ การนำ MVP ของคุณนั้นไปทดสอบกับกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายของคุณ และปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จาก Feedback ที่คุณได้จากผู้ใช้ และทำซ้ำจนผลิตภัณฑ์ของคุณดีพอที่จะมีคนควักเงินจ่ายเพื่อได้ใช้มัน

ซึ่งในที่สุด ถ้าผลิตภัณฑ์ของคุณไม่ตอบโจทย์กับตลาด คุณอาจจะต้องทำการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ (Pivot) ในขั้นตอนนี้ อย่างเช่น Instagram ก่อนจะประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ก็เป็นแอพพลิเคชั่น เช็คอิน ระบุโลเคชั่น นัดพบเพื่อน โพสต์รูป บนไอโฟนที่ชื่อว่า Burbn ที่มีฟีเจอร์ต่างๆ ซับซ้อน ก่อนจะ Pivot ครั้งใหญ่และโฟกัสที่การโพสต์รูปเพียงอย่างเดียว และเปลี่ยนชื่อเป็น Instagram และนอกจากนี้คุณจะต้องเริ่มมองหาเงินลงทุนในช่วงนี้ เพื่อที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขยายตลาดและธุรกิจในอนาคตอันใกล้

3. Growth

ช่วงสร้างความเติบโตและขยายขนาดธุรกิจ ในขั้นตอนนี้อาจจะต้องใช้เงินเป็นปัจจัยหลักในการขยายธุรกิจอยู่มากสักหน่อย ธุรกิจ Startup ส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาเงินทุนจากนักลงทุน เพราะนอกจากเงินทุนแล้ว เราอาจจะได้ช่องทาง เครือข่ายต่างๆ และโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจ เช่นถ้า Startup เรามี Partner คือค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ อาจจะเป็นเรื่องไม่ยากที่ผู้ใช้มือถือเครือข่ายนั้น จะมาเป็นลูกค้าของผลิตภัณฑ์ของคุณในอนาคต

และเมื่อผลิตภัณฑ์ของคุณตรงกับความต้องการของตลาด (Product/Market Fit) และมีผู้ใช้พอสมควรในตลาดแล้ว เป้าหมายต่อไปคือครอบครองตลาดนั้นๆ และขยายไปในตลาดอื่นๆ หรือภูมิภาคอื่นๆ ใน Stage นี้สิ่งที่คุณต้องโฟกัสก็คือ Business Model/Market Fit วิธีการดำเนินธุรกิจของคุณ เหมาะเจาะกับตลาดหรือไม่ ลูกค้าของคุณยอมจ่ายเงินให้กับผลิตภัณฑ์ของคุณ และกลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่องหรือไม่ วิธีการหารายได้ของผลิตภัณฑ์ของคุณคืออะไร อย่างเช่น Line (Chat App) สร้างรายได้จากการขาย Sticker ให้กับผู้ใช้ทั่วไป และ Official Account ส่วน Airbnb เชื่อใน Sharing Economy และมีวิธีหารายได้โดยเป็น Marketplace สร้างแพลตฟอร์มให้กับผู้ให้เช่าห้องพักกับผู้เช่าที่เก็บค่าดำเนินการ และขยายไปในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เป็นต้น

โดยใน Phase นี้คุณจะต้องพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และกระบวนการต่างๆ ในการทำงานให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพื่อที่จะสามารถทำซ้ำ และขยายตลาดได้อย่างรวดเร็ว และอย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายสุดท้ายการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้น หรือการถูกซื้อหรือควบรวมกิจการกับบริษัทระดับใหญ่ยักษ์

และนี่คือภาพรวมของการสร้างบริษัท Startup สิ่งที่ควรจะโฟกัสและวางเป้าหมายของแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่เริ่มต้นมีไอเดีย สร้างผลิตภัณฑ์ สร้างธุรกิจ จนถึงขยายขนาดธุรกิจ ในแต่ละ Phase มีสิ่งที่จะต้องมุ่งเน้นให้สำเร็จต่างกัน เพื่อที่จะสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ค่ะ

Credit:
http://www.startupcommons.org/startup-development-phases.html
https://www.quora.com/What-are-the-different-stages-in-startup-funding
http://theleanstartup.com/principles

DISRUPT ARTICLES 19/06/2016

How to Start a Startup
ในทัศนะของ Paul Graham แห่งวงการ Startup ที่ Anna Vital นักสร้าง Infographic ระดับโลก ได้สรุปความเอาไว้ และภาพโดย cheatography.com

คุณจะสร้างบริษัท Startup ของคุณได้อย่างไร

• Live in the future.
พูดง่ายๆ แต่อาจจะทำได้ยากซักหน่อย คือการมีวิสัยทัศน์ มองไปในอนาคต ลองเปิดรับข้อมูลให้มาก เปิดตาและเปิดใจให้กว้าง ศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวของธุรกิจต่างๆ ลองมองสิ่งที่ Startup ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกทำกัน อย่างเช่นสิ่งที่ Elon Musk ทำคือ การทำเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในสายตาของคนทั่วไปให้เป็นจริงขึ้นมา นั่นคือโครงการ SpaceX ที่สร้างโดยพื้นฐานที่คิดว่าใครๆ ก็อยากไปเที่ยวดาวอังคาร แต่ใครจะคิดล่ะว่ามันจะเป็นจริงได้ ถ้าไม่ใช่ฝีมือของ Nasa แต่นั่นอาจจะต้องอาศัยความบ้าบิ่นอยู่มากสักหน่อย หรือแม้แต่รถพลังไฟฟ้าที่มาแก้ปัญหาเรื่องราคาของเชื้อเพลิงและมลพิษอย่าง Tesla

• See what is missing in the world.
ลองมองว่าอะไรมันขาดหายไปในโลกใบนี้บ้าง อะไรที่จะมาช่วยปัญหาให้กับผู้คน ที่ถ้ามีแล้วชีวิตจะดีขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น อย่าง Airbnb ที่ทำให้เราเหมือนนอนบ้านเพื่อนได้ทั่วโลก โดยไม่ต้องจ่ายแพงแบบนอนโรงแรม หรือจะให้ง่ายหน่อยก็คือการเดินตามรอยความสำเร็จในระดับโลกที่ยังขาดหายในบ้านเราอย่าง Grab ที่มองเผินๆ คล้ายกับความสำเร็จของ Uber ในการหารถแท๊กซี่โดยสาร แต่วิธีการแก้ปัญหาต่างกัน โดย Uber เลือกที่จะแก้ปัญหาโดยให้คนทั่วไปใครก็ได้ สมัครมาทำหน้าที่คนขับรถ ส่วน Grab นั้นดึงเอา Taxi ที่มีอยู่แล้วมากมายในบ้านเรา มาจัดระบบให้เรียกใช้ผ่าน App ซึ่งปลอดภัยและแก้ปัญหาในการถูก Taxi ปฏิเสธ ซึ่งอาจจะเหมาะกับบ้านเรามากกว่า Uber ทางฝั่งอเมริกา

• Write it down.
เมื่อได้ไอเดียที่คุณคิดว่ามันน่าจะใช้ได้แล้ว ให้เขียนมันออกมา ไม่ว่าคุณจะฉลาดแค่ไหน แต่คุณไม่สามารถจดจำทุกอย่างได้ทั้งหมด คุณต้องเขียนออกมาทุกอย่างทั้งรายละเอียด และภาพรวมของสิ่งที่คุณจะทำออกมา ทั้งข้อมูลที่ได้จากการสังเกตุการณ์ของคุณ สิ่งที่ไปทำ research หาข้อมูลจากที่ต่างๆ หรือ Feedback จากการไปคุยกับผู้คน ลองแชร์ไอเดียกับเพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือสัมภาษณ์คนที่คุณคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ และเขียนมันออกมาให้ชัดเจน

• Make a prototype
เมื่อคุณตกผลึกจากไอเดีย จากการหาข้อมูล ค้นคว้า สัมภาษณ์ คุยกับผู้คนแล้ว ก็ทำไอเดียนั้นออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง โดยการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบเวอร์ชั่นแรก คุณอาจจะต้องดีไซน์เพียงเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจ และใช้งานได้ง่ายๆ หรือเขียนโปรแกรมมันขึ้นมาให้ใช้งานได้ในเบื้องต้น

• Show the prototype to 100 people
ถึงคราวที่คุณจะต้องออกจาก Comfort Zone ขั้นตอนนี้แล้ว คุณจะต้องทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบกับคนอย่างน้อย 100 คนเพื่อให้ได้ ผลตอบรับต่างๆ ความรู้สึกที่เขามีต่อผลิตภัณฑ์ของคุณ ทั้งคนที่คุณรู้จัก และคนแปลกหน้า ทำไมต้อง 100 คนน่ะหรอ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มากพอและเชื่อถือได้ว่าไอเดียของคุณมันไปต่อได้จริงๆ หรือไม่น่ะซิ

• Iterate
ทำข้อข้างบนวนไป... โอกาสที่ไอเดียแรกของคุณมันจะใช่ก็เป็นไปได้นะ แต่ก็น้อยเต็มที ถ้าไอเดียแรกของคุณยังไม่ใช่ ก็ปรับมันให้เข้าที่ หาข้อมูลเพิ่มเติม ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คุยกับผู้คนให้มากขึ้น ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ และอะไรที่เป็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ของคุณที่จะทำให้คนตั้งตารอใช้ ซึ่งกว่าจะได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์นั้น คุณอาจจะต้องทำซ้ำข้อข้างบน เรียนรู้ และปรับผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ซ้ำไปมาจนมาดีพอที่มันจะถูกปล่อยสู่ตลาดได้จริงๆ

• Find a co-founder
เมื่อผลิตภัณฑ์ต้นแบบของคุณเริ่มชัดเจน เป็นรูปเป็นร่างแล้วล่ะก็ หาคนร่วมอุดมการณ์ที่มีเป้าหมายเดียวกัน ที่มีความสนใจและหลงใหลในไอเดียและผลิตภัณฑ์ของคุณมากพอที่จะร่วมหัวจมท้ายไปกับคุณในโปรเจคต์นี้ มาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Startup ด้วยกันกับคุณ

• Register your business.
เมื่อมีสัญญาณชัดเจนแล้วว่าไอเดียคุณมันใช้ได้ ผลิตภัณฑ์คุณน่าจะเวิร์ค และหาผู้ร่วมก่อตั้งได้แล้วล่ะก็ ขั้นถัดไปคือจดทะเบียนบริษัท และแบ่งหุ้นให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นและพึงพอใจกับทุกฝ่าย โดยคุณยังกุมบังเหียนหลักของโปรเจกต์นี้อยู่

• Look for funding and build version one.
หาเงินลงทุนก้อนแรกพร้อมทั้งสร้างผลิตภัณฑ์จริงขึ้นมา นอกจากคุณมีทุนรอนมากพอที่จะไม่ต้องพึ่งพานักลงทุน โดยระหว่างที่หานักลงทุนคุณก็ต้องลงมือสร้างผลิตภัณฑ์จริงเวอร์ชั่นแรกไปด้วย เพราะไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะหานักลงทุนที่สนใจในผลิตภัณฑ์ของคุณได้เมื่อไหร่

• Launch
เปิดตัวผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด อย่ามัวรีรอเพราะความไม่สมบูรณ์เล็กๆ น้อยๆ ของผลิตภัณฑ์ ไม่ต้องใช้เวลาเป็นปีเพื่อที่จะรอให้มัน perfect ถ้าฟังก์ชั่นการใช้งานหลักของคุณมันดีพอ launch เลย อย่างอื่นค่อยๆ ทำให้มันสมบูรณ์ที่หลัง

• Follow up with users.
ติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้อย่างใกล้ชิด พวกเขาลองใช้ครั้งเดียวแล้วเลิกหรือเปล่า กลับมาใช้ใหม่อีกหรือไม่ หาสาเหตุให้ได้ว่าทำไมผู้ใช้ถึงไม่กลับมาใช้อีกครั้ง

• Launch again.
ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นจาก Feedback ของลูกค้า และนำผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นปรับปรุงใหม่นั้นเข้าสู่ตลาด ติดตามสัญญาณที่ดี หรือสิ่งที่จะต้องแก้ไขจากผู้ใช้ และทำมันให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าผู้ใช้จะรักมัน

• Get to 1,000 users.
ปรับปรุงผลิตภัณฑ์จนได้ผู้ใช้ถาวร 1,000 คนแรก คุณต้องใช้ข้อมูลจากหนึ่งพันคนแรกให้คุ้มค่าที่สุด ติดตามและจับตาดูอย่างละเอียด ว่าอะไรคือจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์ของคุณที่ต้องปรับปรุง อะไรคือจุดแข็งที่ต้องทำให้ดีขึ้น

• Grow.
สร้างความเติบโต Paul Graham เจ้าพ่อแห่งวงการ Startup แนะนำว่าธุรกิจคุณควรจะโตอย่างน้อย 5% ต่อสัปดาห์ ถ้าคุณรักษาอัตราการเติบโตของผู้ใช้ได้ในระดับนี้ภายใน 4 ปี ผลิตภัณฑ์คุณจะมีผู้ใช้ถึง 25 ล้านคน และ Startup ระดับ Unicorn อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วในตอนนี้

• Success
สร้างความสำเร็จ ถ้าขั้นตอนข้างบนทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น หรือว่ามีอุปสรรคแต่คุณสามารถแก้ปัญหา ล้มแล้วลุก ผ่านมันมาได้ทุก Step แล้วล่ะก็ การนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้น หรือการถูกซื้อหรือควบรวมกิจการกับบริษัทระดับใหญ่ยักษ์ของโลก ไม่ใช่เรื่องยาก

แน่นอนว่าอัตราความสำเร็จจาก Step ข้างต้น ตั้งแต่เริ่มมีไอเดีย สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ หานักลงทุน เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้ใช้หลงรักผลิตภัณฑ์ของคุณ จนไปถึงการสร้างความเติบโตให้ได้ในระดับ 5% สัปดาห์ มีเพียงไม่ถึง 10% ของบริษัท Startup ที่จะไปถึงเป้าหมาย แต่ความสำเร็จนั้นมันช่างยิ่งใหญ่และท้าทาย ถึงแม้ความสำเร็จนั้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก สำคัญที่คุณได้เริ่มลงมือทำ และได้เรียนรู้จากมันให้มากที่สุด เพื่อที่คุณจะได้ใกล้เป้าหมายไปอีกขั้น ถ้าคุณอดทนและพยายามมากพอแล้วล่ะก็ ไม่ว่าความสำเร็จในระดับไหนมันก็น่าภูมิใจแทบทั้งสิ้น Disrupt ขอเป็นกำลังใจให้ชาว Startup ทุกท่านค่ะ

Credit:
http://fundersandfounders.com/how-to-start-a-startup/
http://paulgraham.com/start.html

Photo: https://www.cheatography.com/cheatography/cheat-sheets/how-to-fly-your-startup

Photos 17/04/2016

All in 60 seconds.

Pic: Excelacom

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10900