N-Cycle
14/11/2016
ไม่มีวันไหน ไม่คิดถึงพระองค์ #เรารักในหลวง
14/08/2016
จะเลือกจักรยานกันยังไงดี: คำถามจากหน้าร้านจักรยาน "รถอะไรดี"
==============================================
อย่างที่เล่าให้ฟังตอนแรกละครับว่าปรกติคนที่มาที่ร้านหรือกำลังจะเริ่มซื้อจักรยานมักจะมีคำถามมากมายครับเกี่ยวกับการเลือกรถหรืออุปกรณ์ ซึ่งแต่ละความต้องการก็มีความแตกต่างกัน อยู่ว่างๆก็เลยเขียนที่เคยเจอมาพร้อมคำตอบให้อ่านเล่นกัน หวังว่าจะช่วยให้เพื่อนๆ พี่ๆ มีข้อมูลที่เหมาะสมในการเลือกจักรยานมากขึ้นครับ ผิดถูกยังไงแจ้งให้ทราบแล้วกันครับ
วันนี้ผมจะมาคุยถีงคำถามที่ปรกติเกียวพันกับการหาประเภทรถก่อนนะครับ ซึ่งจะไม่ย้อนกลับไปเล่าว่าจักรยานแต่ละประเภทเป็นยังไงแล้วเพราะเคยเล่าให้ฟังกันไปในตอนก่อนๆหน้านี้แล้ว ถ้าอยากย้อนไปอ่านคำอธิบายของจักรยานแต่ละชนิดสามารถเลือกอ่านได้จาก link ตอนท้ายนะครับ. อย่าลืมกดอ่านคำอธิบายใต้รูปเพิ่มครับ
1) ผมอยากได้รถมาออกกำลังอย่างเดียว เลือกรถแบบใหนดีครับ?
เวลาเจอคำถามนี้ คำถามแรกที่ผมจะถามกลับคือ ตอนนี้ออกกำลังกายแบบอื่นอยู่มั้ยครับ มีปัญหาเรื่องหลังเรื่องอะไรมั้ย น้ำหนักตัวแยะแค่ใหน และมีเป้าอะไรบ้างในการออกกำลัง คนถามตัวสูงแค่ใหน
สาเหตุที่ต้องถามต่อแยะ ก็คือจริงๆแล้วจักรยานทุกแบบใช้ออกกำลังได้หมดครับ ขึ้นอยุ่กับว่าอยากจะออกแบบใหน ถ้าไม่มีปัญหาสุขภาพอื่นและสนใจแค่ออกกำลังปรกติ รถพับที่เกียร์เบาหน่อยที่ทำอัตราทดเกียร์มาไม่หนักเกินไปและใช้ล้อ bearing ดีนิดนีง (ล้อไม่ฝืดมาก) ก็ดูเพียงพอเพราะสามารถช่วยเพิ่มความต้านทานต่อกล้ามเนื้อได้กำลังดี เพราะล้อเล็กใช้พลังแยะกว่าล้อใหญ่ถ้าขี่ให้เร็วเท่ากัน ทำให้ปรกติออกกำลังได้แยะกว่า สาเหตุที่ต้องทำให้อัตราทดเกียร์ไม่หนักเกินไป ก็เพื่อจะป้องกันไม่ให้มีแรงมาต้านแรงกดที่หัวเข่าแยะเกินไป ถ้าไม่เคยขี่จักรยานมาก่อนเลย กล้ามเนื้อรอบๆหัวเข่าอาจจะยังไม่แข็งแรงพอทำให้อักเสบหรือมีปัญหากับเข่าในภายหลังได้ครับ เกียร์ที่บอกว่าไม่หนักเกินไปคือจานหน้าไม่ควรเกิน 48-52 ฟันนะครับ
รถพับยังมีข้อดีสำหรับคนที่ไม่สูงมากหรือไม่เคยขี่จักรยานมาก่อนในการที่จะปรับตัวให้เข้ากับรถได้ง่ายเพราะเฟรมอยู่ต่ำ แต่ถ้าน้ำหนักตัวแยะเกินไปก็อาจจะต้องไปลองใช้รถที่รับน้ำหนักได้มากกว่าเช่นจักรยาน hybrid แทนครับ โดยปรกติรถพับรับน้ำหนักสูงสุดได้ประมาณ 100-110 kg แล้วแต่รุ่นเนื่องจากจุดพับ แต่บางคันที่ออกแบบมาเป็นรถพับทัวริ่ง หรือจุดพับไม่กลางเฟรมก็อาจรับน้ำหนักได้แยะกว่านั้นครับ ในขณะที่เป็น Hybrid ปรกติจะรับน้ำหนักได้มากกว่ามากพอควร เพราะส่วนใหญ่ทำมาเผื่อติดกระเป๋าอยู่แล้ว
การขี่จักรยานแบบออกกำลังที่ดีควรจะขี่ที่ความเร็วสม่ำเสมอโดยไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ถ้าจะออกกำลังแบบจริงจังมากๆ ผมแนะนำให้ซื้อตัววัดหัวใจ หรือ HR sensor ด้วยจะได้รู้อยู่ตลอดว่าหัวใจเต้นอยู่ในย่านใหนอยู่ ซึ่งโดยปรกติเราไม่ควรจะให้เต้นต่ำหรือสูงไปในเวลาออกกำลังครับ ปัญหาสำหรับสายรัดวัดหัวใจก็คือมันจำเป็นต้องมีตัวอ่านค่ามาให้เราเห็น ซึ่งอาจจะราคาแพง ก็อาจจะไปใช้โทรศัพท์ที่ต่อกับตัววัด HR ได้ หรือในปัจจุบันนาฬิกาออกกำลังยุคใหม่ก็มีตัววัดหัวใจติดมาด้วยซึ่งถีงแม้จะแม่นยำสู้ไม่ได้ก็อย่างน้อยสามารถช่วยบอกได้ว่าตอนนี้เราเป็นยังไงบ้าง
แต่ถ้าเคยออกกำลังกันมาบ้างแล้วเช่นวิ่ง เข้ายิม หรือว่ายน้ำอยู่เป็นประจำและอยากพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกนี่ เสือหมอบ หรือ หมอบแฮนด์ตรงดูจะเป็นอะไรที่เหมาะกว่านะครับ เนื่องจากความเร็วที่มากกว่าทำให้สามารถดันประสิทธิภาพของการออกกำลังต่อเนื่องนานๆได้ดีและสม่ำเสมอกว่า รถที่เบากว่าและกระฉับกระเฉงกว่าก็จะทำให้อยากกลับมาขี่ต่อเพราะมันสนุกกว่าด้วยครับ
2) ถ้าอยากเอามาใช้เดินทางระยะไกล้ๆ ซื้อของบ้างด้วยจะใช้แบบใหนดี?
ข้อมูลที่อยากรู้อย่างแรกก็คือ มีแผนจะใช้ระบบขนส่งมวลชนด้วยมั้ยครับ ถ้ามีก็น่าจะเหลือแค่รถพับเท่านั้น เพราะสะดวกในการพับขึ้น BTS หรือ MRT มากๆ ปัญหาก็จะมีแค่รถพับส่วนใหญ่มันหนัก อาจจะต้องหาคันเล็กๆเช่นพวกล้อ 16 นิ้ว หรือตัวที่เบากว่า 10 กิโล ซึ่งก็มีให้เลือกไม่แยะมากครับตัวที่เบาที่สุดในเมืองไทยที่เห็นขายๆกัน อยู่ที่ประมาณ 6 โลนิดๆครับ ไม่งั้นก็ต้องเป็นตัวที่สามารถพับแล้วเข็นได้เช่น เช่น Strida, Brompton หรือ รถพับกลางเฟรมบางรุ่นก็จะมีจุดติดล้อเพิ่มมาให้เช่น ระบบล้อ Landing Gear ของดาฮอนเองครับ แต่รถพับทั้งหมดก็จะมีปัญหามาตรฐานก็คือถ้าเล็กเกินไปก็มักจะไม่มีที่ติดกระเป๋าดีๆให้ใช้ทำให้หลุดวัตถุประสงค์เรื่องซื้อของไปอาจจะมีแค่บางรุ่นเช่น Brompton ที่มีระบบกระเป๋าที่พอรองรับความต้องการได้ครับ
ถ้าไม่สนใจการขนรถขึ้นระบบขนส่งมวลชน และไม่สนใจรถแม่บ้าน ทางเลือกของรถไฮบริดทั้งแบบธรรมดาและหมอบแฮนด์ตรงดูจะตรงประสงค์ที่สุดในมุมนี้นะครับ เลือกเอาตามใจได้เลย แต่ถ้าชอบขี่เร็วด้วยก็คงต้องเป็นหมอบแฮนด์ตรงเท่านั้น
3) ถ้าไม่อยากกังวลกับฝาท่อบนถนนกรุงเทพ หรือทางขุดทำถนนในเมืองใช้แบบใหนดีครับ?
ถ้าตัดสินใจจากข้อก่อนๆมาแล้วว่าต้องเป็นรถพับ สิ่งเดียวที่ควรต้องทำคือหายางหน้ากว้างมาใช้ครับ ยางบอลลูนอย่าง Schwalbe Big Apple หรือยางทัวริ่ง อย่างตระกูล Marathon ก็ดูจะเป็นทางเลือกอีกทางที่ดีครับ ส่วนถ้าชอบขี่เร็วด้วยก็คงต้องไปใช้พวกรุ่น Schwalbe Kojak กัน สังเกตว่าพูดถีงแต่ยี่ห้อ Schwalbe นะครับ ยางดีๆของรถพับเมืองไทยไม่ค่อยมีเท่าใหร่ต้องบอกว่าอย่างนั้น
ถ้าใช้ไฮบริด ไฮบริดส่วนใหญ่จะให้ยางขนาดกว้างพอที่จะไม่ตกร่องระบายน้ำในกรุงเทพกันมาอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นหมอบแฮนด์ตรงนี่ไม่แน่ครับบางคันอาจจะใช้ยางขนาดเท่าหมอบปรกติเช่น 700c x 23 mm ที่หน้ากว้างกำลังดีพอลงร่องเลยละครับถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องเปลี่ยนยางเป็นขนาดสัก 28 มม ขึ้นไปมาลองใช้แทนน่าจะดีกว่าครับ อาจจะต้องดูนิดด้วยว่าตะเกียบรถรับยางได้กว้างสุดเท่าใหร่เพราะปรกติไม่น่าเกิน 32 mm สำหรับหมอบแฮนด์ตรง
รถเสือภูเขาก็ดูเหมาะใช้งานกับสถานการณ์แบบนี้ ถ้าชอบก็น่าจะเป็นตัวเลือกได้ดีครับ เพียงแต่อาจจะไม่ใด้ใช้ย่านอัตราทดเกียร์ที่เหมาะสมมาก เพราะเสือภูเขาถ้าเป็นเสือแท้ๆ มักจะทำอัตราทดเกียร์มาเผื่อขึ้นเขาด้วยครับ ก็อาจจะเกินความจำเป็นไปนิดแถมรถก็มักจะหนัก ยางมีดอกใหญ่ๆแบบของเสือภูเขาก็ส่งเสียงดังพอสมควร ทั้งยังไม่ค่อยเกาะถนนมากขัดกับความเชื่อครับ เพราะยางแบบเสือภูเขาออกแบบไว้ตะกุยทางที่เป็นดินหรือโคลนมากกว่าใช้ขี่บนทางเรียบ ถ้าชอบรูปแบบเสือภูเขาให้เปลี่ยนยางเป็นแบบยางทางเรียบจะเหมาะสมกับการขี่ในเมืองกว่าครับ
หมอบแบบ Cyclocross หรือแบบ Gravel ดูจะเหมาะสมกับงานนี้ที่สุดเพราะทั้งปราดเปรียวทั้งเร็วแถมยังออกแบบมาพอเหมาะกับถนนกรุงเทพเลยละครับ ถ้าส่วนตัวคิดว่า Cyclocross จะเหมาะกว่า Gravel เพราะฐานล้อสั้นกว่าน่าจะเหมาะกว่าที่จะใช้ซอกแซกตอนรถติดครับ
4) ถ้าผมจะเอามาปั่นแต่สนามฟ้าละ?
จริงๆต้องบอกว่าคนไทยโชคดีนะครับได้มีสนามจักรยานที่เรียบ ยาวและทำให้สามารถปั่นกันได้เร็วๆแบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาวิ่งตัดหน้า (ยกเว้น น้องหมากับงูเจ้าที่นะครับ) ปั่นสนามฟ้าหนึ่งรอบทำให้คุณสามารถฝึกหัวใจให้อยู่ใน Zone aerobic ได้อย่างน้อย 30 นาทีเลยครับ ปั่นวันละสองรอบนี่มั่นใจได้เลยว่าน้ำหนักลดแน่ๆ ดีอย่างนี้แล้วใช้รถอะไรดี? จริงๆต้องบอกว่าได้หมดละครับ แต่ถ้าจะขี่ให้สนุกเต็มที่นี่ คงไม่พ้นเสือหมอบไปได้ครับ อันนี้เลือกเอาตามใจชอบได้เลย ชอบขี่สบายๆก็คงต้องเป็นหมอบ Endurance หรือหมอบแฮนด์ตรง ชอบปั่นกระชากๆตอนเข้าเส้นคงต้องหมอบ racing geometry แต่ถ้าอยากไปเร็วที่สุดก็คงไม่หนีหมอบแอโร่ หรือ ตัว Time Trial ไปได้ครับ ขี่สนามฟ้าควรจะใช้เฟืองหลังชิดๆ เช่น 11-23 หรือ 12-25 นะครับเวลาเปลี่ยนเกียร์อัตราส่วนความต่างจะได้ไม่แยะมากทำให้เหนื่อยน้อยลงปั่นได้เร็วขึ้น ในขณะที่อาจจะใช้จานหน้าสองใบที่ 53/39 เพื่อความเร็วครับ แต่ถ้าหมอบคันนี้จะใช้ปั่นบนถนนด้วยอาจจะลดมาใช้จานหน้า แบบ compact ที่ 50/34 แทนจะได้สะดวกขึ้นในการขึ้นสะพานสูงๆครับ ปั่นสนามฟ้าอย่าลืม warm up และ warm down นะครับ
5) ถ้ามีปัญหาเรื่องหลังละครับ?
คงต้องถามละครับว่าเป็นแยะแค่ใหน ถ้าหนักมากควรปรีกษาแพทย์ก่อนครับว่าขี่ได้มั้ย ถ้าหมอ บอกว่าไม่มีปัญหานี่ รถที่เลือกควรจะเป็นรถที่เบาที่สุดที่จะหาซื้อได้ครับ ตอนยกจะได้ไม่หนักมากไม่ทำให้หลังมีปัญหาเพิ่มขึ้น ทั้งยังควรเป็นรถที่ขี่ไม่ต้องก้มหลังมากด้วย ส่วนใหญ่ก็คงต้องเป็นรถพับล้อเล็กตั้งแต่ 16 นิ้วลงไปจะได้เบาๆหน่อย หรือ หมอบแฮนด์ตรงครับ ข้อดีของการขี่จักรยานคือกล้ามเนื้อหลังจะถูกดึงออกแรงไปพร้อมๆกันกับการปั่นขาขณะขี่ซึ่งโดยปรกติจะทำให้หลังแข็งแรงขึ้นด้วยครับ ตัวคนเขียนเคยนั่งทำงานหน้าคอมตลอดเวลาทำให้ปวดหลังเป็นประจำ ตั้งแต่หันมาขี่จยนี่ไม่เคยปวดหลังอีกเลย
6) ถ้าอยากจะขี่ขึ้นเขาใช้รถอะไรดีครับ?
จริงๆขี่ขึ้นเขา ต้องพร้อมทั้งร่างกาย เทคนิกและอุปกรณ์ครับ เรื่องร่างกายกับเทคนิกเดี๋ยวเราว่ากันอีกทีนะครับ มาคุยกันเรื่องอุปกรณ์ก่อน รถขึ้นเขาที่เหมาะสมอย่างน้อยต้องมีอัตราทดเกียร์ที่เพียงพอจะขึ้นเขาได้ พูดกันง่ายๆก็คือจานหน้าเล็กๆ เฟืองหลังใหญ่ๆนั่นเอง เพราะด้วยอัตราทดเกียร์แบบนี้ทำให้เวลาขึ้นเขาเราสามารถค่อยๆปั่นขึ้นไปได้โดยไม่ต้องออกแรงกดจานหน้าแยะมาก ทำให้ผ่อนแรงมากขึ้นนั่นเองครับ
รถที่เกิดมาเหมาะสมกับขึ้นเขาอยู่แล้วทั้งในทั้งชื่อและในเชิงอัตราทดเกียร์ที่สุดก็คือเสือภูเขาละครับ เพราะว่าโดยปรกติเสือภูเขาล้อ 26 นิ้วนี่จะใช้จานหน้าขนาด 22 ฟัน จานหลังขนาด 36 ฟันเป็นเรื่องธรรมดาทำให้ได้เปรียบรถอื่นมากๆ ฟังดูอาจจะงงๆนะครับ แต่ถ้าเราลองมาคำนวณอัตราทดเทียบกับรถเสือหมอบ รุ่นที่โมมาไว้ขึ้นเขาที่ใช้จานแบบ compact ที่มีจานหน้าขนาดเล็กสุดแค่ 34 ในขณะที่จานหลังขนาดใหญ่สุดแค่ 32 ฟัน เราจะพบว่าในทางชันๆที่เสือหมอบเปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์เบาสุดแล้ว เสือภูเขาก็จะยังเหลือเกียร์ที่สามารถเปลี่ยนผ่อนแรงต่อได้อีกอย่างน้อยก็ สี่-ห้าเกียร์ครับ (อันนี้คิดที่ เฟือง 10-11 speed นะครับ)
มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างนึงก็คือรถยิ่งล้อเล็กอัตราทดก็ยิ่งต่ำ หมายความว่าถ้าเอารถพับ หรือ รถ Mini Velo ล้อ 20 นิ้วมาใส่ชุดขับแบบเดียวกับเสือภูเขาจะเหลือเกียร์ให้ใช้ต่อจากเสือภูเขาอีกสองสามเกียร์เชียวครับ สบายกว่ากันแยะ
งั้นเอาไงดี? เอารถพับขึ้นเขาละกันดีมั้ย? อืมมันก็ดีอยู่ละครับขาขึ้น ปัญหาใหญ่คือขาลงสิครับ รถล้อเล็กโดยปรกติหน้าจะไวกว่ารถล้อใหญ่อยู่แล้วเวลาลงเขาอาจจะเข้าโค้ง ฟรีขาลงไม่มั่นใจเท่ารถล้อใหญ่กว่าครับเพราะถ้าสะดุดปุ่มบนถนน เจอกรวดเจอหินนี่โอกาสเสียหลักจากการกระแทกมีสูงมากๆ เรียกว่าต้องตื่นตัวอยุ่ตลอดเวลาครับแต่ไม่ใช่เอาลงไม่ได้นะครับ
ในทางกลับกัน เสือภูเขา หรือเสือหมอบก็ลงเขาผ่านฉลุยครับเพราะมั่นคง มั่นใจกว่ามากๆเวลาจะมุดโค้งตอนลงเขานี่ ถ้าถนนเป็นทางเรียบนี่เสือหมอบจะได้เปรียบนิดหน่อยนะครับเพราะยางสัมผัสพื้นเต็มๆกว่าขณะที่เสือภูเขาดอก แก้มยางสูงอาจจะมีปัญหาตอนเข้าโค้งทางเรียบแรงๆได้เหมือนกันครับ
ถ้าทางเป็นแบบขึ้นๆลงๆ หรือที่เขาเรียกกันว่า Rolling Hill นี่พวกเสือหมอบจะขี่สนุกกว่าแยะครับเพราะสามารถอัดลงมาจากยอดโดยการเปลี่ยนเกียร์เป็นหนักสุดเพิ่มความเร็วแล้วปั่นอัดขึ้นอีกยอดโดยใช้โมเมนตัมช่วยได้ ในขณะที่เสือภูเขาอัตราทดเกียร์สูงไม่เท่าก็จะไม่สามารถทำความเร็วเท่าเสือหมอบได้ตอนลงเนินทำให้โมเมนตัมขาขึ้นเนินน้อยกว่าครับ แต่ถ้าทางที่คุณขี่บ่อยๆเป็นแบบ ดอยอินทนนท์ที่ขึ้นเกือบตลอดละก็ถ้าเลือกได้ใช้เสือภูเขาน่าจะดีกว่าครับ
อย่างสุดท้ายที่ควรต้องห่วงก็คือระบบเบรคครับ เวลาลงเขาโมเมนตัมเต็มที่นี่ ความเร็วระดับ 70-80 กม/ชม เป็นอะไรที่เป็นไปได้ครับ รถที่ใช้ระบบเบรคแบบจับขอบล้อไม่ว่าจะเป็น V-brake หรือ Caliper Brake แบบเสือหมอบก็จะพบว่าขอบล้อจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บางครั้งยางในแตกหรือระเบิดขึ้นมายิ่งถ้าใช้ล้อขอบคาร์บอนแบบที่นิยมใช้กันในเสือหมอบบางครั้งแถบเบรคของล้อคาร์บอนอาจจะร้อนมากๆจนบวม หรือแตกได้ และถ้าเป็นขึ้นมาขณะกำลังลงเขานี่อันตรายมากๆครับ (ล้อคาร์บอนต้องใช้ผ้าเบรคของตัวเองนะครับ ผ้าเบรคธรรมดาจะนุ่มเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเบรคลดลงได้)
ระบบเบรคที่สามารถตัดความกังวลในเรื่องขอบล้อร้อนได้ก็คงจะเป็นระบบดิสก์เบรคที่ลอกเทคโนโลยี่มาจากรถยนตร์ครับเนื่องจากระบบไม่มีส่วนสัมผัสกับขอบล้อเลยทำให้ระบบดิสก์เป็นที่นิยมกันในปัจจุบันครับเพราะปลอดภัยกว่ามาก
ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างก็คือน้ำหนักครับ เนื่องจากการขึ้นเขาเป็นการต้านแรงดึงดูดโลกดังนั้นคนตัวเบาก็จะขึ้นเขาสบายง่ายกว่าคนตัวหนักแน่นอน ถ้าน้ำหนักเท่ากันจักรยานที่เบากว่าก็จะขึ้นง่ายกว่าครับ ดังนั้นเสือหมอบที่หนัก 7 กิโลอาจจะปั่นขึ้นได้สูสีกับเสือภูเขาที่หนัก 15 โลก็ได้นะครับ
สรุบใช้อะไรขึ้นเขาดี? ถ้าชอบขี่เสือหมอบอยู่แล้ว ลองใช้พวกหมอบ Gravel ก็ดีนะครับไม่ก็ Cyclocross ที่ฐานล้อยาวหน่อยครับจะได้ลงเขามั่นใจ หรือไม่ก็ทำการโมเสือหมอบธรรมดาให้อัตราทดเกียร์ต่ำลงครับ ปรกติจะใช้จานหน้าแบบ compact คู่กับตีนผีขายาวหรือตัวต่อตีนผี ถ้าโมโหดๆแบบไว้ขึ้นดอยอินทนนท์นี่ผมเคยทำ 36 เฟืองให้มาแล้วครับแต่ต้องใช้ตีนผีขายาวพิเศษเท่านั้น ถ้าใช้ตัวต่อตีนผีอาจจะทำได้ถีงเฟืองหลัง 40 เลยจริงๆแล้ว แต่ถ้าไม่ใด้ใจรักเสือหมอบ และอยากขึ้นแบบสบายๆก็เสือภูเขาเลยครับ เพราะถ้าจะโมเสือภูเขาต่อก็พอมีเฟืองหลังพิศดารขนาด 44 ฟันให้ใช้กันครับ ท้ายที่สุดก็คือพยายามลดน้ำหนักคนขี่ครับ ลดได้สัก 10 โลนี่ ขึ้นเขาเร็วขึ้นอีกแยะเลย
วันนี้คงขอลาไปก่อน ไว้ว่างๆมาเขียนเล่าให้ฟังต่อครับ ถ้าคิดว่าพอมีประโยชน์บ้าง ฝากกด like เพจด้วยก็ดีครับ :-)
ตาม Link ไปดูข้อมูลรถแต่ละประเภทได้ครับ
รถพับ
https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/366474593476921
เสือภูเขา
https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/368408866616827
เสือหมอบ
https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/371528546304859
เสือหมอบ Cyclocloss/Gravel และ ทัวริ่ง
https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/374709932653387
รถ Hybrid, Fat Bike และ MiniVelo
https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/375122389278808
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
พิชยา ลีฟวิ่ง Asoke-Dindeang Road
Bangkok
10400