Todayvariety
“สัปดาห์แห่งการทำความดี” ย้ำจุดยืนผู้นำด้าน Green Insurer
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ในฐานะ ‘Green Insurer’ หรือผู้นำบริษัทประกันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม นำโดย
มร.โธมัส บูเบิร์ล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มแอกซ่า (คนที่ 5 จากขวา) พร้อมด้วย มร.ฮัสซัน เอล ชาบราวิชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอกซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เก็ต (คนที่ 4 จากซ้าย) และ มร.นิโคลา เดอ นาแซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอกซ่า ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ และประเทศเกาหลีใต้ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต (คนที่ 4 จากขวา) พร้อมกับคณะผู้บริหารระดับสูง พนักงานของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดกิจกรรมใหญ่ สัปดาห์แห่งการทำความดี หรือ “Week for Good” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทุกบริษัทของแอกซ่าทั่วโลกจัดขึ้นพร้อมกันทุกๆ ปี โดยในปีนี้บริษัทฯ มุ่งเน้นด้านการป้องกันสุขภาพเชิงรุก และการให้ความสำคัญกับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มแอกซ่า
โดยกิจกรรมไฮไลท์ในปีนี้ คือ Week For Good Run For Health ซึ่งร่วมมือกับกรุงเทพมหานครและสวนลุมพินี โดยบริษัทฯ ได้สร้างลานยืดเหยียด ปรับปรุงสนามฟุตซอล รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมนันทนาการ อาทิ เรือเป็ด เสื้อชูชีพ และร่มสนาม ณ สวนลุมพินี สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ส่งเสริมให้ทุกคนได้ออกกำลังกาย และเริ่มต้นดูแลรักษาสุขภาพในพื้นที่ที่อากาศบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมคาราวานตรวจสุขภาพฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ในระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569
พร้อมทั้งกิจกรรมสันทนาการ เผาผลาญแคลอรี่ผ่านด่านออกกำลังกาย ตลอดจนกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และปล่อยปู ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู ซึ่งเป็นความร่วมมือของพนักงานจิตอาสา หรือ Hearts in Action Volunteers ของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต และ แอกซ่า ประกันภัย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือ ONE AXA นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Solar Energy Gamification การเรียนรู้เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านเกม โดยกิจกรรมดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ และกิจกรรม E-Learning แบบทดสอบที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและสร้างความรู้สุขภาพ เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงกิจกรรม Green Market แบ่งปันสินค้ารักษ์โลกของพนักงาน เพื่อลดขยะที่เป็นมลพิษของสิ่งแวดล้อม
โดยได้รับความสนใจจากผู้บริหาร และพนักงานหัวใจทำงานเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,087 คน นับเป็นชั่วโมงการทำความดีได้มากถึง 2,739 ชั่วโมง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพนักงานพลังจิตอาสา ที่ใช้หัวใจทำงาน หรือ Hearts in Acton ที่เป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักด้านความรับผิดชอบของสังคมของบริษัทฯ
ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือสังคม อีกทั้งยังทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นแรงผลักดัน และขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืนของสังคมไทย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของบริษัทฯ ที่จะอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป
สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมติดตามกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ของบริษัทฯ ได้ที่ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers หรือ โทร. 1159 ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านรายละเอียดข่าวนี้เพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/Week_for_Good_2026
สื่อสารวิถีชุมชนผ่านบอร์ดเกม เปิดทางซอฟต์พาวเวอร์ไทยคุยกับคนรุ่นใหม่
สมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม หรือ Publisher and Designer Board Game Association: PUDEBGA ได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนโครงการ Youth Board Game Designer for Thai Cultural Soft Power Project 2026 และได้จัดงานเปิดตัวโครงการขึ้นโดยมี สุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิด วางเป้าหมายไปสู่การพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้เป็นนักออกแบบบอร์ดเกมรุ่นใหม่ ที่สามารถนำต้นทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นผลงานบอร์ดเกมที่มีอัตลักษณ์ พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตสาหกรรมบอร์ดเกมสู่ตลาดโลก
นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า บอร์ดเกมเป็นสื่อที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และมีการขยายตัวของการใช้งานมากขึ้น เพราะการเล่นบอร์ดเกมไม่ได้ให้เพียงความสนุก แต่ยังช่วยฝึกทักษะ พัฒนาสมอง พัฒนาความคิด และสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้จริง ดังนั้นกรมจึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีสื่อที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้เรื่องราวใกล้ตัว โดยเฉพาะประเพณี เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นตนเอง ให้เกิดการเรียนรู้ทีสนุก ตื่นเต้น เป็นที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคำตอบจึงมาอยู่ที่
“บอร์ดเกม”
รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า แต่ละท้องถิ่นมีเรื่องราวที่หลากหลาย ทั้งประวัติศาสตร์
วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นเกมได้ การนำเรื่องเล่าท้องถิ่นมาพัฒนา
เป็นบอร์ดเกมจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนรู้จักรากของตนเองมากขึ้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสื่อสาร
กับผู้เล่นในวงกว้าง รวมถึงผู้เล่นต่างประเทศได้
โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อการประกวด “เรื่องเล่าบ้านฉัน สู่กระดานเกมโลก” โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนค้นหาเรื่องเล่าที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมจากบ้านเกิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นตำนาน ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชน อาหารพื้นเมือง หรือวิถีชีวิตที่กำลังจะหายไป ก่อนนำมาสกัดเป็นกลไก
การเล่น หรือ Game Mechanics และการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling เพื่อทำให้ผู้เล่นทั้งในประเทศ
และต่างประเทศได้รู้จักรากเหง้าของชุมชนไทยผ่านประสบการณ์การเล่น
ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “การต่อยอดฐานทุนวัฒนธรรมสู่อุตสาหกรรมบอร์ดเกม” โดยมีผู้แทน
จากสถาบันอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park สมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม และภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของบอร์ดเกมในฐานะ
สื่อร่วมสมัยที่สามารถเปลี่ยนเรื่องเล่าท้องถิ่นจากสิ่งที่ต้องจดจำ ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้เล่นได้สัมผัส
ผ่านการคิด การเลือก การตัดสินใจ การสวมบทบาท และการเรียนรู้ผลจากการกระทำของตัวเอง
ด้าน รศ.ดร. ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า แม้โลกกำลังเดินหน้าไปกับ AI ดิจิทัล และกระแสโลกาภิวัตน์ แต่เรื่องเล่าท้องถิ่นไม่ได้ลดความสำคัญลง เพราะมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงการเหมือนคนอื่นหรืออยู่ในกระแสเดียวกันเท่านั้น แต่ยังต้องการอัตลักษณ์ ความแตกต่าง และเรื่องราวที่บอกได้ว่า “เราเป็นใคร”
สำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ รศ.ดร. ชาติชาย กล่าวว่า ควรเป็นกระบวนการทำความเข้าใจมนุษย์
เข้าใจตัวเอง และเข้าใจชุมชนรอบตัว การให้เยาวชนกลับไปค้นหาเรื่องเล่าบ้านตัวเองจึงเป็นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์จากเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และช่วยให้เยาวชนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอดีตของชุมชนกับชีวิตของตัวเอง
รศ.ดร. ชาติชาย ย้ำว่า การออกแบบบอร์ดเกมจากเรื่องเล่าท้องถิ่นต้องระวังเรื่องจริยธรรมในการทำงาน
กับวัฒนธรรม โดยเฉพาะการเคารพเจ้าของความรู้และมุมมองของคนในพื้นที่ เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่วัตถุดิบที่คนนอกจะหยิบไปเล่าอย่างไรก็ได้ แต่เกี่ยวข้องกับผู้คนจริง ความทรงจำจริง และความภูมิใจจริงของชุมชน นักออกแบบจึงต้องฟังคนในพื้นที่ เข้าใจบริบท และระวังไม่เหมารวมความหลากหลาย
ของท้องถิ่น
นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้
และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า โครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกมครั้งนี้
จึงเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการใช้พื้นที่เรียนรู้เพื่อสนับสนุนเยาวชนและชุมชนให้ขยับจากการเป็นผู้ใช้หรือผู้เล่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานของตนเอง
สำหรับการทำงานกับทุนวัฒนธรรมไม่ควรมองเฉพาะผลงานปลายทาง แต่ต้องคิดเป็นระบบนิเวศ หรือ ecosystem ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางคือคนในชุมชนเจ้าของเรื่อง ไปจนถึงปลายทางคือผู้ใช้หรือผู้เล่น
ที่จะได้รับประสบการณ์จากสื่อนั้น กระบวนการสร้างสื่อจำเป็นต้องให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ช่วยกันคัดเลือกเรื่องราว ก่อนพัฒนาเป็นสื่อการเรียนรู้และส่งต่อไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยตรง
ผอ.สถาบันอุทยานการเรียนรู้ ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการว่า การออกแบบบอร์ดเกมจากเรื่องเล่าท้องถิ่นต้องเคารพภูมิปัญญา องค์ความรู้ และคนต้นเรื่อง เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่หยิบมาใช้ได้ทันที แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ อัตลักษณ์ และความภูมิใจของชุมชน นักออกแบบจึงต้องคิด
ทั้งการเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังฐานทุนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงไปข้างหน้าว่าเกมที่สร้างขึ้น
จะไปถึงผู้ใช้กลุ่มใด และจะสร้างผลกระทบให้ตรงกับเป้าหมายของเกมได้อย่างไร
ในส่วนรายละเอียดการจัดงาน นายทรงสิทธิ์ แพรเพ็ชร์ นายกสมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม
กล่าวว่า สมาคมฯ มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนานักออกแบบเกมไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมตลาดสากลและเห็นว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพสูง จึงริเริ่มโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกมรุ่นเยาว์ขึ้นเป็นปีแรก ภายใต้หัวข้อ “เรื่องเล่าบ้านฉัน สู่กระดานเกมโลก”
นายทรงสิทธิ์ กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนใช้บอร์ดเกมเป็นสื่อ
ในการนำเสนออัตลักษณ์ วัฒนธรรมท้องถิ่น และซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยความพิเศษของโครงการ
ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันเพื่อค้นหาผู้ชนะเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือกระบวนการ Bootcamp ที่จะมีผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบบอร์ดเกมมืออาชีพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาเป็นวิทยากรและที่ปรึกษา
อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดศาสตร์การออกแบบ และช่วยให้เยาวชนสามารถนำโจทย์ด้านวัฒนธรรม
มาประยุกต์เป็นผลงานบอร์ดเกมที่สนุก ท้าทาย และมีมาตรฐานของอุตสาหกรรมเกม
นายกสมาคมฯ กล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดของสมาคมฯ ว่า ต้องการผลักดันผลงานที่โดดเด่นจากเวทีนี้
ให้มีโอกาสต่อยอดไปสู่การผลิตและจัดจำหน่ายจริง ทั้งในเชิงพาณิชย์และการสื่อสารในระดับสากล
โดยโครงการจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและเครือข่ายภาคี
ที่เห็นความสำคัญของการใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรมไทย
ทั้งนี้ โครงการเปิดรับสมัครเยาวชนสัญชาติไทย อายุระหว่าง 15-25 ปี สมัครเป็นทีมตั้งแต่ 1-3 คน
พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาประจำทีม 1 คน โดยแต่ละทีมสามารถส่งผลงานเข้าร่วมได้ไม่เกิน 1 ผลงาน
และต้องสามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามที่โครงการกำหนดได้ ผู้สมัครต้องนำเรื่องเล่า อัตลักษณ์
หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ มาแปลงเป็นไอเดียบอร์ดเกม และนำเสนอในรูปแบบวิดีโอความยาว
ไม่เกิน 3 นาที โดยเกณฑ์การคัดเลือกแบ่งเป็น เรื่องราวหรือข้อมูลเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความน่าสนใจ 70 คะแนน และความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นบอร์ดเกม 30 คะแนน
ทีมที่ผ่านการคัดเลือก 32 ทีมจาก 4 ภูมิภาค จะได้เข้าร่วม Board Game Bootcamp 3 วัน 2 คืน
ตามภูมิภาคของผู้สมัคร เพื่อเรียนรู้การสกัดต้นทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น กระบวนการออกแบบบอร์ดเกม การพัฒนากลไกเกม การทำต้นแบบ หรือ Prototype พร้อมรับคำปรึกษาจาก Mentor ผู้เชี่ยวชาญ
ก่อนเข้าสู่กิจกรรมเปิดวงเล่น หรือ Playtest กับประชาชนทั่วไปใน 4 ภูมิภาค และเวทีนำเสนอผลงาน
หรือ Pitching ต่อคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรม ผู้จัดจำหน่าย และนักลงทุน
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
กำหนดการเปิดรับสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ถึง 14 มิถุนายน 2569 ก่อนที่จะประกาศผลคัดเลือกรอบแรกวันที่ 20 มิถุนายน 2569 จากนั้นจะจัด Board Game Bootcamp ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น
ในวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2569 ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 และภาคกลาง
ที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569
หลังจากนั้นจะมีการจัดแสดงผลงานในวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่เวทีนำเสนอผลงานระดับประเทศในวันที่ 19 กันยายน 2569 อีกทั้งยังมีกิจกรรมชวนเดินเมืองในวันที่ 20 กันยายน 2569 เพื่อชวนเยาวนสำรวจเส้นทางวัฒนธรรม รวมไปถึงกระบวนการถอดบทเรียนจากการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนและพิธีประกาศรางวัลในวันที่ 21 กันยายน 2569
โดยมีเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ 80,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 4 รางวัล
รางวัลละ 10,000 บาท
ภาพรวมของโครงการนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตบอร์ดเกมต้นแบบเพียงอย่างเดียว แต่
อยู่ที่การสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่เข้าใจรากของตนเอง มีทักษะสร้างสรรค์ และมองเห็นว่า
วิถีชุมชนสามารถต่อยอดเป็นผลงานร่วมสมัย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และซอฟต์พาวเวอร์ไทยได้จริง เพราะซอฟต์พาวเวอร์ไทยจะไม่ตกยุค หากทำให้วัฒนธรรมเล่นได้ เข้าใจได้ และส่งต่อได้ในภาษาของคนรุ่นใหม่
ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 มิถุนายน 2569 ได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeAh7RtBLz4vACu4VJR5-FlDx7kLdn8cgjXT5jOcSZV8dd1cA/viewform สอบถามเพิ่มเติมทาง
Facebook Publisher and Designer Board Game Association
อีเมล [email protected] หรือโทร. 061-440-8503
ETDA เปิดทิศทาง “AI 2026” ชูแนวคิด Driving Trust AI Governance
สนับสนุนไทยสู่ศูนย์กลางภูมิภาค ผ่านเวที AI Governance Week 2026
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดทิศทาง AI 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Driving Trust AI Governance’ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบนิเวศ AI ไทย ทั้ง ‘การวางรากฐานการกำกับดูแลด้วย AI Governance Guideline & Toolkits ควบคู่กับ การผลักดันให้เกิดการใช้งานจริง ผ่านความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพภาครัฐ การศึกษา SMEs ชุมชน และประชาชน ให้ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล รู้เท่าทัน และรับผิดชอบ’ เตรียมพร้อมประเทศรองรับการจัดตั้ง ‘ศูนย์ AIGPC’ พลิกบทบาทไทยสู่ ศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคพร้อมเตรียมจัดงานใหญ่ ‘AI Governance Week 2026’ เวทีระดับนานาชาติเชื่อมหลักการ AI สากลสู่การใช้งานจริง 29 มิ.ย.- 3 ก.ค. 69 นี้
นางสาวรจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษา ETDA และหัวหน้าศูนย์ AI Governance Center หรือ AIGC by ETDA กล่าวว่า AI กำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจากแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2565–2570 และนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งขับเคลื่อนให้ AI เป็นกลไกในการเพิ่ม Productivity ของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนไทย ดังนั้น ETDA ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเกิดการเพิ่มศักยภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเกิดการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล (AI Governance) จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงานด้านนี้ เพื่อวางรากฐานความเชื่อมั่นให้การพัฒนาและใช้งาน AI ของประเทศ ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ AI Governance Center หรือ AIGC มาอย่างต่อเนื่อง
โดยปี 2569 ETDA วางทิศทางขับเคลื่อน AI Governance ของประเทศ ภายใต้ ‘AI 2026’ ชูแนวคิด ‘Driving Trust AI Governance’ เร่งวางรากฐานระบบนิเวศน์ AI ที่เชื่อมั่นได้ เพื่อให้การพัฒนาและการใช้งาน AI ของประเทศเป็นไปอย่างปลอดภัย โปร่งใส เป็นธรรม และมีธรรมาภิบาลตามหลักสากล โดยมุ่งทำงาน ใน 2 มิติสำคัญ
มิติแรก คือ การเร่งวางกรอบ AI Governance เพื่อให้ประเทศมีทิศทางในการกำกับดูแล AI อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อย่าง UNESCO ที่ผ่านการดำเนินงานหลักโดยศูนย์ AIGC พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากประเทศชั้นนำ ที่มาร่วมกันศึกษาวิจัย พัฒนา AI Governance Guideline & Toolkits ที่เหมาะสมกับบริบทประเทศ เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพร้อมใช้งานแล้ว 12 ชุด และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มอีก 2 ชุดในปีนี้ คือ AI Ethical Impact Assessment Playbook และ AI Value Creation เพื่อช่วยองค์กรประเมินความเสี่ยง จัดการผลกระทบด้านจริยธรรม และสร้างคุณค่าจากการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ รวมไปจัดทำรายงาน AI Watch Series สำหรับการสแกนสถานการณ์ แนวโน้ม และความเสี่ยงจากการใช้ AI ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย กฎหมาย Whitepaper และงานวิจัยอื่น ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้องค์กรไทยมีกรอบการใช้ AI ที่สอดคล้องกับหลักสากลและบริบทของประเทศ
นอกจากการวางกรอบและเครื่องมือแล้ว ยังให้ความสำคัญกับ AI Governance Testing เพื่อทดสอบความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบ AI โดยปีนี้นับเป็นครั้งแรกของไทย ที่จะมีกิจกรรม Red Teaming Challenge ทดสอบความเสี่ยงของระบบ AI เพื่อค้นหาจุดอ่อน อคติ ความไม่ปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนนำ AI ไปใช้งานจริง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ องค์กรผู้ใช้งาน และประชาชนมั่นใจได้ว่า AI ที่ถูกนำมาใช้มีการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน
มิติที่สอง คือ การผลักดันองค์ความรู้และเครื่องมือ AI Governance Guideline ทั้งหมด ถูกนำไปใช้ได้จริงในทุกภาคส่วน ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ สร้างความรู้ ความเข้าใจและเสริมศักยภาพทักษะเพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล โดยปีนี้ เน้นไปที่ บุคลากรภาครัฐ ผ่านหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น อาทิ AI Governance for Government (AI Gov4Govt) เร่งเสริมความพร้อมให้หน่วยงานรัฐ 20 กระทรวง และหลักสูตรเชิงลึก AI change Agent Program (AICA) ที่จัดต่อเนื่องไปแล้ว 5 รุ่น พร้อมต่อยอดสู่บทบาท Chief AI Officer กับโปรแกรม Train the Trainer ยกระดับวิทยากร มืออาชีพจากภาครัฐ สู่เครือข่ายวิทยากรตัวคูณ โดยศูนย์ AIGC ตั้งเป้าให้เกิด Trainer ไม่น้อยกว่า 80 คน เพื่อให้เกิดการขยายผลต่อโดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ไม่น้อยกว่า 3,000 คน ภายในปี 2570 และ ภาคการศึกษา ได้ร่วมกับ สสวท. สพฐ. UNICEF และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนหลักสูตร AI & Digital Ethics for Educators เพื่อให้เกิดครูแกนนำด้าน AI และจริยธรรมดิจิทัล สู่การบูรณาการการเรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระ ควบคู่ไปกับการมีคู่มือ AI Governance เพื่อการศึกษา ให้ครอบคลุมผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน และผู้ปกครอง โดยปีนี้ เตรียมพัฒนาครูแกนนำ จาก 100 โรงเรียน ขยายสู่เครือข่ายครูวิทยากรในโรงเรียนต่างๆ ที่ตั้งเป้าหมาย เพิ่มกว่า 1,000 คน
ส่วนในกลุ่ม SMEs และชุมชน สำหรับผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ SMEs Growth ลงพื้นที่ Upskill ด้วยหลักสูตรสำคัญ เช่น Generative AI for SMEs Transformation และ AI Marketing พร้อมเชื่อมโยง Solution ด้าน AI เพื่อปิด Gap ให้ SMEs ใน 4 ภูมิภาค ขณะที่ ประชาชน ก็เดินหน้าขยายผลร่วมกับหลักสูตร ETDA Digital Citizen หรือ EDC Plus เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI Literacy ให้คนไทยทุกกลุ่ม ผ่านการพัฒนาเครือข่าย EDC Trainer ในระดับพื้นที่ ทั้งจังหวัด อำเภอ และเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ โดยปี 2569 ตั้งเป้าพัฒนา Trainer จำนวน 2,000 คน ครอบคลุม 400 อำเภอ พร้อมขยายผลการเรียนรู้สู่ประชาชนไม่น้อยกว่า 60,000 คน และอยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตรเพิ่มเติมที่ผนวกในมุม AI Literacy อีก 4 หลักสูตร ได้แก่ Digital Use, Digital Communication, Digital Security และ Digital Literacy ที่เรียนรู้ได้ในรูปแบบ e-Learning ผ่านช่องทางของสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (DISDA) โดยจะปล่อยประมาณเดือน กันยายน 2569
พร้อมกันนี้ ยังได้้มุ่งเป้าใน Sector สำคัญ ยกตัวอย่าง กระบวนการยุติธรรมของศาลปกครองร่วมกับ สำนักงานศาลปกครอง ผ่านกิจกรรม Responsible AI Innovation Hackathon (AI for Justice) เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาโซลูชัน AI ที่ช่วยยกระดับการเข้าถึงความยุติธรรม ลดความซับซ้อนของกระบวนการ และส่งเสริมการใช้ AI อย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และรับผิดชอบ เป็นต้น
“ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทย สู่การเป็น ‘ศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค’ ผ่านการจัดตั้ง AI Governance Practice Center หรือ AIGPC ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกปฏิบัติการในการเชื่อมหลักการสากลสู่การใช้งานจริง ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ เครื่องมือ แนวทางประเมิน การทดสอบความเสี่ยง การสร้างศักยภาพคนและองค์กร และการขยายผลใน Sector สำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคสามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบ ซึ่งปัจจุบัน ETDA อยู่ระหว่างผลักดัน AIGPC เข้าสู่กระบวนการพิจารณารับรองเป็นศูนย์ประเภทที่ 2 ภายใต้การอุปถัมภ์ของ UNESCO (UNESCO Category 2 Centre: C2C) เพื่อยกระดับ AIGPC ให้เป็น Regional Hub ด้าน AI Governance ที่สนับสนุนการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม”
ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนความพร้อมของประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ETDA โดยศูนย์ AIGC พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์ทั้งในและต่างประเทศ เตรียมจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.- 3 ก.ค. 2569 ภายใต้แนวคิด “Connecting the Right Dots: From Global AI Principles to Real-World Practice” โดยตลอด 5 วัน งานนี้จะรวมผู้นำด้าน AI Governance จากไทยและนานาประเทศ ทั้ง Policy Makers, Regulators, Tech Leaders, Researchers และองค์กรระดับนานาชาติ พร้อมเป็นเวทีประกาศความพร้อมของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้าน AI Governance ของภูมิภาค ผ่านบทบาทของ AIGPC ภายในงานจะมีไฮไลต์สำคัญ เช่น AIGPC Annual Conference ที่เปิดภาพอนาคต AI Governance ของภูมิภาค, การเปิดตัว Thailand AI Ethical Impact Assessment Playbook & Toolkits, เวทีด้าน AI Literacy และการใช้ AI อย่างปลอดภัยในภาคการศึกษา, การแลกเปลี่ยนทิศทาง AI Regulation และ AI Responsibility พร้อม Showcase การใช้ AI ผ่าน Use case สำคัญในด้านกระบวนการยุติธรรม พร้อมการจัด AI Red Teaming สนามทดสอบ AI Safety และ LLM Security ระดับประเทศ เป็นต้น
ดังนั้น ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกมิติของชีวิต คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เราจะพัฒนา AI ให้เก่งขึ้นได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะเชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกันอย่างไร” เพราะอนาคตของ AI ไม่ได้เกิดจากการมีจุดที่ดีที่สุด แต่เกิดจากการ “Connecting the Right Dots” หรือการเลือกเชื่อมโยงสิ่งที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม และด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ปลอดภัย และสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง - ติดตามรายละเอียดได้ที่เพจ ETDA Thailand
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ บุคคลสาธารณะ
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
68/100, 1st Floor HomeWorks Rattanathibeth. Moo 8 Rattanathibeth Rd
Bangkok
11000