Talk To Kru P

Talk To Kru P

แชร์

22/10/2023

เนื่องในช่วงงานหนังสือ ขอแนะนำหนังสือเล่มต่อไปเลย! เล่มที่ 7 คือหนังสือที่มีชื่อว่า "ความเข้าใจผิดในครอบครัวที่ส่งต่อกันมา" เขียนโดย เมริษา ยอดมณฑป เจ้าของเพจตามใจนักจิตวิทยา Keywords หลักๆ ของเล่มนี้คือ Birth Order & Parenting Styles จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการแก้ไขความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กๆที่ส่งต่อกันมาในครอบครัว(บางครอบครัว...แต่ก็จำนวนพอสมควรล่ะ!)จากรุ่นสู่รุ่น โดยอ้างอิงอยู่บนทฤษฎีและงานวิจัยทางจิตวิทยาว่าความเชื่อเช่นนั้นส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อสภาพจิตใจของเด็กๆจริงๆ แต่สิ่งที่ผมมองว่าเป็นไฮไลท์ที่สุดสำหรับหนังสือเล่มนี้คือกำลังพาคุณพ่อคุณแม่ "เป็นคนธรรมดา" การรักลูกตัวเองไม่เท่ากัน ไม่ใช่ตราบาป ไม่ใช่ความผิดที่ต้องได้รับการลงโทษ แต่ต้องรู้จักแก้ปัญหา ป้องกันปัญหา ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ "ยอมรับก่อนว่ารักลูกไม่เท่ากัน" แล้วเราจึงจะเติมเต็มให้ลูกๆทุกคน "เท่ากัน" ได้

14/03/2022

เนื่องในวัน White Day ซึ่งต่อเนื่องมาจาก Valentine's Day ที่ปกติแล้ว ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายให้ช็อคโกแลตกับผู้ชายที่ตนแอบชอบ แล้วถ้าผู้ชายคนนั้นรักตอบ ก็จะมอบช็อคโกแลตสีขาวคืนให้ในเดือนถัดมา คือวัน White Day นั่นเอง จะเห็นได้ว่าก็ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรัก ซึ่งเป็นสัญชาตญาณในการที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำหนังสือเล่มที่ 4 ซึ่งต่อเนื่องมาจากเล่มที่แล้วที่แนะนำไปในเรื่องของการทำความเข้าใจเรื่องเพศในบริบทของสังคมไทย หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “เซ็กซ์ดึกดำบรรพ์ ของบรรพชนไทย” เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ เล่มนี้ได้อ่านฉบับพิมพ์ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2560 ข้อมูลจากการศึกษาของผู้เขียน ช่วยยืนยังสิ่งที่ผมกล่าวถึงไปในการแนะนำหนังสือเล่มก่อนว่า การห้ามวัยรุ่นทำกิจกรรมทางเพศนั้นมันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเด็กเดี๋ยวนี้โตเร็วขึ้น ไปโทษไก่ที่มีสารเร่งโต (ซึ่งงานวิจัยปัจจุบันก็บอกว่าไม่จริง) ไปโทษเกม โทษสื่อ พอย้อนกลับไปดูก็พบว่า “นางเอกในวรรณคดีไทย มีเพศสัมพันธ์เฉลี่ยระหว่างอายุ 14 – 16 ปี วัยรุ่นทุกวันนี้มีเพศสัมพันธ์ช่วงอายุ 15 – 19 ปี จึงอยู่ในเกณฑ์ปกติของคนไทยสมัยก่อน” นอกจากนี้ เรื่องอยู่ก่อนแต่งก็เป็นเรื่องที่มีมานานแล้วเช่นกันดั่งที่เรียกกันว่า “เทพอุ้มสม” หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทย มากยิ่งขึ้น ว่าจริงๆแล้วสังคมเรามันก็เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่ใช่ “เด็กสมัยนี้...” ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ทำงานกับเด็กและวัยรุ่น และควรหันมาสอนเรื่องการให้ความยินยอม ตามที่เนื้อหาในหนังสือเล่มที่แล้วบอกกันเถอะครับ...

28/02/2022

สำหรับวันสุดท้ายของเดือนแห่งความรัก ผมมีหนังสือเล่มที่ 3 ที่อยากแนะนำ มีชื่อว่า “เพศศึกษากติกาใหม่: ไกด์บุ๊คว่าด้วยความยินยอม เซ็กซ์ และความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับวัยรุ่น” (Consent: The New Rules of S*x Education) เขียนโดย Jennifer Lang แปลโดย ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ เล่มนี้ได้อ่านฉบับพิมพ์ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2563 มันทำให้เราได้เห็นว่า แนวโน้มในการสอนเรื่องเพศศึกษาของต่างประเทศเขาไปในทิศทางไหน การห้ามวัยรุ่นไม่ให้สนใจกิจกรรมทางเพศนับเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติมนุษย์อยู่มากในเมื่อพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา และสังคม ของวัยรุ่นมันไปถึงจุดที่พร้อมสำหรับเรื่องนี้แล้ว เรื่องเพศศึกษาที่ปรากฏในเล่มนี้ไม่ได้พูดแต่เฉพาะเรื่องบนเตียงเท่านั้น แต่ยังกล่าวถึง “ความสัมพันธ์” ระหว่างบุคคล ซึ่งผมว่าประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ S*x is more than just or**sm เรื่องเซ็กซ์มันไม่ได้จบแค่การถึงจุดสุดยอด แต่มันคือการเรียนรู้ รู้จักร่างกายของเรา รู้จักร่างกายของคนอื่น และรักษาสัมพันธภาพ แม้รักษาไว้ไม่ได้ การปฏิเสธหรือเลิกรากันไปก็เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่มันไม่ควรไปลดคุณค่าในตัวของใครเลย หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับวัยรุ่นและผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ใกล้ชิดกับวัยรุ่นทุกคนตั้งแต่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ฯลฯ เป็นต้น อ้อ! แล้วก็อย่าลืมว่า วัยรุ่นไม่ได้เริ่มที่การหลั่งน้ำอสุจิกับการมีประจำเดือนนะครับ สิ่งนี้มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กๆเข้าสู่วัยรุ่นมาแล้วประมาณ 2 ปีต่างหาก ดังนั้น คำว่าวัยรุ่นของผมกับของผู้อ่าน อาจจะต้องจูนกันนิดนึงนะครับ ประถมศึกษาตอนปลายก็เตรียมพร้อมเรื่องพวกนี้ได้แล้วนะครับ ก่อนที่มันจะสายเกินไป...

22/02/2022

เนื่องในวันที่ 22022022 นะครับ ผมจึงอยากจะแนะนำหนังสือเล่มที่ 2 ซึ่งมีชื่อว่า “จิตวิทยาเด็ก: ความรู้ฉบับพกพา” (Child Psychology: A Very Short Introduction) เขียนโดย Usha Goswami แปลโดย สุภลัคน์ ลวดลาย และ วรัญญู กองชัยมงคล (อาจารย์กับรุ่นพี่ผมเอง) เล่มนี้ได้อ่านฉบับพิมพ์ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2562 เลย ก็ได้ทบทวนความรู้ด้านจิตวิทยาเด็ก และได้เนื้อหาความรู้จากงานวิจัยใหม่ๆในเชิงประสาทชีววิทยา (Neurobiology) เพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้เป็นตัวอธิบายว่า ทำไมเด็กที่เลี้ยงมาเหมือนกันถึงได้โตมาแล้วแตกต่างกัน มีงานวิจัยหนึ่งที่บอกว่า เด็กที่มียีน DRD4 แบบ 7-repeat allele จะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมสูงกว่าเด็กทั่วๆไปที่ไม่มียีนนี้ในกรณีที่ได้รับการเลี้ยงดูในทางลบ (เช่น ดุด่าว่ากล่าวใช้ความรุนแรง) ดังนั้น หมดยุคแล้วนะครับ ที่ผู้ใหญ่จะเลี้ยงเด็กด้วยความรุนแรงแล้วบอกว่า คนอื่นๆหรือรุ่นตัวเองในวัยเด็กโดนเลี้ยงมาแบบนี้ก็ยังไม่เห็นเป็นไรเลย ก็เพราะ “ยีน” ที่แตกต่างกัน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนกับสภาพแวดล้อมก็เลยต่างกันไปด้วย นี่เลยอธิบายว่าทำไมบางคนโตมามีพฤติกรรมต่อต้านสังคม และบางคนโตมาไม่เป็น ทั้งๆที่ถูกเลี้ยงดูมาเหมือนกัน เปิดโลกทัศน์สุดๆเลยใช่ไหมครับ ถ้ารู้สึกว่าน่าสนใจแล้วก็ไปหาอ่านกันได้เลยครับ คนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านจิตวิทยาอาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจนิดนึง สำหรับคนที่มีพื้นฐานด้านจิตวิทยา เล่มนี้ทบทวนความรู้ด้านจิตวิทยาเด็กได้ดี และยังต่อยอดเนื้อหาใหม่ๆให้คุณได้อีกด้วย

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok

เวลาทำการ

เสาร์ 11:00 - 16:00
อาทิตย์ 11:00 - 16:00