Net Zero Techup

Net Zero Techup

แชร์

This page was created as a small footprint to raise awareness about net zero in a simple, accessible way.

🇹🇭 This blog is not-for-profit.

🌍 www.netzerotechup.com

Photos from Net Zero Techup's post 25/02/2026

🌏 𝐀𝐬𝐢𝐚 𝐈𝐦𝐩𝐚𝐜𝐭 𝐅𝐨𝐫𝐮𝐦 𝟐𝟎𝟐𝟔: 𝐀𝐝𝐯𝐚𝐧𝐜𝐢𝐧𝐠 𝐌𝐢𝐬𝐬𝐢𝐨𝐧-𝐃𝐫𝐢𝐯𝐞𝐧 𝐂𝐨𝐥𝐥𝐚𝐛𝐨𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐀𝐜𝐫𝐨𝐬𝐬 𝐀𝐬𝐢𝐚

วันนี้ 25 ก.พ. 2026 แอดมินได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการ Asia Impact Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ "Unleashing Science for Southeast Asia: Water, Air Quality and Disaster Resilience” ซึ่งจัดขึ้นโดย Asia Science Mission (ASM) ร่วมกับ บพค. (PMU-B) และ Future Earth Thailand ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ

🎯 การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีระดับนโยบายที่มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือเชิงพันธกิจ (Mission-Driven Collaboration) ระหว่างผู้นำระดับสูงจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคการกุศล การเงินเพื่อการพัฒนา ภาครัฐ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมชุมชน เพื่อรับมือกับวิกฤตเชิงระบบของเอเชีย โดยเฉพาะประเด็น น้ำ คุณภาพอากาศ และความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางสังคมและระบบนิเวศของภูมิภาค

🔑 ประเด็นหลักจากการเสวนา
🔹️ การแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนและกระจัดกระจาย (Fragmentation) สู่ระบบนิเวศความร่วมมือที่มีเอกภาพ
🔹️ การใช้รูปแบบ Working Forum เพื่อถอดบทเรียนจากโครงการสาธิตในพื้นที่จริงทั่วเอเชีย
🔹️ การทำความเข้าใจกลไก Scaling Solutions และการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านการลงทุนและการดำเนินงาน
🔹️ การยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์

🚀 ก้าวถัดไปของภูมิภาคเอเชีย
ASM ได้นำเสนอกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค (Regional Framework) รูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยง วิทยาศาสตร์–การปฏิบัติ–นโยบาย อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการจัดลำดับความสำคัญและการประสานงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับจากโครงการนำร่องไปสู่ การปรับเปลี่ยนเชิงระบบ (system-level transformation) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

💡ผลลัพธ์จากเวทีนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของ Roadmap เชิงพันธกิจของเอเชียเพื่อเสริมสร้าง Resilience, Sustainability และเส้นทางสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

🚩 ที่มา: บพค. (PMU-B) และ Future Earth Thailand
https://www.facebook.com/share/v/16yJcG6Juw/
https://asia.futureearth.org/event/asia-impact-forum-2026-advancing-mission-driven-collaboration-across-asia/

21/01/2026

ครม. เห็นชอบ เดินหน้าศึกษาและประเมินศักยภาพเทคโนโลยี 𝗖𝗖𝗦 ยกระดับความพร้อมประเทศสู่ 𝗡𝗲𝘁 𝗭𝗲𝗿𝗼

——————————————————

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ตามข้อเสนอของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ดังนี้

1. มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วย ประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) (โครงการ CCS)
2. มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ [กระทรวงพลังงาน (พน.)] ในฐานะเจ้าของโครงการ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ CCS (ในระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทย ตอนบน) ซึ่งหมายรวมถึงการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เพื่อศึกษาและ ประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาของประเทศไทย
3. มอบหมายหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลทั้งสองประเทศ โดยการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาในประเทศไทย และสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ เฉพาะที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในพิธีการขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

สาระสำคัญของการดำเนินการดังกล่าวสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเห็นชอบบันทึกความร่วมมือด้านการเป็นหุ้นส่วนเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ระหว่างกระทรวงพลังงานของประเทศไทยและกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุน ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่า พื้นที่อ่าวไทยตอนบนมีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยา และมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมหลักของประเทศ จึงเอื้อต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการดักจับ กักเก็บ และอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ซึ่งมีกิจกรรมหลัก ได้แก่ การศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินใต้ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติ อนุญาต และการให้สิทธิเข้าไปดำเนินการในลักษณะเดียวกับกิจกรรมสำรวจปิโตรเลียม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS โดยตรง และยังไม่มีกฎหมายที่กำกับกิจกรรม CCS เป็นการเฉพาะ ทส. จึงเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ทั้งนี้ ทส. เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเป็นการดำเนินงานตามภารกิจปกติ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือก่อให้เกิดความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป คณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้ตามที่เห็นสมควร

ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์ (The Government Public Relations Department: PRD)

27/12/2025

🇹🇭 จับตา ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน ก้าวสำคัญของไทยสู่ #เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ประเทศไทยเดินหน้าสู่ “ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ” ด้วยร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (กฎหมายโลกร้อน) ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกของประเทศที่วางโครงสร้างเพื่อมุ่งสู่ Net Zero 2050

🏛️ #ไฮไลต์สำคัญของร่างกฎหมาย
🔹️ จัดตั้งระบบ ภาคบังคับ: ETS, Thailand CBAM และ ภาษีคาร์บอน
🔹️ สร้าง #กองทุนภูมิอากาศ สนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด การปรับตัว & Loss and Damage
🔹️ พัฒนา #ระบบรายงานก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร ( ) เพื่อลด
🔹️ กำหนดกรอบ กำกับดูแลตลาดคาร์บอนและมูลค่าคาร์บอนเครดิตให้โปร่งใส ตรวจสอบได้
🔹️ จัดทำ #แผนการปรับตัวระดับชาติ รับมือความเสี่ยงด้านน้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงอาหาร

🔑 ระบบ Carbon Pricing คือหัวใจของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดกลไกภาคบังคับ 3 ระบบ ได้แก่
✅️ – ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (มีเพดานปล่อย + ซื้อขายโอนได้)
✅️ แบบไทย ป้องกัน Carbon Leakage และรองรับกฎการค้าโลก
✅️ คิดตามระดับการปล่อย ช่วยให้ธุรกิจวางแผนต้นทุนได้

📊 #มาตรการต่อธุรกิจไทย
● ต้องเตรียม บัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร (CFO)
● เริ่มใช้ระบบรายงานข้อมูลปล่อยก๊าซแบบบังคับบางส่วน
● เชื่อมโยงกับการซื้อ เพื่อป้องกัน
● วางกรอบ ไทย สำหรับกิจกรรมสีเขียวและการเงินคาร์บอนต่ำ

🎯 #หมุดหมายสำคัญถัดไปของประเทศ
● ส่งต่อพิจารณาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
● เตรียมออกกฎหมายลูก (รายงานก๊าซ, โครงสร้างกองทุน ฯลฯ)
● คาดหวังเข้าสู่สภาฯ ภายในปลายปี 2026

🍀 ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้ไทยพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคคาร์บอนเป็นต้นทุนสำคัญ

🚩 แหล่งที่มา: #กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ( #กรมโลกร้อน)

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

http://www.blockdit.com/netzerotechup, https://www.linkedin.com/company/netzerotechup/

ที่อยู่


Bangkok