XSELF

XSELF

แชร์

29/11/2022

ออกเฟซบุ๊ก เข้าไอจี กดเข้าไปที่ติ๊กต่อก ไถฟีดยังไงก็หนีไม่พ้นวัยรุ่นพันล้าน หันไปทางซ้าย คนนี้มีบ้าน หันไปทางขวาเดี๋ยวก็มีรถ มองใกล้ๆ ตัวหน่อยก็เห็นคนเลื่อนขั้นกันจนท้อ ทำไมน้อ คนนั้นไม่ใช่เรา กับแค่ถูกหวยสักครั้งก็ยังไม่เคยได้ขึ้นรางวัลกับเขาสักที! – ไหนใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้างคะ 🙆🏼‍♀️
นี่เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เราจะรู้สึกด้อยกว่าคนอื่น แต่ความจริงอีกข้อคือความสำเร็จของคนอื่นโดยเฉพาะคนวัยเดียวกัน ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่านี่คือความล้มเหลวของเรานะคะ แต่ละคนต่างก็มีช่วงเวลาผลิบานแตกต่างกันไป เพราะเราต่างก็มีปัจจัยและเงื่อนไขในชีวิตที่แตกต่างกัน
ข่าวร้ายคือเราไม่อาจรู้ได้ว่าวันไหนเราจะสำเร็จแบบคนอื่นบ้าง แต่ข่าวดีแบบสุดๆ คือเราสามารถสำเร็จได้แม้จะเริ่มช้ากว่าคนอื่นค่ะ ซึ่งคีย์สำคัญของความสำเร็จนั้นคือการฝึกฝนอย่างตั้งใจ สม่ำเสมอ และเป็นระบบ หรือที่เรียกว่า Deliberate Practice ที่คิดค้นโดยนักจิตวิทยาชื่อดัง Anders Ericsson นั่นเองค่ะ
🌻 Deliberate Practice คืออะไร?
Deliberate Practice หรือการฝึกฝนโดยเจตนา คือการฝึกฝนอย่างมีเป้าหมาย มีสมาธิ และตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอค่ะว่าเราเดินมาถึงจุดไหนของเป้าหมายแล้ว การฝึกฝนแบบนี้เราจะรู้แน่นอนว่าเรากำลังฝึกเพื่ออะไร ฝึกยังไง เพื่อให้เราไม่เดินหลงทางไปไหนค่ะ
🌈 Deliberate Practice วัดกันที่ระยะเวลาการฝึกหรือเปล่า?
เคยได้ยินกฎ 10,000 ชั่วโมงของ Malcolm Gladwell ที่กล่าวในหนังสือ Outlier มั้ยคะว่าถ้าเราอยากจะเป็นที่สุดของรุ่น เราต้องฝึกฝนอย่างน้อย 10,000 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยหลายคนก็บอกค่ะว่าจริงๆ แล้ว ตัวเลข 10,000 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่ Magic Number ที่ต้องใส่ใจขนาดนั้น เพราะความสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับการทำซ้ำๆ ย้ำๆ ในระยะเวลานาน แต่ขึ้นกับความตั้งใจและระเบียบวินัยของเราค่ะ
🎯 Deliberate Practice เสกได้ทุกอย่าง?
ต้นทุนของแต่ละคนมีไม่เท่ากันก็จริง ทั้งพันธุกรรม เงินทอง มันสมอง จึงไม่ได้หมายความว่าเราจะสำเร็จตามใจปรารถนาจากการ Work hard เสมอค่ะ แต่การที่เราฝึกฝนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เท้าของเราขยับเข้าถึงฝั่งฝันทีละนิด แน่นอนว่าย่อมดีกว่าคนที่มีต้นทุนแต่ใช้ไม่เป็นจนเสียโอกาสนะคะ
🌅 Deliberate Practice ทำยังไง?
1️⃣ หาแรงจูงใจ หาสิ่งที่สนใจอยากพัฒนา
หนึ่งในสิ่งสำคัญก่อนเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจังคือการค้นหาว่าความสนใจของเราอยู่ตรงไหน และอะไรกันที่เราจะทุ่มเทแรงกายแรงใจได้อย่างสุดชีวิตค่ะ อาจจะเป็นทั้งสิ่งที่เราทำได้ดีแต่อยากทำให้ดีกว่าเดิม หรือเป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ดีเลยก็ได้ เพราะถ้าเราไม่มีแรงจูงใจในสิ่งนั้นมากพอ เราอาจจะล้มเลิกกลางทางได้นั่นเองค่ะ
2️⃣ ตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง
Deliberate Practice จะสำเร็จได้เร็วมากขึ้นก็ต่อเมื่อเรากำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนค่ะ แต่แทนที่จะตั้งเป้าใหญ่ๆ ให้ซอยเป้าหมายนั้นออกเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ บรรลุเป้าเล็กๆ นั้นไปเรื่อยๆ อย่าง Benjamin Franklin นักคิดนักเขียนคนสำคัญของอเมริกาเขาตั้งเป้าใหญ่ไว้ค่ะว่าตัวเองจะต้องเป็นนักเขียนที่เก่งให้ได้เพื่อลบคำสบประมาทของพ่อ
Franklin ตั้งคำถามว่าเขาบกพร่องที่ตรงไหน จากนั้นก็เริ่มศึกษางานเขียนดังๆ ทีละบรรทัด ก่อนจะเขียนงานในหัวข้อเดียวกันด้วยภาษาของตนเอง เขาจึงเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองต้องพัฒนาเป็นอันดับแรกคือ ‘คำศัพท์’ ค่ะ จากนั้น Franklin ก็โฟกัสไปที่การศึกษาคำศัพท์ให้กว้างขวางขึ้น ก่อนที่จะพัฒนาการเขียนของตัวเองในแนวทางอื่นต่อไปค่ะ
จากตัวอย่างของ Franklin เรานำมาปรับใช้กับตัวเองได้ง่ายๆ แบบนี้ค่ะ สมมติถ้าเราอยากทำขนมปังยีสต์ธรรมชาติให้เก่งๆ เราอาจจะแบ่งเป้าหมายเล็กๆ ไว้หลายระดับค่ะ เริ่มจากเป้าแรกคือทำความเข้าใจเรื่องสัดส่วนขนมปังและการชั่ง ตวง วัด เมื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงจะทำตามเป้าต่อไปคือทดลองทำขนมปังจากยีสต์ผงทั่วไปดูก่อน ก่อนที่จะตั้งเป้าต่อๆ ไปไม่ว่าจะเรื่องการนวดขนมปัง การควบคุมอุณหภูมิ ไปจนถึงการเลี้ยงยีสต์ค่ะ
3️⃣ ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
เคยสังเกตมั้ยคะว่าเวลาเราเริ่มเล่นกีฬาอะไรก็ตาม หรือแม้แต่ออกกำลังกายก๊อกแก๊กตามประสา ถ้าเราเริ่มฝึกแล้วหยุดไปนาน เมื่อกลับมาเล่นอีกครั้ง เราจะพบว่าสกิลการเล่นและร่างกายของเราไม่สู้เท่าเดิมเท่าไหร่ มันจะเหนื่อยง่าย เมื่อยง่ายไปหมด
เช่นเดียวกับการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาค่ะ การฝึกฝนโดยเจตนาเพื่อให้เราสำเร็จถึงฝั่งฝันนั้นอาศัยความสม่ำเสมอสูงมาก อย่างคนที่ทำขนมปังยีสต์ธรรมชาติเก่งๆ นั้นแทบจะทำขนมปังทุกวันเลยค่ะ และกว่าจะได้ขนมปังที่ขึ้นรูปสวยงาม ทุกคนต่างก็มีขนมปังที่พังแล้วพังอีกหลายร้อยก้อนแล้วทั้งนั้นค่ะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เจ้าของร้าน ‘From Scratch’ ที่ดังใน Tiktok ซึ่งเคยเล่าว่ากว่าจะทำขนมได้ทุกอย่างและประสบความสำเร็จในการเปิดร้านได้ขนาดนี้ เธอฝึกทำขนมเกือบทุกชนิดตั้งแต่อายุ 12 ปี เลยนะคะ
กับเรื่องที่ดูเหมือนจะไร้สาระและต้องพึ่งดวงคือเรื่องการชิงโชคทั้งจากหวยและช่องทางอื่นๆ ค่ะ แอดเคยอ่านข้อความหนึ่งของคนที่มักจะได้รางวัลจากการชิงโชคอยู่เสมอค่ะว่าคนอื่นอาจจะมองว่าเขาได้ของรางวัลมาเพราะโชคช่วย แต่รู้หรือเปล่าว่ากว่าจะได้มา เขาต้องเฝ้าส่งหมายเลขไปชิงโชคกี่ครั้งกัน ทำเอาแอดเซอร์ไพรส์ไปเลยค่ะว่ากับเรื่องโชคยังต้องอาศัยความสม่ำเสมอเลยเหรอเนี่ย
4️⃣ เมื่อถึงเวลาฝึกก็ฝึกอย่างมีสมาธิ
จากข้อที่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทุ่มเวลาในแต่ละวันให้สิ่งนั้นๆ ไปตลอดนะคะ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการฝึกฝนอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน ความถี่ 3-5 วันต่อสัปดาห์ แล้วเอาเวลาที่เหลือไปพักนั้นดีกว่าการตะบี้ตะบันฝึกวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไปค่ะ การฝึกฝนโดยเจตนาจึงขึ้นกับสมาธิเวลาฝึกด้วยนั่นเอง
อย่างนักจิตวิทยา Ericsson ผู้คิดค้นการฝึกนี้ก็พบค่ะว่านักไวโอลินเก่งๆ ในสถาบันดนตรีชั้นนำนั้นจะฝึกไวโอลินวันละเพียงหนึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้นแต่พวกเขาจะฝึกแบบนี้ ‘ทุกวัน’ ซึ่งมีผลต่อความชำนาญของพวกเขามากๆ และยังดีกว่าฝึกวันละหลายชั่วโมงแต่เว้นไปหลายวันค่ะ
5️⃣ เก็บฟีดแบ็กจากคนรอบตัวมาพัฒนา
เมื่อเราทำบางอย่างไปเรื่อยๆ เราอาจหลงลืมหรือมองไม่เห็นข้อบกพร่องไปเลย ฟีดแบ็กจากคนอื่นๆ จึงช่วยให้เราเห็นว่าเราจะปรับปรุงหรือฝึกฝนอะไรได้อีกบ้างเพื่อให้เป้าหมายบรรลุนั่นเองค่ะ
ถ้าเราอยากทำขนมปังให้อร่อยขึ้น ลองให้คนรอบตัวหรือคนที่ทำขนมปังเก่งๆ ช่วยชิมและแนะนำค่ะ ถ้าเราอยากเขียนให้เก่งขึ้น ลองให้หนอนหนังสือใกล้ตัวช่วยติงานของเราก็ได้ค่ะ ที่สำคัญ ข้อนี้ใช้ได้สุดๆ กับนักศึกษาฝึกงานหรือ First jobber นะคะ ถ้าเราอยากทำงานเป็นและทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ลองเปิดรับความเห็นจากพี่ๆ ในที่ทำงานแล้วนำมาแก้ไขค่ะ
ถ้ามีพรสวรรค์แต่ใช้ไม่ถูกต้องก็ยังต้องแพ้ให้พรแสวงนะคะ ความสำเร็จของคนอื่นที่เราเห็นอาจไม่ได้ได้มาอย่างง่ายดายแต่เต็มไปด้วยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและตั้งใจทั้งนั้นค่ะ เราอาจจะไม่สำเร็จในวันนี้ แต่ถ้าเรามีเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างตั้งใจ ฝึกฝนอย่างเต็มที่ และไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน สักวัน ผลตอบแทนของคนที่มุ่งมั่นก็จะกลับมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งค่ะ
XSELF ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองให้สำเร็จได้ในที่สุดนะคะ✨
ติดตามทิปส์การสื่อสาร การพัฒนาตัวเอง และเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ ให้คุณรู้วิธีพูด ปรับแอทติจูดได้ และใช้ภาษากายได้ยอดเยี่ยมกับ XSELF ได้ ผ่านทางช่องทางเหล่านี้
Facebook / YouTube : XSELF
Instagram : xself.official

31/10/2022

‘อยากเอวสับไฟลุก’ ‘อยากขาเล็กกว่านี้’ ‘อยากมีซิกแพ็กกับเขาบ้าง’ ‘ถ้าผอมกว่านี้คงมีแฟนไปแล้ว’
เชื่อว่าทุกคนคงเคยรู้สึกไม่พอใจกับร่างกายของตัวเองบ้าง แม้แต่กับคนที่มีรูปร่างงดงามในสายตาคนอื่นก็อาจมีบางส่วนของร่างกายที่ไม่ชอบอยู่ดีใช่มั้ยคะ จนเวลาจะลงรูปในโซเชียลมีเดียก็ต้องแต่งแล้วแต่งอีก บางคนถึงกับไม่ลงรูปตัวเองไปเสียอย่างนั้น
ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพราะมาตรฐานความงามที่สังคมพร่ำบอกว่าเราต้องหุ่นแบบนั้น ต้องแซ่บแบบนี้ จนเราพลอยเกลียดรูปร่างของตัวเองไปเลย บางคนถึงกับอดอาหารอย่างไม่ถูกต้อง ออกกำลังกายอย่างหนักจนร่างกายโทรม กระทั่งรู้สึกซึมเศร้าเพราะพยายามทุกวิธีแล้วก็ไม่สามารถมีหุ่นในอุดมคติได้จนรู้สึกล้มเหลวไม่เป็นท่า
XSELF เข้าใจความรู้สึกเกลียดร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดีเลยค่ะ และรู้ซึ้งจากใจจริงว่ามันไม่เฮลตี้กับจิตใจของเราแม้แต่น้อย จึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Body Positivity และ Body Neutrality แนวคิดเกี่ยวกับร่างกายที่จะช่วยให้เรามองตัวเองในมุมใหม่นั่นเองค่ะ
👍 Body Positivity คืออะไร
Body Positivity หรือความคิดเชิงบวกเกี่ยวกับร่างกายของตนเองคือแนวคิดที่เชื่อว่าทุกคนมีภาพลักษณ์ที่ดี สวย หล่อได้ไม่ว่าสังคมจะมองยังไง เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกไม่ดีกับตัวเลขบนตาชั่ง เราไม่จำเป็นต้องพยายามฟิตหุ่นหลังคลอด เราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายถ้าไม่อยาก เพื่อให้คนกลับมารักและยอมรับรูปร่างของตนเอง ตั้งตำถามกับมาตรฐานความงามอันไม่สมจริงและสื่อโฆษณาที่สร้างความงามอันอุดมคติค่ะ
⁉️ ปัญหาของ Body Positivity
Body Positivity ช่วยให้ทุกคนมั่นใจและรักตัวเองมากขึ้นจริงๆ ค่ะ แถมสื่อโฆษณาต่างๆ ก็เริ่มเปิดกว้างให้กับรูปร่างที่หลากหลายมากขึ้น แต่ไอเดียนี้ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่าอาจจะ Toxic รึเปล่า เพราะหนึ่งในแนวคิดนี้คือไม่ว่าเราจะน้ำหนักเกินมาตรฐานแค่ไหน เราก็ควรรู้สึกดีกับตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกาย ทั้งยังสามารถกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อไปได้
อีกประเด็นทางใจคือหลายคนยังบอกด้วยค่ะว่าไอเดียนี้ยิ่งทำให้รู้สึกแย่มากขึ้น เพราะมันเป็นการพยายามปิดบังความคิดลบๆ ด้วยการพยายามมองโลกในแง่ดี ทั้งที่จริงแล้วเราไม่เคยยอมรับร่างนี้จริงๆ แถมการพร่ำบอกให้คนรักรูปร่างของตัวเองก็ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมเราผูกติดคุณค่าของคนกับรูปร่างภายนอกมากกว่าสิ่งอื่นใด
👉 สู่ Body Neutrality
เพราะแบบนี้ Body Neutrality หรือความคิดกลางๆ เกี่ยวกับร่างกายของตนเองจึงเกิดขึ้นค่ะ นั่นคือจะดีกว่ามั้ยถ้าเราไม่ต้องพยายามคิดบวกกับร่างกายของตัวเอง ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ แต่หันกลับมามองว่าเราจะรักร่างนี้สุดๆ ไม่รักมัน หรือรักมันแค่บางส่วนก็ได้ เพราะร่างกายก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของตัวตนเราเท่านั้น การที่เราจะอ้วน ผอม หรือรูปร่างแบบไหนก็ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเรามีคุณค่าน้อยหรือมากกว่าใครๆ นะคะ
ไม่จำเป็นต้องบอกว่าเราสวยเริ่ดเชิ่ดแบบ Body Positivity แต่เคารพและยอมรับร่างกายแบบที่มันเป็น ถ้าเราขาใหญ่เพราะพ่อแม่ให้มาซึ่งเราไม่ชอบเลย เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนพันธุกรรม เพียง ‘รู้เท่าทัน’ ว่าเรามีมันอยู่และพยายามสร้างสมดุลที่ดีระหว่างอาหารและการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีนั่นเองค่ะ
How to ใช้สองเพื่อนซี้ Body Neutrality และ Body Positivity ให้เรารักตัวเองมากขึ้น
แม้ Body Positivity จะถูกตั้งคำถามจากสังคม แต่มันก็ช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองได้จริงๆ นะคะ เพียงแต่เราก็ควรจะมี Body Neutrality เพื่อดึงตัวเองไม่ให้โฟกัสกับรูปร่างมากเกินไปค่ะ
1️⃣ บอกรักตัวเองเมื่อรู้สึกรัก และปรับความคิดเมื่อรู้สึกเกลียด
ถ้าวันไหนรู้สึกรักตัวเองมากเป็นพิเศษนั่นชี้ว่าเรากำลังมี Body Positivity อยู่ค่ะ และเมื่อเกิดความรู้สึกนี้แล้ว ก็ต้องใช้อย่างถูกวิธีด้วย เริ่มจากเลือกส่วนที่เราชอบขึ้นมาและบอกกับตัวเองว่าเรารักส่วนนั้นๆ มากแค่ไหน เช่น ฉันรักสะโพกของตัวเองสุดๆ หรือเสื้อตัวนี้เข้ากับแขนของฉันสุดๆ
แต่หากวันไหนที่รู้สึกไม่ดีกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย ให้เราลองพิจารณาร่างกายของเราในเชิงฟังก์ชั่นมากกว่าความงดงามค่ะ เช่น เมื่อมีความคิดว่าฉันไม่ชอบขาใหญ่ๆ ของตัวเองแม้แต่น้อย ก็ให้ลองมองว่าเจ้าขาคู่นี้พาเราไปเที่ยวมากี่ที่ต่อกี่ที่กันนะ หรืออาจจะมองว่าแต่ขาใหญ่ๆ คู่นี้ก็ไม่ได้บอกว่าเราจะไม่ควรค่าแก่การถูกรักสักหน่อย เพราะคุณค่าของเรามีมากกว่านั้นตั้งเยอะนี่นา
2️⃣ รีเซ็ตโซเชียลมีเดีย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลมีเดียมีผลกับเรามากแค่ไหน เราจึงควรค่อยๆ เลือกติดตามคนที่จะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองนะคะ เช่น แทนที่จะติดตามนางแบบเอวสับ ซึ่งทำให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับเขาและทำให้เรายึดติดแต่ผลลัพธ์ เราก็อาจติดตาม Vlog One Day With Me ของคนที่พยายามมีชีวิตเฮลตี้ๆ นอกจากเราจะค่อยๆ ซึมซับชีวิตประจำวันแบบนั้นจนอยากจะลองทานอาหารหรือออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างแล้ว เราก็จะเห็นกระบวนการระหว่างสร้างหุ่นหรือสร้างสุขภาพที่ดีว่าเราจะรีบเร่งไม่ได้
3️⃣ เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับรูปร่าง
เป็นเหมือนกันใช่มั้ยคะที่มักจะเก็บเสื้อผ้าที่เคยใส่ได้เอาไว้ในตู้ เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาใส่มันได้ แต่เสื้อผ้าเหล่านี้อาจทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองหนักกว่าเก่า ลองหยิบตัวที่ไม่ได้ใส่มาเป็นปีไปบริจาคแล้วหาเสื้อผ้าสบายๆ มาใส่ก็อาจจะเวิร์กนะคะ เพราะนั่นจะทำให้เรากดดันตัวเองน้อยลงและรู้สึกดีกับร่างกายในปัจจุบันของเราได้มากขึ้น
4️⃣ ตั้งเป้าหมายเพื่อสุขภาพ มากกว่าเพื่อรูปร่างเป๊ะปัง
ถ้าไถ Tikitok ของคนที่มีชีวิตเฮลตี้หลายๆ คลิป เราจะเห็นจุดร่วมของหลายคนที่แรกเริ่ม พวกเขาลดน้ำหนักเพราะอยากสวยหุ่นดีซึ่งนั่นจะทำให้รู้สึกท้อแท้และรู้สึกแย่กับตัวเองได้ง่ายๆ หากไม่สามารถลดน้ำหนักได้ตามเป้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขากลับมาดูแลตัวเองอีกครั้งโดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้ตัวเองสุขภาพดียิ่งขึ้น เดินแล้วไม่หอบง่าย หรือจะได้ถ่ายคล่องท้องไม่อืด เมื่อนั้นแหละค่ะ ชาว Tiktok เหล่านี้ก็จะรู้สึกรักตัวเองมากขึ้นและกลับมากินดี ออกกำลังกายดีแบบยั่งยืนเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
เรียกว่าเป็นการนิยามการกินดีเพื่อ ‘สุขภาพ’ ของ ‘ตัวเอง’ ไม่ใช่เพื่อ ‘หุ่นปังๆ’ ของ ‘สังคม’ และเป็นการนิยามการออกกำลังกายใหม่ว่าเรากำลังออกกำลังกายเพื่อให้เรา ‘มีส่วนร่วม’ กับร่างกายของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อ ‘เปลี่ยนแปลง’ สิ่งที่เราเป็นนั่นเองค่ะ
เมื่อเราปรับความคิดเรื่องสุขภาพได้แล้ว เราจะไม่ได้อยากทานผักแบบตะบี้ตะบันเพื่อลดน้ำหนักซึ่งจะทำให้บางคนรู้สึกฝืน แต่เราจะอยากทานผักแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อปรับสมดุลร่างกาย และเราไม่อยากออกกำลังกายหนักหน่วงจนท้ออีกต่อไป แต่จะเริ่มออกกำลังกายทีละนิดทีละหน่อยเพื่อให้เวลาทำกิจกรรมนอกบ้านแล้วไม่เหนื่อยหอบ หรือมีสุขภาพดีแบบยั่งยืนนั่นเองค่ะ
💕 การปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเองเป็นเรื่องยากแต่ทำได้ค่ะ เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความอดทน XSELF จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มีความรู้สึกแบบนี้อยู่ ลองมองว่าการมี Body Positivity และ Body Neutrality ไม่ใช่เป้าหมายที่เราต้องบรรลุ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆ เรียนรู้และปรับใช้กับตัวเองตลอดชีวิต แล้วสักวันหนึ่ง เราจะหันกลับมาเคารพร่างกายของเราในแบบที่มันเป็นได้อย่างแท้จริงค่ะ
ติดตามทิปส์การสื่อสาร การพัฒนาตัวเอง และเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ ให้คุณรู้วิธีพูด ปรับแอทติจูดได้ และใช้ภาษากายได้ยอดเยี่ยมกับ XSELF ได้ ผ่านทางช่องทางเหล่านี้
Facebook / YouTube : XSELF
Instagram : xself.official

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok