Smart Logistics Training
29/04/2022
ต่อไปเป็นสินค้าขนาดใหญ่ครับ หรือ Oversized cargo ครับ ส่วนมากสินค้าประเภทนี้จะโดนเหมารวมกับ Heavy Cargo ไปด้วยนั่นเองครับ เพราะส่วนใหญ่ถ้าใหญ่ก็มักจะหนักนั่นเอง
การขนส่งสินค้า Oversized เนี่ย ถ้าส่งทางเรือไม่ค่อยมีปัญหาครับ เพราะเราจะมีอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการรองรับอยู่แล้ว อีกอย่าง เรือมีขนาดใหญ่และรับน้ำหนักได้มากด้วยครับ ซึ่งทางเรือเนี่ย เราจะขนกันทางตู้คอนเทนเนอร์ที่เรียกว่า Open top หรือ Flat rack ครับ
Open top ก็ชื่อตรงตัวคือเปิดด้านบน มีไว้สำหรับใส่สินคาที่ไม่สามารถขนเข้าไปทางประตูตู้คอนเทนเนอร์ทั่วๆไปได้ครับ ส่วน Flat rack ก็คือเป็นแค่โครงฐานตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนที่เป็นสินค้ามักจะเกินออกไปด้านข้างและด้านบนครับ
เวลาเราขนเราก็จะคิดค่าขนส่งไม่เหมือนกันกับตู้คอนเทนเนอร์ปกติ เพราะเวลาขนตู้ open top ก็จะหมายถึงเสียพื้นที่ด้านบนไปครับ เราจำเป็นต้องวางตู้ opentop ไว้ข้างบน หรือไม่ก็ถ้าวางไว้ข้างล่างด้านบนจะซ้อนไม่ได้นั่นเองครับ
ส่วนตู้ flat rack จะมีทั้งเกินด้านข้าง และเกินด้านบน เราจะเรียกภาษา freight กันว่า Over width / Over Height นั่นเองครับ ซึ่งเวลาคำนวณค่าขนส่ง สายเรือมักจะคำนวณพื้นทีที่เสียประโยชน์ว่าถ้าขนไปแล้วอยู่ด้านล่าง จะต้องเสียพื้นที่วางตู้คอนเทนเนอร์ช่องไหนไปด้วยแล้วพอคำนวณได้แล้วว่าจะต้องเสียพื้นที่วางตรงไหนไปบ้างก็เอามาคำนวณค่าระวางสินค้าครับ
👍อย่าลืมกดไลค์ กดติดตามเพื่อรับข่าวสารความรู้ดีๆ
รอพบกับคอร์สหน้านี้เร็วๆนี้นะครับน้องๆ 😃😃😃
#ความรู้ฟรีทุกวัน7โมงเช้า
#จ่ายน้อยแต่ได้มาก
#คอร์สที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง
#ความรู้คู่Contribution
สินค้าที่ขนส่ง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. สินค้าธรรมดา (General Cargo) เป็นสินค้าทั่วไปที่ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการปฏิบัติตามขั้นตอน การขนส่งปกติ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ของตกแต่งบ้าน ของเล่นเด็ก
2. สินค้าพิเศษ (Special Cargo) เป็นสินค้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษตามคุณลักษณะของสินค้าแต่ละชนิด มิฉะนั้นอาจเกิดการเสียหาย และนำมาซึ่งการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อส่งสินค้าไปทดแทนสินค้าประเภทนี้ได้แก่ สัตว์มีชีวิต อาหารหรือผลไม้สด ของมีค่า ทั้งนี้สินค้าที่ส่งทางอากาศจะต้องมีหีบห่อที่แข็งแรงทนต่อสภาพการขนส่ง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของ กล่องกระดาษ กระเป๋าเดินทาง ซอง ถุง กระสอบ กรง ลัง เป็นต้น โดยต้องมีฉลากติดอยู่บนหีบห่อสินค้า ซึ่งฉลากที่ ต้องมีนั้น มีอยู่ 2 ชนิด คือ
1. ฉลากจำเป็น เป็นฉลากที่ใช้ตรวจสอบว่าสินค้าที่ทำการขนส่งเป็นของผู้ใด โดยจะต้องมีข้อมูลชื่อ ที่อยู่ของผู้ส่งและผู้รับ
ตลอดจนชนิดและปริมาณของสินค้าที่ชัดเจน
2. ฉลากเพิ่มเติม เป็นฉลากที่ติดเพิ่มเติมเพื่อให้พนักงานของสายการบินหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าสินค้าที่ผู้ส่ง ออกทำการขนส่งนั้นควรจะต้องดูแลในระดับใดจึงจะเหมาะสม ตัวอย่างของฉลากเพิ่มเติม เช่น
- Fragile หรือฉลากแก้วแตก ฉลากในลักษณะนี้จะชี้ให้เห็นว่าสินค้าภายในหีบ ห่อนั้นสามารถแตกเสียหายหรือชำรุดได้โดยง่าย
-Live Animal หรือฉลากสัตว์มีชีวิต
-This Side up แสดงว่าผู้ดูแลควรจะตั้งหีบห่อสินค้าขึ้นตามลูกศรที่ชี้ขึ้น
-Dangerous Goods หรือสินค้าอันตราย แสดงให้เห็นว่าต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะเป็นสินค้าจำพวกของเหลวที่อาจติดไฟได้ วัตถุเป็นพิษ หรือวัตถุที่ สามารถระเบิดได้
-Perishable หรือสินค้าที่เน่าเสียได้ง่าย แสดงว่าต้องจัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม
กฎเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทางอากาศ ต้องปฏิบัติ มีดังนี้
- ต้องติดฉลากจำเป็น แสดงชื่อ ที่อยู่ของผู้ส่งและผู้รับ ตลอดจนชนิดและปริมาณ สินค้าโดยชัดเจน
- ต้องบรรจุสินค้าในหีบห่อและภาชนะที่แข็งแรงเหมาะสมกับการขนส่ง โดยต้องไม่ชำรุดเสียหายง่ายและต้องไม่เกิดความเสีย
หายหรือเป็นอันตรายต่อชีวิต ทรัพย์สินหรือสินค้าอื่นๆที่ไปพร้อมกับเที่ยวบิน
- ต้องจัดหาและส่งมอบเอกสารที่จำเป็นไปกับสินค้าด้วย โดยบรรจุในซอง ที่จัดเตรียมไว้ให้และติดไปกับหีบห่อของ สินค้า
- ต้องยินยอมให้บริษัทการบินตรวจสอบสินค้าและเอกสารที่ส่งไปพร้อมกับสินค้า
- หากเป็นสินค้าอันตราย (Dangerous Goods) ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ Dangerous Goods Regulation อย่างเคร่งครัด
👍อย่าลืมกดไลค์ กดติดตามเพื่อรับข่าวสารความรู้ดีๆ
รอพบกับคอร์สหน้านี้เร็วๆนี้นะครับน้องๆ 😃😃😃
#ความรู้ฟรีทุกวัน7โมงเช้า
#จ่ายน้อยแต่ได้มาก
#คอร์สที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง
#ความรู้คู่Contribution
20/04/2022
MSDS หรือ Material Safety Data Sheet คือ เอกสารที่ระบุข้อมูลเบื้องต้นของสินค้าของผู้ส่ง เช่น ส่วน/สารประกอบ วิธีการขนส่ง วิธีการดูแล ป้องกัน และ อื่นๆ ที่จำเป็น ของสินค้าตัวนั้น
MSDS เอกสารตัวนี้สำคัญอย่างไร กับการขนส่ง?
ตัวเอกสารจะมีคำอธิบายประกอบอยู่หลายเรื่อง แต่ที่สำคัญกับการขนส่งคือ จะบอกว่าสินค้าตัวนี้ต้องดูแลยังไงนั่นเอง ผู้ส่งสามารถดูเลข UN No., Class และ ระดับของ Package ได้ที่ข้อ 14 ของเอกสารนี้ และ ดูรายละเอียดอื่นๆ ได้อีกในหลายๆ ข้อ ซึ่งในการขนส่งก็จะสำคัญที่ข้อ 14 และ รายละเอียดอีกนิดหน่อย เช่น จุดวาบไฟ หรือ การดูแลเมื่อสารเคมีรั่วไหล เป็นต้น
จะเอามาจากไหน ?
เอกสารฉบับนี้ทางโรงงานต้องเป็นผู้ออกเอกสาร นั่นคือ ผู้ผลิตต้องจัดทำเอกสารตัวนี้ให้เรียบร้อย เป็นมาตราฐาน หากสั่งของกับโรงงานใด ที่ไม่มีก็สันนิษฐานได้เลยว่าไม่ได้ผลิตเอง แต่เอกสารตัวนี้สามารถขอได้จากผู้ผลิตตัวจริง หากสินค้าไม่มี MSDS ประกอบ เรือก็จะไม่รับสินค้าขึ้นเรือเช่นกัน
ใช้ยังไง ?
เวลาที่จะขนส่งสินค้าอันตรายจำพวก สารเคมี หรือ วัตถุที่สามรถระเบิด หรือ ติดไฟ เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สิ่งแวดล้อมได้ ต่างๆ สายเรือจะขอเอกสารตัวนี้ ผู้ส่งสินค้ามีหน้าที่ยื่นเอกสารให้สายเรือไปตรวจ ซึ่งบางที่อาจจะให้ผู้ส่งสินค้ากรอกแบบฟอร์มด้วยตัวเอง แต่ปกติ Freight forwarder สามารถทำแทนได้ ขอแค่ให้มี MSDS ที่สมบูรณ์
แต่บางกรณีถึงผู้ส่งสินค้าจะมี MSDS แล้วก็ไม่สามารถส่งสินค้าได้ สินค้าบางตัวถึงมีเอกสารตัวนี้ บางสายเรือ สายการบินก็ไม่รับส่งสินค้าเช่นกัน
👍อย่าลืมกดไลค์ กดติดตามเพื่อรับข่าวสารความรู้ดีๆ
รอพบกับคอร์สหน้านี้เร็วๆนี้นะครับน้องๆ 😃😃😃
#ความรู้ฟรีทุกวัน7โมงเช้า
#จ่ายน้อยแต่ได้มาก
#คอร์สที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง
#ความรู้คู่Contribution
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
ศูนย์ฝึกอบรม Smart Logistics Training
Bangkok
10400