D Ripple
24/12/2023
‘สำเร็จได้!’ แม้จะเริ่มช้ากว่าคนอื่น
คุณเคยได้ยินเรื่อง “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ของหนังสือ ‘The Outlier’ ไหม?
กฎ 10,000 ชั่วโมง ก็คือ ทฤษฎีที่ Malcolm Gladwell เคยอธิบายไว้ในหนังสือ ว่าด้วยจำนวนชั่วโมงในการฝึกฝนทักษะและการทำงานจน “เชี่ยวชาญ” แต่ถ้าเป็นแค่เรื่องของระยะเวลาที่ฝึกฝนอย่างที่ Malcolm Gladwell ว่าไว้จริง แล้วทำไมคนที่เพิ่งตั้งใจฝึกเพียงกีตาร์เพียงไม่กี่ปี ถึงมีฝีมือทัดเทียมหรืออาจดีกว่าคนที่ฝึกกีตาร์มานานเป็นปีแล้วได้? หากเป็นเช่นนั้นแล้วแสดงว่า เรื่องการฝึกฝนทักษะจนเชี่ยวชาญอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของระยะเวลาอีกต่อไปหรือเปล่า…
“Deliberate Practice” คือ การฝึกฝนแบบตั้งใจสุดๆ และเป็นการฝึกฝนอย่าง “ช้าๆ เป็นระบบ” แต่ ว่า “เต็มที่” นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมคนที่ฝึกเรื่อยๆ แต่ใส่แรง 50% จึงได้ผลลัพธ์น้อยกว่าคนที่ทุ่ม 100% ในระยะเวลาที่เท่ากัน เช่น นาย A เล่นเปียโนนาน 2 ชั่วโมงทุกวันเป็นระยะเวลา 2 ปี แต่ตั้งใจเล่นอย่างเต็มที่ จึงมีความสามารถในการเล่นเปียโนดีกว่า นาย B ที่เล่นเปียโน 2 ชั่วโมงทุกวันเป็นระยะเวลา 2 ปีเท่ากัน แต่ใส่ความตั้งใจไปแค่ 50% ดังนั้น คุณภาพของการฝึกจึงสำคัญพอๆ กับจำนวนเวลาในการฝึก
วันนี้เราก็มีองค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เกิด Deliberate Practice ขึ้นได้ โดยแบ่งเป็น 3 กระบวนการ และ 2 แนวความคิดดังนี้
‘3 กระบวนการ’ ที่ส่งเสริม Deliberate Practice
1. ต้องมีการตั้งเป้าหมาย (Goal Setting)
โดยให้เราลองออกแบบสิ่งที่จะทำหรือฝึก โดยแบ่งเป้าหมายออกมาให้เป็น ‘ทักษะย่อย’ หรือ Subskill ให้มากที่สุด ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะการซอยย่อยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ทำให้เกิดความมุ่งมั่นและความชัดเจนในการเข้าถึงเป้าหมายมากขึ้น เช่น ความ “อยากเล่นกีตาร์เก่ง” เป็นเป้าหมายใหญ่ และ การจับคอร์ดให้ได้ เป็นเป้าหมายย่อย จากนั้นเล่นคอร์ดเดิมซ้ำๆ หรืออาจจะเป็น เป้าหมายใหญ่ คือ การทำขนมอร่อย เป้าหมายย่อย คือ การตีไข่ขาวให้ขึ้นฟู ซึ่งก็ต้องอาศัยการตีซ้ำๆ จนขึ้นรูปฟูสวย
2. โฟกัสกับเรื่องนั้นๆ 100% (Practice with Focus)
หลังจากได้ทักษะย่อยแล้ว ก็นำมันมาเป็นตัวตั้ง แล้วฝึกอย่างเต็มที่ โดยอาจต้องตัดสิ่งรบกวนรอบข้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น ปิดโทรศัพท์มือถือ ไปอยู่ในที่ๆ ไม่มีคนรบกวน หรือ บอกคนอื่นก่อนว่าห้ามรบกวนในระหว่างฝึกฝน
3. ได้รับ Feedback และทำ Reflection (Get Feedback and Reflect)
เพราะ Feedback คือ การสะท้อนจากภายนอก จากผู้อื่น ขณะที่ Reflection คือ การสะท้อนภายในตัวเอง เช่น อาจารย์ที่สอนเราให้ความเห็นว่าเราฝึกมาแล้วเป็นยังไง หลังจากนั้นเราก็เอาการสะท้อนเหล่านั้นมาดูว่าการฝึกฝนเท่าที่เราทำมามันไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้ไหม แล้วหาจุดอ่อนที่จะพัฒนาต่อไปได้
กระบวนการทั้ง 3 นี้ นับเป็นวงจร ที่เมื่อเราทำตาม 1 – 3 แล้ว เราก็วันกลับไปข้อ 1 ใหม่เพื่อพัฒนาไปให้ใกล้เป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ
‘2 แนวความคิด’ ที่ส่งเสริม Deliberate Practice
1. Motivation หรือ แรงผลักดันที่จะทำให้เรารู้ว่า ทำไมเราถึงทำสิ่งนั้น
2. Commitment หรือ ความพร้อมที่จะลงมือทำซ้ำๆ ไปพร้อมกับความน่าเบื่อได้
การมีสองแนวความคิดนี้ควบคู่ไปด้วยกัน จะทำให้เราไม่คาดหวังกับตัวเองว่าจะต้องพัฒนาในทันที เพราะเราจะต้องอาศัยระยะเวลาในการพัฒนา และเมื่อเราลดความคาดหวังกับผลลัพธ์แบบพลิกฝ่ามือนี้แล้ว เราจะไปโฟกัสกับกระบวนการมากขึ้น และการฝึกฝนไปเรื่อยๆ โดยอาศัยระยะเวลาในการทำอะไรสักอย่าง อาจไม่ได้ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่การใส่ความตั้งใจเข้าไปให้เต็มที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการฝึกฝนทักษะนั้นๆ ได้
ดังนั้นก่อนจะฝึกฝนทักษะใหม่ครั้งต่อไป ไม่ต้องห่วงว่าคุณเริ่มเร็วหรือช้ากว่าคนอื่น แค่ใส่ความตั้งใจลงไปให้เต็มที่ เพื่อที่คุณได้เชี่ยวชาญทักษะนั้นๆ ได้ไวขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
24/12/2023
ฉันทำ การตลาดแบบบ้าคลั่ง
ส่งผลให้ธุรกิจ "โตแบบบ้าคลั่ง"
บางทีต้องลองออกจากสิ่งเดิม ๆ
คุณแค่ต้องหาวิธีที่ได้ผล และลุยไปเลย
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะได้ยินคำแนะนำที่ซ้ำเดิมเหมือนกันมาตลอดว่า ต้องมีเวลาพักผ่อน กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง แต่ในโลกใบนี้ผู้คนกลับทำตรงกันข้าม เพราะยังไงก็ตาม คนส่วนใหญ่ชอบเค้กช็อกโกแลตมากกว่าบรอกโคลีอยู่แล้ว
ถึงอย่างนั้น คนก็ยังคงเชื่อคำแนะนำเหล่านั้นอยู่ดี แม้จะไม่ทำตามก็ตาม
Joy Gendusa ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ PostcardMania มองว่าคำแนะนำที่พูดต่อ ๆ กันมาส่วนหนึ่งแล้ว มันไม่ได้ทำให้คนอื่นเข้าใจง่ายเสมอไป พวกเขาจึงไม่สามารถทำตามได้ แต่ในมุมมองของธุรกิจแล้ว มีคำแนะนำหนึ่งที่ง่ายมาก และเป็นจริงเสมอในโลกธุรกิจคือ “ยิ่งคุณทำการตลาดมากเท่าไร คุณก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น”
ข้อพิสูจน์ที่ได้ค้นพบว่าการตลาดมีผลต่อความสำเร็จในธุรกิจจริงที่เธอได้ค้นพบด้วยประสบการณ์ตัวเองคือ "การตลาดที่ดี สามารถเอาชนะคู่แข่งได้”
เธอยกตัวอย่างว่า
O งบประมาณการตลาดของ PayPal ที่มีรายได้ 6.55% ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น 7% ในปีงบประมาณ 2023
O บริษัท Atlassian เพิ่มงบการตลาด 15-16% ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น 26% ในปีงบประมาณ 2023
O Asana ทุ่มงบการตลาดกว่า 78.3% ส่งผลให้รายได้เติบโต 45% เมื่อเทียบเป็นรายปีในปี 2023
นั่นแสดงให้เห็นว่า นิ่งคุณให้งบประมาณกับด้านการตลาดมากเท่าไหร่ ผลกำไรของคุณก็จะเติบโตมากขึ้นเท่านั้น
เช่นเดียวกับธุรกิจของเธอเองที่สามารถเติบโตมาได้อย่างทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งแล้วเธอเรียกมันว่า “การทำการตลาดแบบบ้าคลั่ง” ที่สามารถทำให้ PostcardMania กลายเป็นบริษัทจาก 0 ที่ทำรายได้ 97 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 3,393 ล้านบาท)
บางคนอาจคิดว่าการใช้เงินกับการตลาดเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่สำหรับ Joy Gendusa มันคือหนทางที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาได้รวดเร็วและเป็นไปทางที่ดีขึ้นมากที่สุด
แม้โลกของธุรกิจจะหยุดลงด้วยวิกฤติ
แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องหยุดทำการตลาดให้ธุรกิจตัวเอง
ในขณะที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังเจอปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกว่าทุกปี บางบริษัทก็ตัดสินใจลดงบหรือหยุดการทำการตลาดลง ซึ่งเธอกลับมองว่านั่นคือการตัดสินใจที่ผิด เพราะมันเหมือนกับว่า คุณกำลังหยุดแหล่งรายได้ของตัวเองลง
ตัวอย่างเช่น Coca-Cola ลดการใช้จ่ายด้านการตลาดลง 35% และเป็นผลให้ Pepsi มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยทาง Pepsi รักษาการใช้จ่ายทางการตลาดเท่าเดิมในปี 2020 และจบลงด้วยรายได้เติบโต 4% ซึ่งทำให้พวกเขามีผลประกอบการที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปีถัดไป
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อาจมองว่างบการตลาดเป็นงบที่ค่อนข้างสิ้นเปลือง หลายองค์กรจึงลดงบลงทุกปี หรือตัดงบออกไป แต่นั่นอยู่ที่คุรเลือกแล้วว่าอยากจะเป็นองค์กรแบบ Coca-Cola หรือ Pepsi แต่สำหรับ Joy Gendusa เธอเลือกที่จะเป็นแบบ Pepsi ที่ยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม เดินหน้ากับการทำการตลาด จนกระทั่งมันส่งผลให้รายได้และการเติบโตขององค์กรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)
———
“ก้าวต่อไป เริ่มต้นที่นี่”
Next Step Begins Here
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน
#ไปให้ถึง100ล้าน
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
51 Sukhumvit Soi 24, Klongton, Klongtoei
Bangkok
10110