Exclusively4Mom

Exclusively4Mom

แชร์

29/05/2022

#ครอบครัวในฝัน กับความจริงอันแตกต่าง

การที่คนเราสองคนจะมาใช้ชีวิตร่วมกันให้ยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันไม่เหมือนตอนเราเด็กๆ ได้ดูนิทาน เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซินเดอริลลา เจ้าหญิงนิทรา ที่ตอนจบมักจะจบว่า เจ้าหญิง กับเจ้าชาย ได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป, แหม ช่างเป็นนิยายหลอกเด็กให้มีความฝันเกี่ยวกับ การสร้างครอบครัวที่น่าเจ็บใจ จริงๆ เพราะว่าชีวิตคู่ นั้นมันผสมปนเป ทั้งความสุข ทุกข์ เจ้าผู้ชายที่นอนข้างๆ เราเนี่ย บางครั้งก็เหม็นเหล้ากลับมา ตัวก็ใหญ่คับเตียง แถมยังนอนกรนเสียงดังให้รำคาญ อีกต่างหาก ยังไม่รวมเวลาอารมณ์ไม่ดี พูดจาไม่เข้าหู เฮ้อ มันไม่เห็นจะรูปงาม อ่อนโยนเหมือน ตอนจีบกันใหม่ๆ เลย

ตอนคบกันก็เป็นเจ้าชาย แต่พอแต่งแล้ว ดั้นกลายเป็นเจ้านายหน้ายักษ์อยู่ในบ้านเรา นี่หากคุณได้แต่งงานกับคนชาติเดียวกัน ก็ยังมีปัญหาเรื่องความเข้าใจกัน ผู้ชายมักไม่ค่อยสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กลับมองเป็นเรื่องจุกจิก หากแต่ผู้หญิงเรากลับสนใจในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นคำพูดเล็กๆ น้อยๆ สีหน้า หรือความรู้สึกต่างๆ ที่อยากให้เขาสนใจ และเข้าใจ แต่คุณผู้หญิงขาาา หากคุณจะหาคนที่เข้าใจคุณ รักคุณ ทนุถนอมคุณจนวันสุดท้ายของชีวิต ละก็ ชาตินี้ก็หาไม่ได้ ต่อให้ชาติหน้าก็เถอะค่ะ ลองถามตัวคุณเองก่อนเถอะค่ะ ว่า คุณเข้าใจตัวคุณเองดีหรือยัง ก่อนที่จะให้คู่ชีวิตคุณมาเข้าใจคุณ ยิ่งถ้าแต่งข้ามชาติกันยิ่งเข้าใจยากขึ้นไปอีก ผู้หญิงเราจะเข้าใจ หรือไม่ว่า ผู้ชาย เป็นอย่างไร ต้องการอะไร เชื่อเถอะค่ะ ผู้หญิงกับผู้ชายนั้น ธรรมชาติสร้างมาให้แตกต่าง ไม่เพียงแต่สรีระ แต่รวมถึงสมอง และวิญญาณ เราไม่มีทางที่จะเข้าใจเขาได้ทั้งหมด และเราคงไม่จำเป็นต้องให้เขามาเข้าใจเราทั้งหมดหรอกค่ะ

เมื่อชีวิตครอบครัวคุณเริ่มขึ้น นั่นหมายความว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณจะได้เจอสิ่งอะไรมากมาย ที่มันอาจทำให้คุณ ทุกข์ใจ โศกเศร้า เหงา แต่บางครั้งก็สุข บางครั้งก็สงบ ในขณะที่บางครั้งจะวุ่นวาย มันคือนิยายอีกเรื่องที่กำลังจะเริ่มขึ้น แต่คุณผู้หญิงคะ ครึ่งนึง ของความทุกข์ สุข เศร้า เหงา ทั้งหลาย คุณเป็นตัวละครอยู่ในนั้น คุณเป็นคนทำให้เกิดขึ้น อย่าคาดหวังมากเกินไปว่า ต่อไปนี้ชีวิตคุณจะมีแต่สิ่งที่ดีๆ แต่ขอให้เตรียมพร้อม กับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่กำลังจะเกิด และคุณนี่แหละ เป็นตัวทำให้มันเกิดขึ้น จงแสวงหาแต่สิ่งที่ดีๆ ให้ตัวคุณเองและคู่ของคุณ แต่ไม่ต้องหวังให้เขาทำอะไรให้คุณมากมาย จงให้ ให้ และก็ให้ คุณจะสามารถอิ่มใจได้กับการให้ และอีกไม่นานคุณก็จะเป็นแม่คน ซึ่งความวุ่นวายอีกอย่างก็จะเริ่มขึ้นอีก แต่จงภูมิใจเถอะค่ะ ที่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง คุณมีโอกาสทำอะไร ได้เยอะแยะมากมาย เลยค่ะ และ จงภูมิใจว่าเราได้เกิดมาเป็นผู้หญิงทั้งที ขอได้เทำหน้าที่ของความเป็นผู้หญิงให้สมบูรณ์เถอะ ก็คือการได้เป็น เมีย และ แม่นี่เหละ สุดแสนจะคุ้มกับการที่ได้เกิดมาตั้งชาตินึง

แหม อุตส่าห์เกิดมาพร้อมกับ รังใข่ และมดลูกที่ธรรมชาติให้เรามา จะไม่ใช้มันให้มีประโยชน์ก็กะไรอยู่นา จะขึ้นคานกันอยู่ใย เรามาแต่งงานและมีลูกกันดีกว่านะคะ คุณแม่ และว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย…..

18/02/2022

#เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ #นมแม่

แปลกดีนะ มนุษย์เรานี่ บางครั้งมีของดีอยู่กับตัวแต่ไม่รู้ กลับไปเอาสิ่งที่ไม่ดีเข้าหาตัว.. ถ้าใครคิดจะเลี้ยงลูกด้วยนมผสมขอให้คิดดีๆ หลายๆตลบเลยนะคะ.. ถ้าจะเปรียบให้เห็นชัดๆ ก็คือ หากบ้านของคุณมีทะเลอยู่ตรงหน้า แล้วทุกวันมีกุ้ง ปลาว่ายเข้ามาให้จับกินได้อย่างง่ายดาย.. คุณจะขับรถไปอีกสิบกิโล เพื่อเข้าซุปเปอร์มาเก็ตแล้วซื้อกุ้งปลาแช่แข็ง (ซึ่งอาจจะแช่มาแล้วเป็นเดือน) มาทำอาหารไหมคะ?

การที่คุณแม่ชงนมผสมให้ลูกกินทั้งๆที่ เต้าคุณแม่ก็อยู่กับตัวนี่.. มันก็เหมือนกันนั่นแหละ... แม่บางคนที่ไม่มีความมั่นใจก็บอกว่า “แม่ไม่มีน้ำนมค่ะ” แม่ที่รักความงามอาจจะพูดว่า “แม่กลัวนมหย่อนค่ะ” แม่ที่รักการงานมากก็อาจจะกล่าวว่า “ต้องฝึกไว้เผื่อแม่ไปทำงานค่ะ” ส่วนแม่ช่างคำนวณก็พูดว่า “ให้นมแม่ก็ไม่รู้ว่าลูกดื่มไปเท่าไหร่” ดิฉันอยากจะบอกว่า ไม่มีแม่คนไหนที่มีนมให้ลูกไม่พอแน่นอนค่ะ ธรรมชาตินั้นสร้างมาให้มีความสมดุลในชีวิต.. สังเกตซิคะ ช้างป่า, วัว, แมว หรือ แม้แต่สุนัข ยังมีนมเพียงพอให้ลูกเลย.. และมนุษย์ในสมัยโบราณ ที่ไม่มีนมผง ก็เลี้ยงลูกเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นบรรพบุรุษของเราได้จนทุกวันนี้ เขาก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องนมแม่ไม่พอเลยค่ะ...

ดิฉันมีเทคนิคการให้นมแม่มาแบ่งปันกันในที่นี้ค่ะ
1. อย่ากังวลกับขนาดนม.. นมเล็ก นมใหญ่ นมไข่ดาว.. ไม่เกี่ยวกับการสร้างน้ำนมเลยค่ะ..
2. ต้องให้ลูกดูดบ่อยๆเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนม ช่วงเดือนแรกอาจจะดูเหมือนน้ำนมน้อย ก็ไม่ต้องกังวล ให้ลูกดูดไปเรื่อยๆ ทุกๆ สองสามชั่วโมง ร่างกายจะปรับตัวผลิดน้ำนมให้เพียงพอแน่นอนค่ะ
3. ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักลูกลดลงในช่วงสองสัปดาห์แรก เพราะการที่น้ำหนักลูกลดลง เป็นธรรมชาติของเด็กที่ต้องปรับตัวในการออกมาจากครรภ์มารดา ไม่ใช่เพราะนมแม่ไม่พอค่ะ หลายคนเข้าใจผิดว่านมไม่พอ ลูกเลยน้ำหนักลด.. พาลจะไปชงนมอยู่เรื่อยค่ะ
4. ไม่ต้องสลับการให้นมระหว่างนมแม่กับนมผสม เพราะยิ่งสลับ ยิ่งไม่ดี กับทั้งแม่และลูก ไม่ดีกับแม่ในแง่การผลิตน้ำนมจะลดลง เพราะ มื้อที่ให้นมผสม ลูกจะไม่ได้ดูดกระตุ้นนมแม่ ไม่ดีกับลูกในแง่การย่อยโปรตีน ที่ไม่เหมือนกัน ร่างกายลูกต้องปรับตัวมากมายในการย่อยโปรตีนนมในนมผสม
5. รับประทานอาหารดีๆ ยิ่งกว่าช่วงตั้งครรภ์อีก เพราะสารอาหารจะเข้าไปอยู่ในน้ำนมของคุณแม่
6. ดื่มน้ำมากๆ เน้นนะคะ ว่ามากจริงๆ ปรกติดิฉันเป็นคนไม่ค่อยดื่มน้ำ แต่ช่วงที่ให้นมลูกดิฉันดื่มน้ำ แทบจะตลอดวัน คือนึกออกก็ดื่ม นึกออกก็ดื่ม โดยเฉพาะน้ำอุ่นๆ ค่ะ เป็นตัวเร่งและเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำนมคู่กับอาหารที่คุณแม่รับประทาน
หากคุณแม่ทำตามหกข้อนี้รับรองได้ค่ะ น้ำนมต้องพอแน่นอน.. อดทนช่วงแรกนิดนึง พอเลยเดือนนึงไปแล้วน้ำนมจะมาแบบที่ว่า เอาไปบริจากให้ลูกคนอื่นได้ด้วยหล่ะค่ะ

ถ้าคุณแม่จะถามเรื่องการปั้มนม.. ดิฉันอยากจะบอกว่าถ้าไม่จำเป็นไม่ควรปั้มค่ะ.. ถ้าคัดจริงๆ แล้วลูกดูดไม่ทันอาจจะใช้วิธีบีบออกมาก็ได้ค่ะ..
ส่วนเรื่องที่กลัวลูกจะติดนมแม่ ไม่ยอมดูดขวดเวลาแม่ไปทำงาน.. คุณแม่ก็อาจจะบีบนม ใส่ขวดฝึกให้ลูกดูดดูบ้างก็ได้ค่ะ แต่ควรจะเป็นนมคุณแม่ที่อยู่ในขวดนะคะ อย่าไปเอานมผสมมาให้ลูกดื่มเลยค่ะ...
ทำไมถึงไม่อยากให้คุณแม่ให้นมผสมกับลูกทราบไหมคะ.. เพราะว่านมผสมทุกยี่ห้อ เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะผลิตนมให้ใกล้เคียงกับนมแม่มากที่สุด แต่รู้ไหมคะ ไม่มีแม้แต่ยี่ห้อเดียวที่ผลิตได้เหมือนกับนมแม่.. พูดง่ายๆ นมคนก็เอาไว้เลี้ยงคน.. นมวัว( ส่วนใหญ่นมผสมจะสกัดโปรตีนมาจากนมวัว) ก็ควรเอาไปเลี้ยงวัวนะคะ ปัจจุบันยิ่งอาการหนักเข้าไปอีก มีการผลิตนมแพะ นมแกะ นมหมู นมหมา ( อันนี้ดิฉันเติมไปเองนะคะ) ระวังเลี้ยงลูกไปจะกลายเป็น แพะ แกะ ไปนะคะ (ฮา...) สำหรับดิฉันนะคะ ตัวดิฉันอยู่ตรงนี้ นมก็อยู่กับตัวที่นี่ อย่านะ ใครอย่าบังอาจ เอาสารสังเคราะที่ไร้ชีวิตชีวา มาใส่ในปากลูกชั้นเป็นอันขาด...ฮึ่มม....

16/01/2022

#ความรู้สึกของความเป็นแม่ครั้งแรก ( #กำเนิดลูก #กำเนิดแม่)

คุณๆทั้งหลายที่ไม่ได้เป็นแม่ นะคะโดยเฉพาะคุณพ่อ.. อาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าก่อนที่จะเป็นคุณแม่นั้น คุณแม่ผ่านความกลัว กังวล และตื่นเต้นมามากมาย.. ไม่มีใครเคยเป็นแม่มาก่อนนี่คะ..อยู่มาวันนึง มารู้ตัวว่ามีใครก็ไม่รู้มาอยู่ในท้องของเรา.. ไม่ได้อยู่เฉยๆด้วย.. มากินอาหารด้วยกัน..ทุกวันทุกวันก็โตขึ้นเรื่อยๆอยู่ในท้อง แถมวันดีคืนดี มาเตะท้องเราเล่นซะอีก... พออยู่มาวันนึงก็ออกมาจากท้องเรา แล้วทุกคนก็มาตราหน้าว่าเราเป็นแม่.. แง.. แล้วฉันจะทำไงล่ะเนี่ยะ.. แถมมีความคาดหวังมากมายจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะคุณพ่อ (อีกแล้ว) ว่าเป็นแม่ต้องหยั่งโง้น หยั่งงี้.. หรือแม้แต่ตัวลูกเอง..

ลูกอาจจะคิดว่า ก็ผมไม่ได้อยากเกิดมานี่ แม่กับพ่อเป็นคนให้ผมเกิดมา.. ทำไมผมจะต้องรับผิดชอบด้วย ทำไมสังคมจะต้องคาดหวังให้ผมจะต้องกตัญญู และเชื่อฟัง ด้วย.. หนอยแน่ะ.. ไอ้ลูกชาย.. พอโตขึ้นมันรู้มาก.. มาบอกกับแม่ว่า “แม่ครับ แม่บอกผมว่าการเกิดในศาสนาพุทธ มันเป็นทุกข์ ผมไม่ได้อยากเกิดมานะครับ...แม่กับพ่อต่างหากที่ทำให้ผมเกิดมา ทำให้ผมมีทุกข์ แล้วทำไมทุกคนถึงบอกว่าพ่อแม่มีบุญคุณ.. จะมีบุญคุณได้ยังไงครับก็เอาทุกข์มาให้ผม.. ทั้งๆที่ผมไม่ได้เลือก” ลูกรัก..ใจหนึ่งแม่ก็อยากเตะลูกเหลือเกินกับคำพูดนี้ แต่อีกใจนึงก็คิดว่าลูกช่างหลักแหลมเหลือเกิน.. สิ่งที่แม่อยากจะบอกกับลูกในวันนี้อยากให้ลูกฟังดีๆนะจ๊ะ..

แม่ก็ไม่รู้และไม่ได้กำหนดการเกิดมาของลูก ทั้งนี้ พ่อกับแม่ตกลงปลงใจจะอยู่ด้วยกัน นอนเตียงเดียวกัน และก็ แฮะแฮ่ม.. มีกิจกรรมอะไรกัน แล้วอยู่ๆลูกก็จุติลงมาในท้องแม่.. แม่ก็กลัวเหลือเกิน. ว่าแม่จะเป็นแม่ได้ไหม..แม่จะทำหน้าที่ได้ไหม..แม่จะดูแลลูกได้ไหม..แม่มีความกังวลมากมายเหลือเกิน..... ในวันที่แม่ให้กำเนิดลูกนั้น..เป็นวันที่แม่ได้เกิดเป็นแม่.. เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีใครเรียกว่าแม่.. ดังนั้นวันที่ลูกเกิดมา แม่ก็ได้กำเนิดขึ้นมาเหมือนกัน.. เราเกิดมาพร้อมกัน ลูกได้กำเนิดมาเป็นหนึ่งชีวิต ส่วนแม่จากเป็นผู้หญิงคนหนึ่งก็ได้กำเนิดมาเป็นแม่.. อยากให้ลูกเข้าใจว่าแม่ก็เพิ่งเริ่มชีวิตของการเป็นแม่ เราต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน.. เรียนรู้กันและกัน..

แม่ต้องเรียนรู้จากลูกว่าลูกกิน นอน อยู่ เล่น อย่างไร ลูกต้องการอะไร ลูกร้องไห้ทำไม ลูกไม่อึเพราะอะไร ลูกตัวร้อนต้องทำอย่างไร.. แม่ก็อาจมีบุญคุณกับลูกในแง่เลี้ยงดูลูกมา.. ลูกเองก็มีบุญคุญกับแม่ในการให้โอกาสที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้กำเนิดความเป็นแม่ขึ้นมา..นะลูกนะ
ลูกจ๋า..แม่จะบอกว่าเราเผชิญชะตากรรมด้วยกัน..ที่จะต้องเป็นแม่เป็นลูกกันจนชีวิตจะหาไม่.. ลูกไม่สามารถปฎิเสธแม่ได้ และแม่ก็ไม่สามารถปฎิเสธลูกได้เช่นกัน.. ดังนั้น เราจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไปอย่างนี้ตลอดไป... รักลูกเสมอ..

11/12/2021

#ประสบการณ์ในห้องคลอด 4

ลูกคนที่ 4

หลังจากผ่าท้องคลอดมา 3 ครั้ง และครั้งที่สามก็เป็นการทำคลอดที่ระทึกเช่นกัน เนื่องจากผังผืดที่มดลูกจนเป็นเหตุให้ครั้งที่สามก็ยากเย็นแสนเข็ญ กับการคลอดในต่างแดนแล้ว.. ครั้งนี้ครั้งที่ 4 ดิฉันเลือกโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพ และ หมอที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในการผ่าท้องคลอด.. คุณหมอก็น่ารักมากซักประวัติดิฉันซะพรุนเลย แถมยังแสดงความกังวลอย่างออกนอกหน้า หลังจากทำการอุลตร้าซาวด์ช่วงท้องแก่เพื่อจะดูทางหนีทีไล่ เอ้ยไม่ใช่ดูรายละเอียดว่าจะผ่าท้องกันยังไง.. ปัญหาคือ ดิฉันต้องเดินทางช่วงท้องแก่ 8 เดือน คุณหมอก็ยอมเซ็นอนุญาตให้เดินทางได้ ก่อนเดินทางกลับเมืองไทย 1 วัน คุณสามีก็อยากพาลูกๆ ทั้งสามคน ไปดิสนีย์แลนด์ โดยเฉพาะลูกสาวอายุ 3 ขวบ ยังไม่เคยไปก็เลยจัดเต็ม.. คุณแม่ก็ต้องเดินทั้งวัน บางครั้งวิ่งตามลูก ลืมตัวไปว่าตัวเองท้องแก่.. เหนื่อยพอดูเลยล่ะ

วันรุ่งขึ้นก็ขึ้นเครื่องบิน บินกลับกรุงเทพฯ เที่ยวบินนี้ใช้เวลาประมาณ 6 ช.ม. บินไปได้ประมาณสองชั่วโมงเศษๆ ดิฉันรู้สึกเหมือนกับมีน้ำออกมาทางช่องคลอด.. “โอ้....อย่านะ..อย่าเพิ่งนะ..” ดิฉันก็พยายามคิดในแง่ดีเข้าไว้.. “ยังน่า... ตามกำหนดอีกตั้งเกือบเดือนแน่ะ.. น่าจะเป็นฉี่ที่อาจจะเล็ดลอดออกมา..” ว่าแล้วดิฉันก็นั่งนิ่ง ไม่กล้าขยับตัว..ไม่กล้าลุกไปห้องน้ำด้วย.. 4 ชั่วโมงแห่งความลุ้นระทึก.. เมื่อเครื่องบินลงจอด พอดิฉันลุกขึ้นจากที่นั่งก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่ฉี่แน่นอน.. มันเป็นน้ำที่ออกมาจากมดลูกแน่นอน ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าน้ำเดิน.. ดิฉันแจ้งคุณสามีว่า “สงสัยต้องไปโรงพยาบาลแล้วล่ะค่ะ”

และแล้ว จากสนามบินก็ตรงไปที่ ร.พ.โดยทันที ถึงโรงพยาบาลช่วงเย็นๆ ของวันที่ 5 มกราคม ปัญหาก็คือ ดิฉันดันเป็นหวัด มีน้ำมูกมากมายอีกด้วย “แล้วตรูจะผ่าตัดได้เหรอเนี่ยะ“ คุณหมอเข้ามาตรวจดิฉันแล้วบอกว่า พรุ่งนี้เช้าจะทำการผ่าตัดคลอดตั้งแต่เช้ามืดประมาณหกโมงเช้า..คืนนี้ให้พยายามพักผ่อน..

ก่อนผ่าตัดคุณหมอมีอาการตื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด คุณหมอเอาเอกสารมาให้เซ็น ในเอกสารนั้นเขียนว่า หากระหว่างการผ่าตัดมีอะไรที่ไม่ปรกติ ดิฉันยินยอมให้คุณหมอเอามดลูกออกได้เลย.. ดิฉันก็เลยถามคุณหมอว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะต้องเอามดลูกออก คุณหมอตอบว่าเคสของคุณน่าจะผ่ายากมากๆ หมอจะพยายามรักษามันไว้ไม่เอาออก แต่ถ้าจำเป็นจริงๆเท่านั้น ดิฉันจึงยอมเซ็นชื่อไปให้แต่โดยดี.. ในห้องผ่าตัดโดยการบล็อกหลังครั้งนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นดี โดยไม่ต้องตัดมดลูกแต่อย่างใด แต่ดิฉันสังเกตเห็นพยาบาลเดินเข้าออกก่อนทำการผ่าตัด พร้อมชาร์ทแบตมือถือในห้องผ่าตัด ยังกะห้องพักผ่อนแน่ะ..... อืมม.. ดูแล้วไม่ค่อยโปรเลยนะคะคุณพยาบาล.. และแล้วหลังจากนั้นไม่นาน ลูกชายคนเล็กของดิฉันก็ลืมตาดูโลกมาในวันที่ 6 มกราคม อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งดิฉันไม่ได้เอะใจเลยว่าการผ่าตัดครั้งนั้นมันมีผลตามมาอีกมากมายกับร่างกายของฉัน.... ซึ่งจะเล่าต่อในบทต่อๆไป

อย่างน้อยที่สุดฉันก็ยังมีอวัยวะครบถ้วน รวมถึงมดลูกที่ทำงานหนักมาหลายครั้งในการอุ้มท้อง แต่ แผลผ่าตัดครั้งนี้คุณหมอได้ทำการผ่าแบบบนลงล่าง ซึ่งแผลเก่านั้นผ่าแบบซ้ายไปขวา.. พอดิฉันเห็นท้องของตัวเอง ก็อยากจะร้องไห้เพราะ มันเหมือนมีเครื่องหมายบวก ใหญ่ๆ อยู่บนหน้าท้องอันไม่ค่อยจะงดงามของดิฉัน ราวกับจะให้จดจำเหตการณ์สำคัญนี้ตลอดไป “ เออ ชั่งมันเหอะ..ชาตินี้คงไม่ได้โชว์หน้าท้องให้ใครเห็นแล้วหล่ะ..ชั้นคงไม่ไปเข้าคลาสเต้นระบำหน้าท้อง ( belly dancing) อย่างแน่นอน“😘😘😘😘

01/10/2021

#ประสบการ์ณในห้องคลอด (1)
ถ้าจะพูดในแง่ของประสบการ์ณ แล้ว จะบอกว่า โชคดีรึปล่าวที่ ดิฉันได้มีโอกาส 4 ครั้ง 4 คราในห้องคลอดที่สภาพเวดล้อมแตกต่างกันทั้ง 4 ครั้ง.. สามารถพูดได้เลยว่า หนังคนละ ม้วน ต่างสถานที่ ต่างโรงพยาบาล ต่างหมอ ต่างอารมณ์ ต่าง สภาพแวดล้อม.. อยากบอกใครๆ ว่า โชคดีฉิบ ได้มีประสบการณ์สุดยอดขนาดนี้.. ว่าแล้ว ตามกันมาดูว่า แต่ละครั้งเป็นอย่างไร

ลูกคนแรก... คลอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร... ความจริงแล้วฝากท้องกับอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงในกรุงเทพ.. แต่คุณหมอคนไข้เยอะมาก.. เจอกันครั้งนึง ไม่ถึง 5 นาที ครั้งสุดท้ายก่อนกำหนคลอดประมาณ 3 สัปดาห์ คุณหมอจับๆ ท้อง แล้วบอกว่า “คุณคลอดเองไม่ได้หรอก ต้องผ่าอย่างเดียว, นัดมาได้เลย สะดวกวันไหน ที่จะผ่าท้อง” ดิฉันกลับบ้านไปด้วยความสับสน เพราะมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะคลอดธรรมชาติ.. แหม.. อ่านหนังสือมาก็เยอะ มีทั้งคลอดในน้ำ คลอดที่บ้าน คลอดแล้วยังไม่ตัดสายสะดือ... อะไรต่างๆ มากมาย.. ดิฉันต้องการอะไรที่ธรรมชาติที่สุด แต่คุณหมอตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว... “ต้องผ่าท้องหรือนี่???” ว่าแล้วก็ไปปรึกษากับสามีคนดี ก็ได้ความเห็นว่า “ไม่ดี ไม่ดี คลอดธรรมชาดิดีกว่า” “งั้นเราไปหา second opinion” ว่าแล้วเปลี่ยน โรงพยาบาล กะทันหัน ไปอีกที่นึง คุณหมอตรวจเสร็จก็บอกว่า “ผมว่าน่าจะมีโอกาส คลอดเองได้นะ ถึงแม้ เชิงกรานจะเล็กไปหน่อย แต่ก็ยังพอมีโอกาส ไม่ต้องผ่าท้อง” ลืมบอกไปว่าดิฉันสูง 154 ซม. น้ำหนักก่อนท้อง 45 กิโล นับว่าเป็นคนตัวเล็ก.. แต่ เจนเนอเรชั่นคุณยาย ก็ตัวเล็ก แต่มีลูกตั้ง 7 คน แถมคลอดกับหมอตำแยที่บ้าน ส่วนแม่ซึ่งตัวเล็กกว่าดิฉันก็มีลูก 4 คน ทั้งสองเจนเนอเรชัน ก็คลอดเองได้หมด ดิฉันก็เลยไม่เชื่อว่าจะคลอดเองไม่ได้

ว่าแล้วเราก็เปลี่ยนโรงพยาบาล เปลี่ยนหมอโดยฉับพลัน ก่อนคลอดเพียง 2 สัปดาห์กว่า.. ชีวิตก็ดำเนินต่อไป อย่าง ลุ้นทุกวัน กำหนดครบ 40 สัปดาห์วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.อย่าไปรู้เลย.. ไม่อยากบอก เพราะมันผ่านมานานแล้ว.. คุณสามีก็ทำงานหนัก กลับดึกเป็นประจำ เพราะเขาเพิ่งเปิดบริษัทใหม่ ก็เข้าใจว่างานเยอะ.. แต่ก็คิดหวั่นๆ ว่า ถ้าปวดท้องคลอดขึ้นมาแล้วสามีไม่อยู่จะทำยังไง...

ด้วยเดชะบุญอะไรก็ไม่รู้ จนถึงวัน ที่ 10 สิงหาคม ก็ยังไม่มีวี่แววที่ลูกจะอยากออกมาลืมตาบนโลก... วันนั้นสามี (ว่าที่ คุณพ่อ) กลับบ้านเร็ว.. หลังมื้ออาหารเย็นไม่นานก็เริ่มอาการ เจ็บท้องเป็นรอบๆ... โอะโอ้ว.. ลูกอยากออกมาแล้วหล่ะซิ.. ครั้งแรก คิดว่าปวดเตือน แต่ปรากฏว่า มันเริ่มถึ่ขึ้นเรื่อยๆ.. เอาหล่ะซิ.. ของจริงแล้วมั้ง.. ว่าแล้วก็เก็บข้าวของ เสื้อผ้า ไปโรงพยาบาล.. คุณหมอก็เข้ามาดูแล อย่างดี “ปากมดลูกเริ่มเปิดแล้วครับ” ยังไงรอให้เปิดมากกว่านี้นะครับ” “4เซ็นแล้วครับ” ว่าแล้วดิฉันก็ทนปวดซึ่งมันถึ่เรื่อยๆ เวลามันช่างยาวนานเหลือเกิน จนเกือบจะสว่างแล้ว หมอก็มาดูเป็นระยะ.. “ปากมดลูกเปิด 8 เซ็นแล้ว แต่เด็กยังหัวสูงอยู่เลยครับ” แล้วยังไงหล่ะคะหมอ.. ปวดจะแย่อยู่แล้ว “เดี๋ยวรออีกนิดนึง....” อูย.. ทำไงดีหล่ะเนี่ยะ ชั้นจะคลอดได้ไม๊เนี่ยะ... “เอางี้ หมอจะเจาะถุงน้ำคร่ำดูเผื่อหัวเด็กจะลงมา” ว่าแล้วหมอก็ทำอะไรกับ ดิฉันบางอย่าง.. น่าจะตัดหรือทำอะไรให้น้ำคร่ำมันออกมา แล้วคุณหมอก็หายไปอีก เวลาผ่านไปอีกเท่าไรก็ไม่รู้แต่สำหรับดิฉันประมาณ เหมือนชาตินึงเลย.. เพราะเจ็บมาก..แต่ก็ยังอดทน เพราะเห็นหน้าลูกน้อยลอยมาอยู่ตรงหน้า คุณหมอก็มาดูอีกครั้งแล้วพูดว่า “หัวเด็กยังไม่ลงเลย.. น้ำ ก็จะแห้งแล้ว มันจะแย่ทั้งลูกทั้งแม่ ผมว่า ผ่าดีกว่าครับ” และได้ยินหมอคุยกับสามี… ดิฉันก็เริ่มเบลอ.. แต่ความรู้สึก เสียใจ ผิดหวัง เพราะตั้งใจจะคลอดเอง แล้วอดทนเจ็บมาทั้งคืนแล้ว.. ตกลงตูต้องผ่าหรือนี่???

ว่าแล้วได้ยินคุณหมอบอกพยาบาลให้เตรียมผ่าคลอด ทันใดนั้นไอ้ความเจ็บปวดที่ตรูอดทนมาทั้งคืนก็เป็นอันไม่มีประโยชน์ใดๆ พอถึงตรงนี้.. ก็รู้สึกเจ็บท้องอย่างสุดซึ้ง แทบจะครวญครางออกมา...คูนน...หมอ...ว่าแล้ว สุดท้าย ก็ได้ผ่าจนได้... คุณหมอเตรียมอุปกรณ์ ฉีดยาชาเข้าสันหลัง (บล็อกหลัง) ดิฉันรู้สึกตัวทุกอย่าง ได้ยินเสียงมีดกระทบเนื้อ.. มีเพียงม่านที่กั้นระหว่าง อก กับท้องเป็นตัวกั้น ไม่ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น.. เพียงไม่นาน ได้ยินเสียงทารกร้อง แง้วๆ .. โอ้ว.. เหมือนเสียงสวรรค์ของแม่.. ลูกแม่.... แม่ดีใจเหลือเกิน.. พยาบาลล้างตัวลูก..อุ้มมาให้ดิฉันดู ทารกน้องตัวแด้งแดง.. หลับตาอยู่.. แต่ปากร้องเสียงดังเหลือเกิน.... ในที่สุดลูกก็ออกมาแล้ว.. ลูกรักของแม่แม่จะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด.. ดีใจที่สุดในชีวิต.. ลูกชายคนแรกของแม่.....

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ทีมทำอาหาร

เสื้อผ้า

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Wireless Road
Bangkok
10330