Kit mongkol
23/05/2022
UPDATE: กูรูทองฟันธง ‘ทองคำขาลง’ เหตุเงินไหลกลับเข้าสู่ดอลลาร์ ด้านกองทุน SPDR เทขาย 45 ตันในเดือนเดียว
ผู้เชี่ยวชาญตลาดทองคำฟันธง ราคาทองคำเข้าสู่เทรนด์ขาลง รับแรงกดดัน Fed เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยดึงเงินไหลกลับเข้าสู่เงินดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ทั้งกองทุน SPDR และธนาคารกลาง เริ่มส่งสัญญาณขาย เพื่อตุนเงินสดเสริมสภาพคล่อง พร้อมแนะทยอยเข้าสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวและเน้นลงทุนระยะยาว
ราคาทองคำตั้งแต่ต้นปีจนปัจจุบันยังอยู่ในโซนบวก โดยปรับเพิ่มขึ้น 1% ล่าสุด ณ วันที่ 20 พฤษภาคม อยู่ที่ 1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากดูราคาย้อนหลัง 3 เดือน พบว่าราคาทองคำปรับตัวลดลง 3.5% และย้อนหลัง 1 เดือน ราคาทองคำปรับลดลง 7%
จรณเวท ศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายแนะนำการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวราคาทองคำในช่วงนี้ถูกกดดันจากปัจจัยลบเรื่องแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นหลัก โดยล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวย้ำว่า Fed จะไม่ลังเลที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลให้ Dollar Index แข็งค่า และเป็นสาเหตุหลักที่ราคาทองคำไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้
“แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกในเรื่องของการมีสถานะเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ แต่จากนี้ไปเชื่อว่าราคาทองคำจะไม่ตอบรับปัจจัยบวกด้านนี้มากนัก” จรณเวทกล่าว
จรณเวทกล่าวว่า ทางฝั่งผู้ลงทุนรายใหญ่อย่างกองทุน SPDR ก็เริ่มส่งสัญญาณขายทองคำมากขึ้น โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมนี้ กองทุน SPDR ขายทองคำสุทธิ 45 ตัน ซึ่งเป็นการขายที่แรงและเร็วเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/65 ที่มีการเข้าซื้อสุทธิตลอดไตรมาส แบ่งเป็นเดือนมกราคม ซื้อสุทธิ 38.6 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ ซื้อสุทธิ 12.73 ตัน และเดือนมีนาคม ซื้อสุทธิ 64.45 ตัน ส่วนเดือนเมษายน สัญญาณซื้อสุทธิเริ่มชะลอ แต่ก็ยังคงซื้อสุทธิที่ 3.11 ตัน
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ประเมินว่าทองคำเริ่มเข้าสู่ขาลงแล้ว โดยประเมินแนวโน้มในระยะหนึ่งเดือนจากนี้ว่ายังคงปรับลดลงต่อเนื่อง แต่ระหว่างทางอาจมีการรีบาวด์กลับขึ้นมาในระยะสั้นๆ โดยมองแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และประเมินปรับเป้าหมายราคาทองคำปี 2565 เป็น 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์
“ระดับราคาที่ 1,800 ดอลลาร์ ไม่ได้มองเป็นนัยสำคัญ และเชื่อว่าราคาสามารถหลุดระดับ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ภายในวันเดียว เนื่องจากค่าเฉลี่ยความผันผวนของราคาทองคำอยู่ที่ 30 ดอลลาร์ต่อวัน และหากหลุดระดับ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็มองแนวรับถัดไปรอบ 1 เดือนที่ 1,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนภาพระยะยาวไปถึงสิ้นปียังมองเป็นเทรนด์ขาลง และปรับเป้าหมายเป็น 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์”
สำหรับคำแนะนำการลงทุน แนะนำให้มีทองคำในพอร์ตประมาณ 5% โดยสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนจำนวนมากแนะนำให้ชะลอการซื้อไปก่อนเพื่อรอราคาอ่อนตัว ส่วนนักลงทุนรายย่อยแนะนำให้ทำ DCA ในพอร์ตระยะยาว
ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ MTS Gold กล่าวว่า มองราคาทองคำทั้งปีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,800-1,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ระหว่างนี้จะหลุดระดับ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไป แต่ก็เป็นการพักฐานเพื่อค่อยๆ รีบาวด์กลับขึ้นมา
โดยความเคลื่อนไหวราคาทองคำในช่วงนี้ถูกกดดันจากนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่ทำให้เงินไหลกลับสู่ดอลลาร์ ส่งผลให้ Dollar Index แข็งค่าขึ้น และกดดันให้ราคาทองคำปรับลดลง ขณะที่ผู้ลงทุนรายใหญ่อย่างกองทุน SPDR และธนาคารกลางหลายประเทศจะขายสุทธิทองคำ ก็เชื่อว่าเป็นการขายเพื่อเสริมสภาพคล่องเท่านั้น
“โดยปกติแล้วทองคำจะเป็นสินทรัพย์แรกๆ ที่เคลื่อนไหวขึ้นลงรับแรงกดดันดังกล่าว รอบนี้ก็ปรับลดลงก่อนตลาดหุ้นและรีบาวด์ขึ้นมาก่อนตลาดหุ้นเช่นกัน โดยที่ผ่านมาแม้จะมีช่วงปรับลดลงแรงแต่ก็ไม่ได้รุนแรงเท่ากับราคาของคริปโต จึงมองว่าทองคำยังสามารถทำหน้าที่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงและเงินเฟ้อที่ดีอยู่เช่นเดิม ทั้งนี้แนะนำถือทองคำในพอร์ต 10-15%” ณัฐพงศ์กล่าว
ขณะที่ พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมามีจังหวะหลุดระดับ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นไปตามทิศทางของราคาสินทรัพย์หลายประเภทที่ร่วงลงท่ามกลางการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์
แม้ว่าทองคำจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในช่วงที่ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นและคริปโต ปรับลดลง ส่งผลให้นักลงทุนถูกเรียกวางเงินหลักประกันเพิ่ม จึงผลส่งให้นักลงทุนต้องขายทองคำเพื่อนำเงินไปวางเงินหลักประกันเพิ่มในสินทรัพย์เสี่ยง
ดังนั้นในระยะสั้นราคาทองคำจึงมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกตามทิศทางของสินทรัพย์เสี่ยงที่ยังมีโอกาสลดลงต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนยังมีความกังวลในหลายด้าน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังน่าเป็นห่วง รวมถึงสถานการณ์ในยูเครนและรัสเซียที่ยังต้องจับตาต่อเนื่อง
ทั้งนี้ วายแอลจีแนะนำนักลงทุนชะลอการเข้าซื้อทองคำในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ การปรับตัวลดลงของราคาทองคำในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวทองคำที่แนวรับสำคัญบริเวณ 1,778 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวต้าน 1,851 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ส่วนราคาทองคำในประเทศมองกรอบการเคลื่อนไหวที่ 29,150-30,350 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งในระยะต่อไปยังต้องจับตาว่าจะมีปัจจัยบวกหรือปัจจัยลบเข้ามากระทบต่อทองคำและจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
โดยวายแอลจียังคงคำแนะนำนักลงทุนแบ่งสัดส่วนการลงทุน โดยการมีทองคำในพอร์ต 5-15% เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งถือครองทองคำอยู่ 5,676 ตัน และเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ในตลาดทองคำ เริ่มขายทองคำออกมา โดยผู้ค้ารายหนึ่งประเมินว่า การลดการถือครองทองคำครั้งนี้กำลังส่งสัญญาณต่อตลาดว่านักลงทุนสถาบันอย่างธนาคารกลางกำลังลดการถือครองทองคำ เพื่อเพิ่มการถือครองเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการเพิ่มเงินสดในทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ
12/05/2022
UPDATE: ขณะนี้ Apple ไม่ใช่ ‘บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก’ แล้ว
ขณะนี้ Saudi Aramco บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากซาอุดีอาระเบีย ได้ขึ้นแซง Apple เป็น ‘บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก’ ไปเรียบร้อยแล้ว
CNBC รายงานว่า ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2022 การประเมินมูลค่าตลาดของ Saudi Aramco อยู่ที่ 2.43 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Apple นั้นมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 2.37 ล้านล้านดอลลาร์
หุ้นและราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากนักลงทุนขายหุ้นในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยี ด้วยความกลัวว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะแย่ลง หุ้นของ Apple ร่วงลงเกือบ 20% นับตั้งแต่จุดสูงสุดที่ 182.94 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม
การเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อ และปัญหาซัพพลายเชนที่เพิ่มสูงขึ้น
จนถึงขณะนี้หุ้นของ Saudi Aramco เพิ่มขึ้นมากกว่า 27% ในปี 2022 โดยในเดือนมีนาคม บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่รายงานว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้วเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
โดยมีกำไรสุทธิ 1.1 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 3.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% จากปีก่อนหน้า ซึ่งทำได้ 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.5 ล้านล้านบาท
ก่อนหน้านี้ Apple ได้ขึ้นแซง Saudi Aramco เป็น ‘บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก’ ในปี 2020
10/05/2022
🇹🇭 ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 📆
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2565
รวม 6,230 ราย จำแนกเป็น
ผู้ป่วยจากในประเทศ 6,226 ราย
ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 4 ราย
ผู้ป่วยสะสม 2,114,133 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565)
---------------------
หายป่วยกลับบ้าน 11,132 ราย
หายป่วยสะสม 2,059,876 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565)
ผู้ป่วยกำลังรักษา 80,002 ราย
---------------------
เสียชีวิต 53 ราย
จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ
รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,481 ราย
เฉลี่ยจังหวัดละ 19 ราย
อัตราครองเตียง ร้อยละ 18.5
#ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19
#ศูนย์ข้อมูลCOVID19
#ฉีดวัคซีนหยุดเชื้อเพื่อชาติ #ไทยรู้สู้โควิด
09/05/2022
UPDATE: ‘ซาอุดีอาระเบีย’ ประกาศลดราคาน้ำมันให้ผู้ซื้อในเอเชีย ท่ามกลางวิกฤตโควิดจีน แต่ยังคงราคาขายให้สหรัฐฯ
ซาอุดีอาระเบียประกาศลดราคาน้ำมันให้กับบรรดาผู้ซื้อในภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางแนวโน้มความต้องการบริโภคน้ำมันของภูมิภาคที่จ่อลดลงเพราะสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดในจีนที่ทำให้ต้องบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ บวกกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังคงยืดเยื้ออยู่ในเวลานี้
.
เว็บไซต์สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ซาอุดี อารามโก วิสาหกิจผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ได้ลดราคาน้ำมันเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยส่วนลดราคาน้ำมันดิบไลต์ งวดส่งมอบเดือนมิถุนายนให้กับตลาดเอเชียจะเหลือ 4.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากดัชนีอ้างอิง โดยลดลงจาก 9.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในเดือนพฤษภาคม
.
ราคาที่ลดลงข้างต้น สอดคล้องกับผลสำรวจความเห็นของบรรดาโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งจัดทำโดย Bloomberg ในช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดราคาน้ำมันดิบลงมาอยู่ที่ประมาณ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
.
ขณะเดียวกัน ซาอุดี อารามโกยังลดราคาน้ำมันทุกเกรดที่จะส่งออกไปยังภูมิภาคยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ และเกือบทุกประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ขณะที่ราคาน้ำมันของลูกค้าในสหรัฐฯ ยังคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
.
ทั้งนี้ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียปฏิเสธที่จะเพิ่มกำลังการผลิต และพยายามรักษาระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดพุ่งอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นับตั้งแต่ที่รัสเซียบุกยูเครน ทำให้สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรตะวันตกไม่พอใจจนประกาศมาตรการลงโทษด้วยการคว่ำบาตร ส่งผลให้น้ำมันที่ส่งออกจากรัสเซียหายไปจากตลาด อีกทั้งยังมีแนวโน้มลดลงมากขึ้นอีก เมื่อในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสหภาพยุโรปกำลังพิจารณาแบนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย
.
ขณะเดียวกัน การใช้มาตรการ Zero COVID เพื่อรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิดของจีน ยังเพิ่มแรงกดดันต่อความต้องการบริโภคน้ำมันในตลาด โดยผลสำรวจ Bloomberg พบว่า ความต้องการน้ำมันเบนซิล ดีเซล และน้ำมันสำหรับอุตสาหกรรมการบินในเดือนเมษายนมีแนวโน้มจะลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
.
อย่างไรก็ตาม ไมค์ มูลเลอร์ หัวหน้าตลาดเอเชียของ Vitol Group กล่าวว่า แม้สถานการณ์ในจีนจะทำให้ดีมานด์ในตลาดน้ำมันตึงเครียด กระนั้น ผลกระทบไม่น่าจะรุนแรงมากนัก เมื่อพิจารณาจากความพยายามและความเด็ดขาดของรัฐบาลจีนในการจัดการปัญหา และคาดว่าดีมานด์จากจีนน่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
.
สำหรับการตัดสินใจหั่นลดราคาน้ำมันดิบของซาอุดี อารามโกครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่และชาติพันธมิตร 23 ประเทศ หรือ กลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งมีซาอุดีอาระเบียและรัสเซียรวมอยู่ด้วย ต่างเห็นชอบที่จะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตตามที่ได้ตกลงกันไว้ที่ 4.32 แสนบาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่หลายชาติ รวมถึงสหรัฐฯ เรียกร้อง
.
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียถือเป็นชาติส่งออกน้ำมันหลักที่ป้อนน้ำมันเข้าสู่ตลาดในเอเชีย โดยมากกว่า 60% ของน้ำมันที่ผลิตได้ ต่างส่งออกมายังตลาดในเอเชีย ซึ่งมีจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของภูมิภาค
————————————————
‼️ เตรียมพบกับ ‘THE CANDIDATE BATTLE พลิกโฉมดีเบต ศึกดวลความคิด พิชิตโหวต’ 15 พฤษภาคมนี้ 13.00 น. ชมสดทุกช่องทางของ THE STANDARD ‼️
พลิกคู่มือเลือกตั้ง เปิดตัวตนแคนดิเดต
ครบทุกมิติที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากเว็บไซต์พิเศษ https://bkkelection2022.wevis.info/
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10110