PAMAI
Lick 29 : Pop Phrasing with Bebop Vocab
สมัครสมาชิก Patreon เพื่อ Download Tab ได้ที่ Bio นะครับ
Guitar Tab in Patreon : Link in Bio #สอนกีต้าร์ #กีต้าร์
Lick 28 : Bebop in Fusion (The Carlton Secret)
สมัครสมาชิค Patreon เพื่อ Download Tab ได้ที่ Bio นะครับ
Guitar Tab in Patreon : Link in Bio #สอนกีต้าร์ #กีต้าร์
08/04/2026
“สอนเรื่องยากให้ยากใครก็ทำได้ แต่สอนเรื่องยากให้ง่ายคุณต้องเก่งหน่อย”
ประโยคโดนใจนี้โผล่ขึ้นมาจากหนังสือที่ผมอ่านชื่อ “สู้ดิวะ” ของคุณหมอกฤตไท ถึงเนื้อหาหลักๆ จะไม่เกี่ยวกับเรื่องการสอนโดยตรง แต่ผมก็ได้ข้อคิดเรื่องการสอนจากหนังสือเล่มนี้เยอะพอสมควร โดยเฉพาะบทที่น้องหมอไปสอนที่มหาวิทยาลัยช่วงที่เขากำลังป่วยเป็นมะเร็ง (ปัจจุบันน้องเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดไปแล้วนะครับ)
ทำไมมันถึงโดนใจผม? เพราะในดนตรี Jazz มันมีแต่เรื่องยากปนกันเต็มไปหมด กว่าจะออกมาเป็นไลน์ Solo หนึ่งได้ มันมีทั้งข้อมูลและประวัติศาสตร์อยู่ในนั้นมากมาย
แต่ช่วงหลังมานี้ ผมเริ่มจริงจังกับการหาวิธีสอนนักเรียนที่ไม่ได้เล่นดนตรีจริงจังมาก่อนมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่คนเหล่านั้นไม่มีพื้นฐานดนตรี เช่น การอ่านโน้ต หรือฝึกสกิลกีตาร์มาก่อน เรียกได้ว่าเป็นมือใหม่มากๆ การจะหาวิธีสอนให้เขาเข้าถึง Jazz ได้ ต้องใช้เวลาและความเข้าใจคนที่เพิ่งเริ่มเล่นสูงมาก (บางทีผมลองกลับข้างกีตาร์เล่น เพื่อที่จะได้เข้าใจความรู้สึกของคนที่เพิ่งหัดเล่นด้วย)
ผมพบว่าการสอนเรื่องยากอย่าง Jazz ให้เข้าใจง่าย จำเป็นต้องตัดเนื้อหาและศัพท์เทคนิคออกไปเยอะมาก แล้วใช้คำพูดที่เบสิกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเราจะแนะนำให้เขาไปศึกษาเนื้อหาเชิงลึกเองเพียงบางส่วนเท่านั้น
มันทำให้ผมกลับมาตกตะกอนอีกทีว่า จริงๆ แล้วศาสตร์การสอนมันยาก และต้องใช้ประสบการณ์กับความอดทนไม่แพ้ศาสตร์การ Perform เหมือนกัน การที่เราเป็นคนสอน การศึกษาวิธีการ มีความอดทนและวินัย เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การเล่นเลย ดังนั้นการเตรียมตัวสอนที่ดีจะทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นตาม "ชั่วโมงบิน" การสอนของเรา
ตอนเด็กๆ จากใจเลยครับ ผมเคยมองว่าการสอนเป็นเรื่องน่าเบื่อ (หัวเราะ) ยิ่งสอนคนที่เพิ่งหัดเล่นยิ่งน่าเบื่อเข้าไปใหญ่ เพราะไม่ได้เล่นในสิ่งที่เราอยากเล่น แต่พอโตขึ้นในตอนนี้ การที่เห็นนักเรียนเติบโตขึ้นผ่านการสอนของเราไม่มากก็น้อย มันชื่นใจจริงๆ นะครับ บางครั้งเห็นคลิปวิดีโอที่เขาเล่น แล้วเห็นไลน์ที่คล้ายกับที่เราเคยสอน มันสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจว่าตัวเรามีคุณค่าในฐานะผู้ส่งต่อ
สิ่งนี้ทำให้ผมตระหนักว่า “สอนเรื่องยากให้ยากใครก็ทำได้ แต่สอนเรื่องยากให้ง่ายคุณต้องเก่งหน่อย” มันคือเรื่องจริงที่สุด และผมจะยังคงสนุกกับการย่อยเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นความสุขของคนเรียนต่อไป
ภาพประกอบจากหนังเรื่อง Whiplash
แปะลิ้งค์หนังสือ “สู้ดิวะ“ ของน้องหมอกฤตไทไว้ใน Comment นะครับเผื่อใครสนใจอ่าน ก่อนน้องจากไปฝากข้อคิดในการใช้ชีวิตดีๆไว้เยอะเลย แนะนำมากๆครับ
02/04/2026
ยุค Winamp VS ยุค Youtube
ช่วงที่ผมฝึกกีตาร์ใหม่ๆ ก็ใช้โปรแกรม Winamp นี่แหละ โหลดไฟล์เพลงมาจาก Soulseek (เพราะไม่รู้จะหาเพลงจากไหน) รู้แค่ชื่อศิลปินแล้วก็ Search เลย อยากฟังใครก็สุ่มเพลงเอา แล้วค่อยมารู้จากเพื่อนทีหลังว่าเพลงไหน "ดัง" หรือ "ไม่ดัง" เนื่องจากพวกเพลงบรรเลงในยุคนั้นหาฟังยากมาก
เทียบกับยุคนี้ที่เทคโนโลยีทำให้เราเข้าถึงเพลงได้แทบทุกเพลงทั่วโลก นอกจากนั้น YouTube ยังมีฟีเจอร์ปรับ Speed ให้ช้าลงได้อีก หรือถ้าเพลงไหนยังยากเกินไป ก็มีคลิปสอนจากมือกีตาร์คนอื่นตามช่องต่างๆ ให้ดูด้วย
ยุคนี้จึงมีนักดนตรีเด็กๆ ที่เก่งเร็วมากจากผลพลอยได้ของเทคโนโลยี ซึ่งผมรู้สึกยินดีและดีใจมาก เชื่อว่าเดี๋ยวจะมีศิลปินเก่งๆ เกิดขึ้นอีกหลายคนแน่นอน
แต่ผมอยากเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า มันก็มีข้อดีที่ผมได้รับจากการซ้อมดนตรีในยุค Winamp เยอะเหมือนกัน คือ:
1. ผมมีสมาธิมาก ไม่ล่อกแล่กไปเล่นเพลงอื่น อาจจะเป็นเพราะกระบวนการฝึกซ้อมในตอนนั้น ถ้าจะเริ่มเพลงใหม่มันยากมาก ต้องเริ่มตั้งแต่ฟังใหม่ แกะใหม่ทั้งหมด การเล่นเพลงเดิมให้แม่นบางทีมันเลยสนุกกว่าการเริ่มใหม่พร้อมกันหลายเพลงแต่จำอะไรไม่ได้เลย
2. Dopamine หลั่งพรั่งพรูมาก อาจจะเป็นเพราะในยุคนั้นกว่าจะเล่นได้แต่ละเพลงมันยากลำบาก พอเราแกะจบและเล่นได้ มันเลยรู้สึกเหมือนทำอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ จุดนี้แหละครับคือ Small Success ที่ทำให้เราอยากก้าวต่อไปเรื่อยๆ
3. ได้ฝึกความอดทนและเข้าใจคุณค่าของความพยายาม กว่าจะแกะเพลงหนึ่งจบได้เลือดตาแทบกระเด็น ท่อน Solo ที่เร็วมากๆ เราต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะเล่นได้ มันต้องใช้ความพยายามสูงมากจริงๆ กว่าจะจบเพลงยากๆ สักเพลง ผมถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ในสมัยนี้อาจจะหาได้ยากกว่าเมื่อก่อน
จริงๆ ยุคก่อนหน้าในช่วงปี 70s-80s คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าต้องรอวิทยุเปิดเพลงถึงจะมีโอกาสได้ฟังและแกะ วันหนึ่งเปิดแค่ 2-3 ครั้ง คนแกะก็นั่งรอไปเถอะกว่าเพลงจะวนมาถึง 😂
เป็นเรื่องเก่าๆ ที่นำมาแชร์ให้ฟังเฉยๆ นะครับ ขอให้เล่นดนตรีกันให้สนุกนะครับ!
28/03/2026
ขอบคุณที่เป็นโรค Focal Dystonia
เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมอุทิศตัวเองให้กับความฝันแบบสุดตัว ผมตั้งใจไปอยู่นิวยอร์กซิตี้ เมืองหลวงของ Jazz เพราะนักดนตรีทั่วโลกต่างย้ายมาที่นี่ เพื่อจะได้เล่นดนตรีในแบบที่ตัวเองรัก
ตอนนั้นผมมี Passion สูงมาก ไม่ได้ทำเพื่อเงิน และไม่เคยตั้งคำถามว่างานนี้จะได้เงินมากหรือน้อย เป้าหมายเดียวของผมคือ “เก่งขึ้นในสาย Jazz” เท่านั้น
ภาพที่ผมอยากเห็นคือตัวเองยืนอยู่บนเวทีเดียวกับนักดนตรีระดับโลก ผมไม่ได้ฝันถึงบ้านหรูหรือรถแพงๆ ขอแค่ได้เก่งแบบที่ต้องการก็พอ
ทุกวันมีแต่การซ้อม 5 - 10 ชั่วโมง นั่งฟังเพลงเดิมซ้ำเป็นพันครั้งจนเพื่อนจำภาพได้ว่าเราซ้อมตลอดเวลา ผมทำแบบนั้นติดต่อกันนานเป็นสิบปี
ผมส่งแข่ง Jazz แทบทุกงานในไทย จนเริ่มส่งไปแข่งต่างประเทศ และผมได้ที่ 3 ในงานแข่งที่นิวยอร์กซิตี้ด้วย เลยมีโอกาสได้บินไปเล่นโชว์ที่นั่น ผมดีใจมาก และที่สำคัญคือ Mike Stern เป็นกรรมการในงานนั้นด้วย
ก้าวแรกที่ได้เหยียบไปในฐานะนักดนตรี Jazz สำหรับผมมันโคตรดี โคตรฟิน ได้เล่นกับนักดนตรีระดับโลกหลายคน เหมือนฝันเป็นจริงเลยครับ
หลังจบงานแข่ง ผมตัดสินใจเรียนต่อโทที่นั่นทันที และตั้งใจจะอยู่ยาวหลังจากเรียนจบ
ผมยังเป็นคนเดิมที่อยากพัฒนาตัวเอง เงินที่หามาได้ก็นำไปซื้อคอร์สเรียน ซื้ออุปกรณ์ และจ่ายค่าเทอมทั้งหมด มองอนาคตแค่ว่าวันหนึ่งต้องได้เล่นในบาร์ระดับตำนานของนิวยอร์กให้ครบ
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองวิ่ง Sprint อยู่ตลอดเวลาโดยไม่พัก มันโคตรเหนื่อย แต่หยุดไม่ได้เพราะเราอยากเป็น "ตัวจริง"
แต่แล้วก็เจอ โชคร้าย (1) คือโควิด ทำให้พอเรียนจบผมต้องกลับไทยทันที เพราะหางานไม่ได้ เมืองปิด ไม่มีดนตรีไป 1-2 ปี เหมือนฝันที่สร้างมาพังลงไปเฉยๆ
ผมกลับมาอยู่ไทยและยังเดินหน้าต่อด้วย Passion เดิม ทั้งเขียนเพลง ซ้อม และตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก เพราะอยากเก่งขึ้นไปอีก
แต่ไม่รู้ทำไม ข้างในผมค่อยๆ รู้สึกเหนื่อย เริ่มตั้งคำถามว่า “แล้วเราจะเก่งไปเพื่ออะไร?” ยิ่งเดินต่อ ความฝันกลับยิ่งไกลออกไป และความสุขก็น้อยลงทุกวัน
เงินที่หามาได้เริ่มหมดลง ผมเริ่มสงสัยว่าที่ทำมาทั้งหมดมันผิดทางรึเปล่า ผมโคตรกลัว เพราะความสุขก็ไม่มี แถมเหนื่อยและเสียเงินไปกับการตามฝันเยอะมาก
และวันนั้นก็มาถึง... ในวัย 30 ผมตัดสินใจ ”ยอมแพ้“
ผมเลิกเรียนปริญญาเอกทั้งที่จบ Coursework แล้ว ลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และหยุดเล่นดนตรีกลางคืน
ผมถามตัวเองว่าทำไมนะ? หลังจากที่ยอมแพ้ให้กับทุกอย่าง ช่วงแรกมันเคว้งมาก แต่สุดท้ายผมกลับ “มีความสุข“ มากกว่าเดิมเยอะเลย
ผมพบคำตอบว่า การพยายามทำอะไรมากเกินไปมันไม่เคยดี และที่ผ่านมาผมไม่เคย ”ใจดี“ กับตัวเองเลย
พอมีเวลาว่างมากขึ้น ผมเปิดรับนักเรียนกีต้าร์เพิ่ม ศึกษาเรื่องการเงิน การลงทุน เริ่มดูแลสุขภาพ และสนใจโลกกว้างนอกจากดนตรีมากขึ้น
ชีวิตผมดีขึ้นกว่าเดิมอีกครับ เริ่มหาเงินและเก็บเงินได้เยอะขึ้นมาก แม้จะมีบางวูบที่แวบไปผิดหวังเรื่องที่ไม่ได้เป็นศิลปินระดับโลกตามฝันบ้าง
แต่แล้วก็เจอ โชคร้าย (2) ผมเริ่มใช้นิ้วนางไม่ได้คล่องเหมือนเดิมมาเกือบปี เป็นทุกข์มากเพราะหาสาเหตุไม่ได้
ผมฝืนซ้อมหนักขึ้นเพราะคิดว่าตัวเองซ้อมไม่พอ จนอยู่ดีๆ นิ้วนางก็ใช้ไม่ได้ จนต้องเหลือแค่ 2 นิ้วอย่างที่ทุกคนเห็น และพบว่าตัวเองเป็นโรค Focal Dystonia
เดือนแรกที่รู้ว่ารักษาไม่หาย ผมช็อกและดาวน์ไปเลย
17 ปีที่ซ้อมมาเหมือนหายวับไปกับตา นึกภาพไม่ออกว่า 2 นิ้วที่เหลือจะทำอะไรได้บ้าง
แต่มันแปลกมาก หลังจากเริ่มตั้งหลักได้ ผมกลับ “มีความสุขมากขึ้นเยอะ” เยอะแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต
ผมต้องขอบคุณโชคร้ายทั้ง 2 ครั้ง ที่ทำให้ผมเข้าใจว่าผม “ยึด” กับความฝันและความเก่งมากเกินไป ตอนนี้ผมหยุดวิ่งได้แล้วและโคตรมีความสุขเลย
ความสุขที่สุดของผมตอนนี้มันเรียบง่ายมาก แค่สุขภาพแข็งแรง มีเงินสำรองพอใช้และเก็บให้ครบสำหรับทั้งชีวิตนี้ ทำงานหนักแบบไม่เกินเบอร์ ความสัมพันธ์กับครอบครัวดี มีมิตรภาพที่ดี
จริงๆ แล้วชีวิตมันอาจจะมีแค่นี้ก็มีความสุขมากพอแล้ว
แต่ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกเล่นกีต้าร์นะครับ 555 ผมยังคงรักการเล่นดนตรีเหมือนเดิม แต่ “อีโก้” ตัวร้ายของผมมันจางลงไปแล้วครับ✌🏻
#ขอบคุณfocaldystonia
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ บุคคลสาธารณะ
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok