MoneyMoves

MoneyMoves

แชร์

Photos from iMoneyPartner's post 14/07/2023

ลงทุนยังไงให้เสียภาษีน้อยที่สุด🧐

24/08/2022

ภาษีที่เสียไปเเต่ละเดือนเยอะหรือน้อยเเค่ไหน ลองมาเปรียบเทียบดูในภาพได้เลย👇🏼😊
ถ้าใครอยากวางเเผนลดหย่อนภาษีหรือเสีดายภาษีที่เสียไป ทักมาวางเเผนได้เลยนะคะ🤗

#วางเเผนการเงิน #วางเเผนภาษี #การเงิน #การเงินการลงทุน #ประกันชีวิต #ภาษี #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

Photos from Finvention's post 18/11/2021

📍อายุเราถึงเวลาของ RMF ยังนะ?
📍มาทำความรู้จักกับ RMF กัน และ RMF ตัวไหนปังๆ👏🏻

18/11/2021

🧏🏻‍♂️ ประกันมีกี่แบบ แล้วเราเหมาะกับแบบไหน?

⛳️ เลือกให้ถูกก่อนที่จะซื้อ

🔰ประกันชีวิตแต่ละประเภทตอบโจทย์อะไรเราได้บ้าง?

อีกหนึ่งในสินค้าทางการเงินที่สำคัญอย่างมากคือประกันชีวิต ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ถ้าเราเลือกประกันชีวิตผิดแบบ เราก็อาจจะบรรลุเป้าหมายทางการเงินของเรายากขึ้นและช้าลง ดังนั้น ก่อนที่เราจะเลือกซื้อประกันชีวิต เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าประกันชีวิตมีประเภทอะไรบ้าง เพื่อที่จะเลือกแบบที่เหมาะสมและตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินเรามากที่สุด

1. ประกันชีวิต แบบชั่วระยะเวลา🕓
ประกันชีวิตแบบนี้จะเสมือนกับประกันภัย เพราะมีระยะเวลาความคุ้มครอง อีกทั้งเป็นเบี้ยที่จ่ายทิ้ง หากเราต้องการความคุ้มครอง 1 ล้านบาท 5 ปี เราก็ชำระเบี้ยประกันครั้งเดียวแล้วหากเราเสียชีวิตภายใน 5 ปีนั้น ความคุ้มครอง 1 ล้านบาทก็จะทำงาน
•ข้อดี: เบี้ยถูก
•ข้อเสีย: จ่ายทิ้ง และ ความคุ้มครองมีระยะเวลา
2. ประกันชีวิต แบบตลอดชีพ♾
ประกันชีวิตแบบตลอดชีพจะเป็นแบบที่เราชำระเบี้ยประมาณ 10 ปี หรือ 20 ปี และจะคุ้มครองเราตลอดชีวิต บางแบบอาจจะคุ้มครองถึงอายุ 85 ปี หรือ 99 ปี หากเรายังมีชีวิตครบกำหนด เราก็จะได้ทุนประกันกลับมาเป็นเงินได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่คนมักทำประกันแบบตลอดชีพเป็นมรดก หรือไม่ก็เป็นค่าความสามารถที่หัวหน้าครอบครัวเอาไว้บริหารความเสี่ยงเพื่อคนที่เขารัก
•ข้อดี: เบี้ยประกันแพงกว่าแบบชั่วระยะเวลา แต่ก็ยังถือว่าถูก
•ข้อเสีย: มูลค่าเวนคืนไม่สูง
3. ประกันชีวิต แบบสะสมทรัพย์💰
แบบสะสมทรัพย์คือหนึ่งในแบบประกันที่ได้รับความนิยมที่สุด เนื่องจากเป็นแบบประกันที่ทำแล้วได้รับเงินคืนที่มากกว่าเบี้ยที่จ่ายไป แบบประกันนี้โดยส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนคงที่ ประมาณ 1-3% ซึ่งก็ถือว่ามากกว่าฝากประจำในธนาคาร อีกทั้งยังได้รับผลประโยชน์เรื่องการลดย่อนภาษีอีกต่างหาก
•ข้อดี: ลดอย่อนภาษีได้ ได้รับเงินคืน เป็นประกันที่ช่วยเรื่องออมเงิน
•ข้อเสีย: ความคุ้มครองชีวิตต่ำ
4. ประกันชีวิต แบบบำนาญ 👴🏻
แบบบำนาญตอบโจทย์เรื่องบริหารความเสี่ยงเรื่องเงินไม่พอใช้ยามเกษียณ แบบบำนาญคือให้เราชำระเบี้ยไปจนถึงเกษียณอายุ ตอน 55 ปี หรือ 60 ปี แล้วหลังจากนั้น เราจะได้เงินใช้ในแต่ละปีไปเรื่อยๆจนกระทั่งเสียชีวิต แม้ประกันชีวิตแบบบำนาญจะให้ผลตอบแทนที่ไม่สูง แต่ประกันชีวิตแบบบำนาญเหมาะสำหรับการบังคับออมเงินได้อย่างดี เพราะว่าเราถอนเงินออกมาก่อนเกษียณไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือใช้ในการบริหารภาษี
•ข้อดี: ลดอย่อนภาษีได้ ได้รับเงินบำนาญ
•ข้อเสีย: ความคุ้มครองต่ำ และกว่าจะได้ใช้เงินคือตอนเกษียณอายุ

และทั้งหมดนี้คือรูปแบบประกันชีวิตแบบดั่งเดิม ก่อนเลือกทำประกัน เราควรรู้ก่อนว่าเป้าหมายทางการเงินของเรามีอะไรบ้าง และประกันชีวิตแบบใดที่ตอบโจทย์เรามากที่สุด

หากเราเป็นคนรุ่นใหม่ เราอาจจะชอบอะไรใหม่ๆ ปัจจุบันมีประกันรูปแบบใหม่ เช่น Unit Linked (ประกันควบการลงทุน) ที่อาจจะมาตอบโจทย์เรื่องความยืดหยุ่นและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม ถ้าอยากรู้ว่าประกันแบบนี้คืออะไร อย่าพลาดติดตามโพสต์ต่อไปของเราน้า😆

ันชีวิต

01/11/2021

อสังหาริมทรัพย์ 🏠

หนึ่งในการลงทุนทางเลือกและเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่เรามีความจำเป็นต้องใช้อาศัยทุกวัน คือ “ อสังหาริมทรัพย์ “ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อน การอยู่อาศัย การงาน ล้วนใช้อสังหาริมทรัพย์

(อสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ในทางทางกฎหมาย ได้แก่ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นที่ติดอยู่กับที่ดินนั้น ๆ เช่น อาคาร บ้านเรือน เป็นต้น)

ลงทุนอย่างไร ?
ณ วันนี้ เราสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้หลากหลายวิธี และนี่คือ 3 วิธี ที่เรามักเห็น:

1. ลงทุนแบบเก็งกำไร📈
เราสามารถซื้อที่ดิน/คอนโดเพื่อเก็งกำไรได้โดยที่เราเชื่อว่าเราสามารถปล่อยที่ที่เราซื้อในราคาที่สูงกว่าที่เราซื้อได้ หรือเราสามารถลงทุนซื้อใบจองโดยเป็นการจองห้องชุดของคอนโด และเมื่อคอนโดเริ่มเปิดขาย เราสามารถนำใบจองไปขายต่อให้กับผู้ที่สนใจได้ในราคาที่สูงกว่า
✔️ข้อดี:
* มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง
* เป็นที่อยู่อาศัยได้
✖️ข้อเสีย:
* มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและทำให้ขายไม่ออก

2. ลงทุนแบบปล่อยเช่า💰
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนคอนโดแบบปล่อยเช่ารายเดือนหรือรายวัน เราต้องเลือกทำเลที่ถูก และในราคาที่เหมาะสม
✔️ข้อดี:
* มีกระแสเงินจากการปล่อยเช่าอย่างสม่ำเสมอ
* เป็นที่อยู่อาศัยได้
✖️ข้อเสีย:
* ใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูง
* ต้องจัดหาผู้เช่าเอง
* มีความเสี่ยงในการได้ผู้เช่าที่ไม่ดี เช่น ทำลายข้าวของเป็นต้น

3. ลงทุนกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Eg. Property Fund, Reits)📊
เรามักจะคิดว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่สมัยนี้ ด้วยเงินเพียง 1,000 บาทก็สามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้เช่นกัน และลงทุนผ่านกองทุนเช่นกองทุน PRINCIPAL GREITs
* PRINCIPAL GREITs: Fund of Property fund – Foreign
* ค่าความเสี่ยง 8 : กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก
* นโยบายค่าเงิน : ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม
* นโยบายการจ่ายปันผล : จ่าย
* ผลดำเนินการ 3 ปีย้อนหลัง
* Return 8.10% (เฉลี่ยในกลุ่ม 7.88%)
* Max Drawdown -28.43% (เฉลี่ยในกลุ่ม -24.46)
* ค่าธรรมเนียมเมื่อซื้อหน่วยลงทุน 1.5%
* ค่าธรรมเนียมการจัดการ 1.605%

✔️ข้อดี:
* ให้มืออาชีพบริหาร โดยที่เราไม่ต้องเหนี่อยหาผู้เช่าหรือจัดการห้องเลย
* สามารถได้ส่วนแบ่งกำไรเหมือนปล่อยเช่าจากปันผล
* สามารถได้ส่วนต่างกำไรจากราคาอสังหาที่ปรับขึ้น
* ใช้เงินไม่เยอะ
* มีสภาพคล่องสูง

✖️ข้อเสีย:
* ไม่มีที่ดินที่จับต้องได้เป็นของตัวเอง
* มีค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการ

❇️สรุป :
แน่นอนว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่เราก็ควรศึกษาให้ดีก่อนเข้าไปลงทุน การลงทุนล้วนมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม หากเราอยากมีห้องเป็นของตัวเอง เราก็สามารถซื้อคอนโดเพื่อเก็งกำไรหรือปล่อยเช่าได้ ในทางกลับกัน หากเราแค่แสวงหากำไรและกระแสเงินสด เราก็สามารถลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างง่ายดาย👍🏻


ินทรัพย์ทางเลือก

20/09/2021

“ภาษี “ วางแผนภาษีก็ช่วยประหยัดเงินได้
เปลี่ยนจากรายจ่าย เป็นเงินออมทันที ‼
เพิ่งจะยื่นภาษีกันไปไม่นาน ถึงเวลาต้องกลับมานั่งวางแผนภาษีในปีนี้อีกแล้ว
เริ่มวางแผนจากจุดไหนก่อนดี
📌ลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว
1. ลดหย่อนภาษีส่วนตัว
ลดหย่อนได้ 60,000 บาททันที โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ

2. ลดหย่อนภาษีคู่สมรส
ลดหย่อนได้ 60,000 บาท โดยต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสต้องไม่มีรายได้

3. ลดหย่อนภาษีบุตร
ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท เฉพาะบุตรอายุไม่เกิน 20 ปี หรือไม่เกิน 25 ปีและกำลังเรียนอยู่ แต่ในกรณีลูกคนที่ 2 ขึ้นไป และเกิดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป จะลดหย่อนได้คนละ
60,000 บาท

4. ลดหย่อนภาษีบิดามารดา
ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท โดยบิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท โดยใช้สิทธิ์ซ้ำระหว่างพี่น้องไม่ได้

5. ลดหย่อนภาษีผู้พิการ
ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยผู้ลดหย่อนภาษีต้องเป็นผู้ดูแลที่ระบุอยู่ในบัตรคนพิการเท่านั้น

6. ค่าฝากครรภ์และทำคลอด
ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท โดยครอบคลุมทั้งค่าฝากครรภ์ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าทำคลอด และค่ากินอยู่ในสถานพยาบาล

📌ลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกัน

1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปหรือประกันแบบสะสมทรัพย์
สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประกันต้องคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

2. เบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง
เบี้ยประกันสุขภาพ รวมถึงเบี้ยประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพ สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

3. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา
ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท และสามารถรวมประกันสุขภาพพ่อแม่ของคู่สมรสมาลดหย่อนภาษีได้ ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้

4. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี และต้องไม่เกิน 200,000 บาท หรือต้องไม่เกิน 300,000 บาท หากไม่มีการลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกันชีวิต และเมื่อรวมกับหมวดการลงุทนเพื่อการเกษียณแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

📌ลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน
1. กองทุนประกันสังคม
ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 6,225 บาท (จากเดิมไม่เกิน 9,000 บาท)

2. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

3. กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.)/กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)/กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน
ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

4. กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)
ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ

5. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
ลดหย่อนได้ไม่เกิน 13,200 ต่อปี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ

📌ลดหย่อนภาษีด้วยเงินบริจาค

1. เงินบริจาคทั่วไป
ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อน

2. เงินบริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา พัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐ
ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อน

3. เงินบริจาคพรรคการเมือง
ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

📌ลดหย่อนภาษีด้วยมาตรการรัฐ
1. ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย
สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านหรือคอนโด สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับธนาคารมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท
ควรวางแผนภาษีให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเงิน และสภาพคล่องของตนเอง
(ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ย. 64)
💬สนใจสอบถามและรับคำแนะเพิ่มเติม
💬สนใจเปิดพอร์ตกองทุนรวม (บล.ฟิลลิป)
📬สามารถ Inbox หรือ https://lin.ee/OyiZ8Xo

————————




#วางแผนการเงิน
#กองทุนรวม
#วางแผนภาษี

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท เงินทุน ใน Bang Rak?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Amigo Tower
Bang Rak
10500