BrandThink Cinema

BrandThink Cinema

Share

04/07/2026

มันคงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วสำหรับคอหนัง ที่เมื่อไหร่ที่ปฏิทินเวียนมาถึงวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี หนังไซไฟระดับตำนานอย่าง ‘Independence Day’ (1996) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า ‘ID4’ จะต้องถูกหยิบมาพูดถึง หรือไม่ก็ต้องเปิดดูกันซ้ำๆ ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะออกฉายมานานกว่า 30 ปีแล้วก็ตาม
ID4 จัดว่าเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูด ที่ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 817.4 ล้านดอลลาร์ และยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 1996 ในแง่รายได้มันประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็คำวิจารณ์หลากหลาย ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วมันเป็นหนังสูตรสำเร็จ ที่มีพล็อตง่ายๆ อย่าง ‘เอเลี่ยนบุกโลก’ คนดูไม่จำเป็นต้องมานั่งตีความหรือคิดวิเคราะห์อะไร เพราะหนังอาจจะแค่พยายามให้เราเกลียดเอเลี่ยนที่ปรากฏตัวขึ้นมา และทำให้เรารู้สึกอินไปกับปฏิบัติการขับไล่มันเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ID4 นั้นเป็นหนึ่งในสารตั้งต้นของภาพยนตร์แนวภัยพิบัติสมัยใหม่ มันเป็นส่วนผสมระหว่างความตลก แอ็กชัน และความสนุกสนานเข้าด้วยกัน ซึ่งเข้ามาช่วยชุบชีวิตภาพยนตร์แนวไซไฟและหนังภัยพิบัติขนาดใหญ่ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1990 ให้กลับมาในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอีกครั้ง
อย่างที่บอกว่ามันเป็นหนังสูตรสำเร็จ ที่มีพล็อตง่ายๆ แต่ในช่วงเวลา 2 ชั่วโมงกว่า ตัวหนังก็มีเรื่องราวของตัวละครมากมายให้คนดูได้ติดตาม เป็นการใช้เวลาสองชั่วโมงอย่างคุ้มค่าในการพาเราติดตามตัวละครในแต่ละเส้นเรื่อง ก่อนที่หนังจะค่อยๆ นำพาให้ทุกตัวละครเดินทางมาบรรจบและร่วมมือกันในตอนท้าย
ในขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้ก็ยังเต็มไปด้วยซีนน่าจดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏตัวของเอเลี่ยนกับยานยักษ์ใหญ่ การโจมตีทำลายล้างไวท์เฮาส์ และเมืองต่างๆ จนราบเป็นหน้ากลอง การเสียสละชีวิตของรัสเซลล์ คาสเซ (แรนดี ควิด) การจับคู่กันร่วมมือกันระหว่าง ‘ผู้กอง สตีเวน ฮิลเลอร์’ (วิลล์ สมิธ) และ ‘เดวิด ลีวิลสัน’ (เจฟฟ์ โกลด์บลัม)
รวมไปถึงซีนคลาสสิกอย่างฉากการแถลงการณ์ปลุกระดมพลของประธานาธิบดี ‘โทมัส วิทมอร์’ ที่ว่า “มันอาจจะเป็นชะตากรรมที่วันนี้เป็นวันที่ 4 กรกฎาคม
และคุณก็จะได้ต่อสู้อีกครั้งเพื่ออิสรภาพของเรา ไม่ใช่จากทรราช การกดขี่ หรือการข่มเหง แต่จากการทำลายล้าง เราต่อสู้เพื่อสิทธิของเราในการมีชีวิตอยู่ และมีตัวตน
ถ้าเราชนะการต่อสู้ วันที่ 4 กรกฎาคม จะไม่ใช่แค่วันหยุดของคนอเมริกาอีกต่อไป
แต่จะเป็นวันที่โลกประกาศว่า ‘เราจะไม่หลบหนีสู่ราตรี เราจะไม่สิ้นชีวีโดยที่ไม่ต่อสู้’ เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เราจะต้องมีชีวิตรอด วันนี้เราจะฉลองวันประกาศอิสรภาพ!”
ตามมาด้วยซีนต่อเนื่องหลังจากสปีชของวิทมอร์ ที่จะพาผู้ชมไปดูวิธีการแก้ปัญหาของมนุษยชาติในเรื่องที่ชวนจดจำไม่น้อย เพราะมันดูเป็นอะไรที่ไม่คาดคิดเลยว่าจะใช้ได้จริง กับการยอมเสี่ยงส่งไวรัสคอมพิวเตอร์จากเครื่องโน้ตบุ๊กขึ้นไปปล่อยบนระบบปฏิบัติการของยานแม่เพื่อปิดสนามพลัง ซึ่งเอาเข้าจริงซีนนี้ถือเป็นหนึ่งในฉากที่ (แอบ) น้ำเน่า เต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนแบบชายชาตรีอเมริกันมากที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์เลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกัน ID4 ก็โอบรับความน้ำเน่านั้น แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความทรงจำที่น่าเพลิดเพลินได้อย่างไม่น่าเชื่อ
และนี่แหละคือความสนุกแบบสูตรสำเร็จที่ไม่ต้องคิดมากในแบบฉบับของ ID4 ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังเป็นหนังที่เราสามารถดูซ้ำๆ ได้จนถึงทุกวันนี้ และชวนให้เรารู้สึก nostalgia เพราะสำหรับใครหลายคน หนังเรื่องนี้มันคือความทรงจำที่ดี ชวนให้นึกถึงบรรยากาศที่เราตีตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้พร้อมกับเพื่อนๆ ในโรงภาพยนตร์เมื่อ 30 ปีมาแล้ว
ถ้าคุณเคยรู้สึกตื่นกลัวไปกับการปรากฏตัวครั้งแรกของยานอวกาศขนาดยักษ์
เคยรู้สึกฮึกเหิมไปกับสปีชปลุกใจของประธานาธิบดีวิทมอร์ เคยตื่นเต้นไปกับฉากการโจมตีที่ล้างบางเมืองไปแทบทั้งเมือง
หรือแม้กระทั่งแอบเสียน้ำตาให้กับการเสียสละชีวิตของชายคนหนึ่งเพื่อเอาชนะเอเลี่ยน
วันที่ 4 กรกฎาคมนี้ อย่าลืมหยิบหนังเรื่องนี้มาดูอีกสักรอบ
แล้วมาร่วมฉลองวันประกาศอิสรภาพของมนุษยชาติไปพร้อมๆ กันอีกครั้ง