Dad & Mum

Dad & Mum

แชร์

Serum ที่ผลิตและวิจัยโดยอาจาร์ยผู้เชี่ยวชาญด้าน Serum คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีส่วนประกอบสำคัญ คือ คลอลาเจน และ โซเดียม ไฮยาลูโรเนต มีคุณสมบัติช่วยลบริ้วรอย ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียบ รูขุมขนเล็กลง ใช้รองพื้นทำให้ทาแป้งได้เนียนไม่เป็นก้อน

11/12/2019
สุขกาย ข้อมูลการดูแลสุขภาพ น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย ได้ผลจริง จากกูรูสุขภาพ - ชีวจิต 29/04/2019

FLAXSEED อาหารมหัศจรรย์ ต้านความดันโลหิต
14 December 2018

ขอขอบคุณข้อลูลจาก https://goodlifeupdate.com/healthy-body/

แก้ความดันโลหิตสูง ด้วย FLAXSEED

นายแพทย์สันต์ ใจยอดศิลป์ ได้เขียนบทความในคอลัมน์ Wellness Class นิตยสารชีวจิต แนะนำอาหารชนิดหนึ่งที่ช่วย แก้ความดันโลหิตสูง มีความโดดเด่นในด้านของสารอาหาร นั่นก็คือเจ้า Flaxseed นั่นเอง ลองมาดูว่าคุณหมอแนะนำอะไรดีๆ ไว้บ้าง

แฟลกซ์ซีด พืชที่ช่วยลดความดันโลหิตสูง

แฟลกซ์ซีด สุดยอดอาหารที่มีคุณสมบัติโดดเด่น

ผู้มาเข้าคอร์สสุขภาพที่เวลเนสวีแคร์มักถามผมว่า ถ้าจะกินอาหารเพื่อลดความดันโลหิต มีชนิดไหนที่มีคุณประโยชน์โดดเด่นบ้าง ผมก็มักตอบว่า หลักฐานวิทยาศาสตร์ ยืนยันได้แน่นอนในภาพรวมว่าพืชผักผลไม้และถั่วต่างๆเป็นอาหารที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ โดยเน้นให้กินพืชผักเยอะๆและหลากหลาย

แต่ถ้าจะถามว่า พืชชนิดไหนที่มีคุณประโยชน์โดดเด่น งานวิจัยระดับสูงในคน (หมายความว่า วิจัยด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ) พบว่าพืชที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ดีที่สุดนั้น น่าจะเป็นแฟลกซ์ซี้ด (Flaxseed) คำตอบของผมเป็นข้อมูลพื้นฐานจากผลวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะมีพืชชนิดอื่นที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ดีแต่ไม่มีใครทำวิจัย

คุณประโยชน์ที่มีงานวิจัยรองรับ

งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้แฟลกซ์ซี้ดเพื่อลดความดันโลหิตนี้มีการตีพิมพ์ไว้ในวารสารความ ดันโลหิตสูง (Hypertension) โดยทดลองในอาสาสมัคร 110 คน จับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งให้กินแฟลกซ์ซี้ดบดวันละ 30 กรัม (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) อีกกลุ่มหนึ่งให้กิน ผงแฟลกซ์ซี้ดปลอมซึ่งทำจากธัญพืชชนิดอื่น วันละ 30 กรัม โดยทำการวิจัยอยู่นาน 6 เดือน แล้วคอยติดตามวัดค่าความดันโลหิตและเจาะเลือดดูกรดไขมันโอเมก้า – 3 และสารลิกแนน (Lignans) ซึ่งเป็นสารอาหารจากแฟลกซ์ซี้ดเป็นระยะ ๆ

พบว่า กลุ่มที่กินแฟลกซ์ซี้ดและมีค่าความดันโลหิตตัวบนสูงเกิน 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ความดันโลหิตสามารถ ลดลงได้15 มิลลิเมตรปรอท ส่วนกลุ่มที่กินผง แฟลกซ์ซี้ดปลอม ความดันโลหิตไม่ได้ลดลงเลย ส่วนค่าความดันโลหิตตัวล่างนั้น กลุ่มที่กินแฟลกซ์ซี้ดมีค่าความดันโลหิตตัวล่างลดลงเฉลี่ย 7 มิลลิเมตรปรอท

ส่วนกลุ่มที่กิน ผงแฟลกซ์ซี้ดปลอม ค่าความดันโลหิตก็ไม่ลดลงเลย

เมื่อวัดระดับกรดไขมันโอเมก้า – 3 ในเลือดก็พบว่า

กลุ่มที่กินแฟลกซ์ซี้ดมีกรดไขมันโอเมก้า – 3 เพิ่มขึ้น 2 – 50 เท่า

ส่วนกลุ่มที่กินผงปลอมไม่มีการเพิ่มขึ้นของกรดไขมันโอเมก้า – 3 เลย

งานวิจัยเรื่องนี้เป็นหลักฐานที่ดีมากซึ่งช่วย ให้วงการแพทย์สรุปได้ว่า แฟลกซ์ซี้ดเป็นอาหารที่พิสูจน์ได้แล้วว่าช่วยลดความดันโลหิตลงได้อย่างโดดเด่นที่สุด และมีผลต่อเนื่องแน่นอน คือ ลดความดันโลหิตได้ 15/7 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าออกฤทธิ์ได้ดีกว่ายาเสียอีก เพราะยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE Inhibitor สามารถลดความดัน โลหิตลงได้เพียง 5/2 มิลลิเมตรปรอทเท่านั้น ส่วนยาลดความดันโลหิต กลุ่มยาปิดกั้นแคลเซียม เช่น Norvasc, Cardizem ก็ช่วยลดความดันโลหิต ลงได้8/3 มิลลิเมตรปรอทเช่นกัน แถมยังมีผลข้างเคียงอีกสารพัด

แฟลกซ์ซีคเทียบกับอาหารชนิดอื่นๆ

ก่อนหน้านี้มีการวิจัยเกี่ยวกับอาหารชนิดต่างๆที่ช่วยลดความดันโลหิตชนิดที่ดีรองลงมาคือ

บีตรู้ต ซึ่งพบว่า การดื่มน้ำบีตรู้ตปั่นวันละ 500 กรัม (2 แก้ว) ช่วยลดความดันโลหิตตัวบนลงได้เฉลี่ย 5 มิลลิเมตรปรอท ดื่มน้ำบีตรู้ตปั่นวันละ 2 แก้ว ช่วยลดความดันโลหิต
เมื่อวัดความดันโลหิตภายในเวลา 6 ชั่วโมงหลังดื่ม เปรียบเทียบกับน้ำปั่นหลอก ซึ่งไม่ช่วยลดความดันโลหิตลงเลยเพียงแต่งานวิจัยเรื่องนี้เปรียบเทียบสุขภาพอาสาสมัครหลังดื่มน้ำบีตรู้ตในเวลาเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่ได้เปรียบเทียบผลระยะยาวหลายเดือนเหมือนงานวิจัยของแฟลกซ์ซี้ด

และคนก็มักจะถามผมต่ออีกว่า แฟลกซ์ซี้ดอยู่ในอาหารจำพวกไหน ซื้อได้ที่ไหน กินนานๆแล้วจะมีผลข้างเคียงไหม คนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำกินได้ไหม

ตอบว่าแฟลกซ์ซี้ดเป็นอาหารจำพวกธัญพืช (Grain) คล้ายข้าวหรือ ข้าวสาลี ราคาไม่แพง มีขายตามร้านซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป รวมทั้งที่ร้านเลมอนฟาร์ม
แฟลกซ์ซี้ดนี้กินมากๆเป็นเวลานานๆก็ไม่มีผลข้างเคียง เพราะเป็นธัญพืชเหมือนข้าว แต่จะกินทั้งเมล็ดไม่ได้ เพราะกินเข้าไปอย่างไรก็จะออกมาอย่างนั้น ดังนั้นต้องบดเป็นผงก่อน ร่างกายจึงจะย่อยได้

ส่วนที่ถามว่าคนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำกินแฟลกซ์ซี้ดได้ไหม

ตอบว่า คนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำกินอะไรก็ได้ครับ เพราะแท้จริงแล้วโรคความดันโลหิตต่ำไม่ใช่โรคอะไรเลย แต่เป็นมธุรสวาจาของหมอที่นิยมใช้บอกคนไข้ที่ไม่ยอมออกจากคลินิกทั้งที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรสักอย่าง หรือพูดแบบบ้าน ๆ โรคความดันโลหิตต่ำแปลว่ โรคคิดไปเอง นั่นล่ะ

สุขกาย ข้อมูลการดูแลสุขภาพ น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย ได้ผลจริง จากกูรูสุขภาพ - ชีวจิต

26/04/2019

บำรุงสายตาด้วยสุดยอด 6 ผัก-ผลไม้...แถมประหยัดเงินในกระเป๋า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sukkaphap-d.com

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสมัยนี้เราใช้สายตากันมากขึ้น ไหนจะจ้องจอคอมทั้งวัน ไหนจะมือถือ ไอแพด แท็บเล็ต และยังมีทีวีที่ต้องดูข่าวสารอีก นี่ยังไม่รวมเวลาอ่านเอกสารทำงานด้วยนะ เรียกได้ว่าใช้สายตาจนสมองมึนงงไปเลยทีเดียว

ฉะนั้นการดูแลสายตาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เราควรถนอมสายตาให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ก่อนที่จะต้องตัดแว่นหรือทำการรักษา

คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันนั้น มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา โดยเฉพาะใครที่ต้องใช้สายตาตอนกลางคืนแล้วล่ะก็ รีบมารู้จักสารอาหารดีๆ ซะตอนนี้เลย

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับสายตา

1. วิตามินเอ เป็นสารที่ช่วยในการทำงานของจอประสาทตา และมีบทบาทสำคัญในการมองเห็นเวลากลางคืน เราสามารถพบได้ในผักใบเขียว พวก ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักใบโขม และฟักทอง

2. วิตามินบี มีการศึกษาที่พบว่าวิตามินบี1 และ บี12 มีบทบาทในการชะลอการเกิดต้อกระจกได้ โดยแหล่งที่มีวิตามินชนิดนี้ คือ ตับ ไข่ เนื้อสัตว์และนมสด

3. วิตามินซี วิตามินซีเป็นที่รู้กันดีว่าอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเหี่ยวย่อนของผิวพรรณ แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันยังช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วย ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีมากได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อม กะหล่ำดอก บรอกโคลี่ เป็นต้น

4. วิตามินอี เป็นวิตามินอีกตัวที่ช่วยชะลอความแก่ ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอประสาทตา จากการศึกษาพบว่ามีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกเช่นเดียวกัน พบได้มากในน้ำมัน ธัญพืช น้ำมันดอกคำฝอย ข้าวโพด และถั่วเหลือง

5. เบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตมินเอ นั้นเอง ซึ่งมีบทบาทในการต้านสารอนุมูลอิสระและช่วยในการมองเห็นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการมองในเวลากลางคืน จะพบได้มากในผัก ผลไม้ ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น แครอท มะละกอ ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง และผักบุ้ง

6 ผัก -ผลไม้บำรุงสายตา

1. ฟักทอง ขึ้นชื่อเป็นผลไม้บำรุงสายตาที่มีประโยชน์หลากหลาย เช่น ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร บำรุงตับไต สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าที่ตาย และที่สำคัญมีสารลูทีนป้องกันการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรตินา มีวิตามินบำรุงสายตา มีเบต้าแคโรทีน มีสาร Antioxidant ในปริมาณเข้มข้น จึงช่วยต้านมะเร็งด้วย นั้นเอง

2. ผักบุ้ง เป็นผักบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ไม่ทำให้ปวดตา และยังมีเบต้าแคโรทีนสูง นอกจากผักบุ้งยังอุดมไปด้วยเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด รู้หรือไม่ว่าการรับประทานผักบุ้งให้ได้สารอาหารครบถ้วนนั้น ควรรับประทานแบบสด หรือลวกเล็กน้อย แต่ถ้าต้องการผัดให้ใส่น้ำมันนิดเดียวเท่านั้น

3. มะม่วงสุก ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามะม่วงสุกช่วยยังไง ก็อย่างที่บอกว่าผลไม้ที่มีสีเหลืองช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี ฟอสฟอรัส ใยอาหาร ซึ่งเป็นสารอาการบำรุงสายตา บำรุงเหงือกและฟัน แถมยังช่วยให้ผิวพรรณสดใส ช่วยลดสิวเสี้ยนและริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมะม่วงสุกมีรสชาติหอม หวาน แถมยังนำมาแปรรูปเป็นไอศกรีมมะม่วง อร่อยจนซัดหมดถ้วยไปเลย อย่างงี้ไม่เรียกผลไม้บำรุงสายตาได้ไง เน๊อะ

4. แครอท รู้หรือไม่ว่าแคอรอทมีสารต้านแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาผักสีส้ม นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งช่วยในการบำรุงรักษาดวงตา เพราะมีผลต่อปฏิกิริยาเคมีที่มีในดวงตาทำให้ไวต่อแสง นอกจากนี้วิตามินเอในแครอทยังช่วยให้มีสุขภาพผิวที่ดี และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้

5. ตำลึง เป็นผักบำรุงสายตาที่หาได้ง่าย มักจะเกิดเองตามรั้วบ้าน แต่มีสารอาหารสูงไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ตำลึงเป็นพืชที่มีเบต้าแคโรทีน ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อ เป็นสารอาหารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จัดเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุด

6. เบอร์รี่สีเข้ม เช่น บิลเบอรี่ บลูเบอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะมีสารแอนโดไซยานินส์ เพื่อให้การมองเห็นในตอนกลางคืนดีขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องขับรถในเวลากลางคืนเป็นประจำ ยิ่งเราใช้สายตามากเท่าไหร่ ยิ่งไม่บำรุงรักษา มันก็ยิ่งเสื่อมสภาพไปเร็วเท่านั้น และเมื่อถึงวันนั้นเราอาจจะเสียใจที่ไม่ลงมือทำอะไรเสียตั้งแต่วันนี้

ปัจจุบันผลไม้บำรุงสายตาอย่างเบอร์รี่มีขายแบบสกัดเข้มข้น หาทานง่าย ได้ประโยชน์รวดเร็ว ลองซื้อมาดื่มบำรุงสายตาดูนะค่ะ

ดวงตาเปรียบดังหน้าต่างของหัวใจ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะสมัยนี้ต้องใช้สายตามากกว่าเดิม ไหนจะเพ่งจอคอมโน้ตบุ๊ค ไอแพด มือถือ แบบนี้จะไม่ให้หาผัก ผลไม้มาบำรุงสายตายังไงไหว ถ้าใครเห็นว่าบทความนี่ดี อยากแชร์ไปให้เพื่อนๆ ได้ดูแลตัวเอง รีบจัดไปเลยจ้า นอกจากนี้ทางเว็บของเรายังมีบทความดีๆ ที่เชื่อถือได้อีกมากนะจ๊ะ

404 ไม่พบหน้าที่คุณต้องการ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) 25/04/2019

ฝึกการหายใจ ผ่อนคลายความเครียด
โดย Patcharee Bonkham
|
วันที่ 24 สิงหาคม 2560

ที่มา : หนังสือชีวิตใหม่ ไร้พุง How to สลายน้ำหนักด้วยหลัก 3 อ. จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/

วิธีผ่อนคลายความเครียดที่ง่ายที่สุดและทำได้ทุกเวลาคือ “การหายใจ” ตามปกติคนทั่วไปจะหายใจตื้นๆ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายน้อยกว่าที่ควร ยิ่งเมื่อเกิดอาการเครียด การหายใจก็จะถี่และตื้นกว่าเดิม การฝึกลมหายใจช้าๆลึกๆ อย่างถูกวิธีจะทำให้หัวใจเต้นช้าลง การเผาผลาญอาหารสมบูรณ์ขึ้น ความดันโลหิตลดลง สมองแจ่มใส ความเครียดลดลง และอามรมณ์ดีขึ้น

วิธีการฝึก

- นั่งในท่าที่สบายแล้วหลับตา
- ค่อยๆ หายใจเข้า พร้อมนับเลข 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ 1...2...3...4... ให้รู้สึกว่าท้องพองออกกลั้นหายใจเอาไว้ชั่วครู่
- ค่อยๆ หายใจออก นับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ เช่นเดียวกับตอนที่หายใจเข้า ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก โดยนับ 1 ถึง 8 อย่างช้าๆ 1...2...3...4...5...6...7...8... พยายามใส่ลมหายใจออกมาให้หมด

สังเกตว่าหน้าท้องแฟบลงทำซ้ำอีก โดยให้หายใจเข้าช้าๆ กลั้นไว้แล้วหายใจออก โดยช่วงเวลาที่หายใจออกให้นานกว่าช่วงเวลาหายใจเข้า

คำแนะนำ

1.ควรฝึกทุกครั้งที่รู้สึกเครียด รู้สึกหิว รู้สึกไม่สบายใจ หรือฝึกทุกครั้งที่นึกได้ โดยทำติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้ง

2.เพื่อสุขภาพที่ดี ควรฝึกหายใจไปพร้อมกับการออกกำลังกาย หรือทำกิจวัตรประจำวัน

3.ทุกครั้งที่หายใจออกให้รู้สึกได้ว่าผลักดันความเครียดออกมาด้วยจนหมด เหลือไว้แต่ความรู้สึกโล่งสบายขึ้น
ในแต่ละวันควรฝึกหายใจที่ถูกวิธีให้ได้ ประมาณ 40 ครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องทำติดต่อในคราวเดียวกัน

404 ไม่พบหน้าที่คุณต้องการ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านขายของ ใน Si Racha?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Si Racha
20230