TAIST-Science Tokyo

TAIST-Science Tokyo

Share

TAIST-Tokyo Tech is a cooperation program among Tokyo Institute of Technology (Tokyo Tech), King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang (KMITL), Sirindhorn International Institute of Technology (SIIT), King Mongkut’s University of Technology Thonburi (KMUTT), Kasetsart University (KU), and the National Science and Technology Development Agency (NSTDA)
The main objective of TAIST-Tokyo Tech i

06/07/2026

Meet the Humanoid Robots! 🤖🔥 Join TAIST Company Visit #2

Calling all Tech & Robotics enthusiasts! We are taking you on an exclusive tour of KSI Solutions Co., Ltd., the digital technology solution experts.

📌 Save the Date: 8 July 2026
✅ Live Humanoid & Service Robot exhibitions
✅ Exclusive Q&A and networking with industry experts
⏰ Time: 11:00 AM – 6:30 PM
🚌 Free round-trip transportation from Thailand Science Park, Pathum Thani (The lunch box included!)

https://forms.gle/BdekToK5RVdC1LB8A to register now!

Photos from TAIST-Science Tokyo's post 03/07/2026
26/06/2026

มีคำถามหนึ่งที่ถูกถามระหว่างงานเสวนา Net Zero Transformation ว่า

“ผมเข้ามาทำงานด้าน Net Zero ได้อย่างไร”

ผมตอบไปว่า พื้นฐานของผมจริง ๆ คือวิศวกรเครื่องกล ดังนั้นในสมัยเรียนปริญญาตรี ผมจึงมีโอกาสเรียนวิชาสำคัญวิชาหนึ่ง นั่นคือ Thermodynamics หรืออุณหพลศาสตร์
----------------

อุณหพลศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาการเปลี่ยนรูปแบบของพลังงาน และการนำพลังงานจากรูปแบบหนึ่งไปใช้งานในอีกรูปแบบหนึ่ง

สิ่งที่ทำให้ผมสนใจวิชานี้เป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเพราะมันเป็นวิชาพื้นฐานของวิศวกรรมเครื่องกล แต่เพราะผมมองว่า “พลังงาน” เป็นเรื่องของทุกคน

พลังงานไม่ได้อยู่แค่ในโรงไฟฟ้าหรือห้องปฏิบัติการ แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง ตั้งแต่ค่าไฟที่ต้องจ่ายทุกเดือน การเดินทางไปทำงาน การผลิตอาหาร การขนส่งสินค้า ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

ในอีกความหมายหนึ่ง พลังงานจึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต ความสะดวกสบาย และปากท้องของผู้คนทั้งสังคม ยิ่งเราสามารถผลิต ใช้ และจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งมีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่มั่นคงและมีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น
------------

หากมองย้อนกลับไปตลอดช่วงเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ความรู้ด้านอุณหพลศาสตร์ได้เปลี่ยนโลกอย่างมหาศาล เราสร้างเครื่องยนต์สันดาปภายใน สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน พัฒนาอุตสาหกรรม การคมนาคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาล ความมั่งคั่งและความสะดวกสบายจำนวนมากในโลกยุคปัจจุบันล้วนมีรากฐานมาจากความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนรูปพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าเหล่านี้ก็มีต้นทุนเช่นกัน เทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นในยุคอุตสาหกรรมอาศัยการเผาไหม้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอน และนำไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมหาศาล ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ผมจึงมองว่าวิศวกรเครื่องกลทุกคน อย่างน้อยในระดับหนึ่ง ควรตระหนักว่าเรามีส่วนร่วมทั้งในการสร้างความเจริญเหล่านี้ และมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่ตามมาด้วย หน้าที่ของเราไม่ได้มีเพียงการสร้างเทคโนโลยีให้ทำงานได้ แต่ต้องพยายามทำให้มันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าขึ้น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

แต่พอได้เรียนวิชา Thermodynamics ผมพบว่ามนุษยชาติแก้ปัญหาพลังงานมาเป็นเวลาหลายร้อยปีด้วยแนวทางเดียวกันเป็นหลัก นั่นคือการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อสร้างความร้อน แล้วเปลี่ยนความร้อนให้กลายเป็นงาน

แนวทางนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล แต่ก็มีข้อจำกัดพื้นฐานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือไม่ว่าเราจะออกแบบเครื่องจักรความร้อนให้ดีเพียงใด ประสิทธิภาพของมันก็ยังถูกจำกัดด้วยกฎพื้นฐานของธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Carnot Limit เสมอ

ตรงนั้นเองที่ผมเริ่มตั้งคำถามว่า หากการเปลี่ยนพลังงานผ่านความร้อนมีข้อจำกัดเช่นนี้ จะมีวิธีอื่นหรือไม่ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานได้โดยไม่ต้องอาศัยความร้อนเป็นตัวกลาง

คำถามนั้นพาผมไปรู้จักกับอุปกรณ์เคมีไฟฟ้าเป็นครั้งแรก
---------------

แทนที่จะเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อสร้างความร้อน แล้วค่อยเปลี่ยนความร้อนเป็นงานกล และเปลี่ยนต่อเป็นพลังงานไฟฟ้า อุปกรณ์เคมีไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนพลังงานเคมีเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรงผ่านปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า

ผมจึงได้ศึกษาทั้งแบตเตอรี่ ฟิวเซลล์ และอิเล็กโทรไลเซอร์ อุปกรณ์เหล่านี้ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในปัจจุบัน แบตเตอรี่ช่วยกักเก็บพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน ขณะที่อิเล็กโทรไลเซอร์และฟิวเซลล์ช่วยเชื่อมโยงโลกของไฟฟ้ากับโลกของไฮโดรเจน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะเป็นส่วนสำคัญของระบบพลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจอุปกรณ์เคมีไฟฟ้า และกลายมาเป็นงานวิจัยที่ผมทำอยู่จนถึงทุกวันนี้

ดังนั้น ในมุมหนึ่ง การทำงานด้าน Net Zero ของผมเป็นการเดินต่อจากสิ่งที่ผมเรียนมาตั้งแต่แรก และเป็นคำถามเดียวกันที่ผมติดตามมาตลอดตั้งแต่ระดับปริญญาตรี นั่นก็คือ

“เราจะใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้กับโลกและคนรุ่นต่อไป”