Orthostagram

Orthostagram

แชร์

12/05/2025

การวินิจฉัยอาการปวดข้อศอกด้านนอก (lateral elbow pain) ที่ควรรู้

การวินิจฉัยใช้อาการทางคลินิกเป็นหลัก ไม่ใช่การส่งตรวจภาพ!

ประวัติและอาการสำคัญ
- ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหรือแสบร้อนบริเวณข้อศอกด้านนอก
- อาการอาจร้าวลงไปตามแขนท่อนล่างหรือขึ้นไปถึงต้นแขน
- ปวดมากขึ้นเมื่อเหยียดข้อมือหรือบิดแขนท่อนล่าง (เช่น บิดผ้าเช็ดตัว)
- ผู้ป่วยมักบ่นว่ากำมือได้ไม่แน่นและยกของไม่ค่อยมีแรง

การตรวจร่างกายที่สำคัญ
- จุดกดเจ็บชัดเจนที่บริเวณ lateral epicondyle โดยเฉพาะจุดเกาะของกล้ามเนื้อ ECRB
- ปวดมากขึ้นเมื่อเหยียดข้อมือหรือนิ้วกลางโดยต้านแรง
- การวัด pain-free grip strength (ความแข็งแรงในการกำมือที่ไม่มีอาการปวด) เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำสูง

❗อย่าลืมวินิจฉัยแยกโรค! บางทีอาจไม่ใช่แค่ "tennis elbow"

หลายครั้งที่เจอผู้ป่วยปวดข้อศอกด้านนอกแล้วรีบสรุปว่าเป็น "tennis elbow" ทันที แต่อย่าลืมว่ามีโรคอื่นๆ อีกมากที่มีอาการคล้ายกัน เช่น:

- การกดทับเส้นประสาทที่คอ (cervical radiculopathy)
- ข้อไหล่ติด (frozen shoulder)
- การกดทับของเส้นประสาทเรเดียล (radial tunnel syndrome)
- ความไม่มั่นคงของข้อศอกด้านหลัง-ด้านนอก (posterolateral elbow instability)
- ข้อเสื่อม/ข้ออักเสบต่าง ๆ
- Low grade infection

เกร็ดความรู้: เบาะแสที่บ่งชี้ว่าอาจวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอายุน้อย (≤30 ปี), มีประวัติการบาดเจ็บ, ข้อศอกบวม หรือผ่านการฉีดสเตียรอยด์มาแล้วหลายครั้ง

⚠️ การส่งตรวจ imaging: จำเป็นน้อยกว่าที่คิด

การตรวจทางรังสีวิทยาช่วยในการวินิจฉัยได้ "น้อยมาก" แต่อาจพิจารณาส่งในกรณีต่อไปนี้:
- ต้องการวินิจฉัยแยกโรคที่เฉพาะเจาะจง
- ประเมินสภาพภายในข้อเพื่อวางแผนผ่าตัด
- ต้องการตรวจหาสาเหตุอื่นของอาการปวด

ทางเลือกในการตรวจภาพ:
- อัลตราซาวด์: ตรวจเยื่อบุข้อพับ (plica) และประเมินเส้นเอ็นได้แบบ real-time
- CT scan: ดูความเสื่อมในข้อ หรือกระดูกร้าวจากการใช้งานหนัก
- MRI: เหมาะสำหรับกรณีที่วินิจฉัยไม่ชัดเจน สามารถเห็นพยาธิสภาพภายในข้อได้ละเอียด

ศัพท์ทางการแพทย์ที่ควรรู้

ในวงการแพทย์มีการใช้คำที่หลากหลายสำหรับอาการปวดข้อศอกด้านนอก:
- "Lateral epicondylitis" (51.6%)
- "Tennis elbow" (28.1%)
- "Lateral epicondylalgia" (9.4%)

ปัจจุบันมีแนวโน้มเสนอให้ใช้คำว่า "lateral elbow disorders (LEDs)" เพื่อให้ครอบคลุมกว่าเดิม

สรุป

การวินิจฉัยที่ถูกต้องเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด การตรวจทางคลินิกสำคัญที่สุด และอย่าลืมพิจารณาโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน การส่งตรวจภาพควรทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

เอกสารอ่านเพิ่มเติมในคอมเมนต์

09/05/2025

เมื่อร่างกายสร้างกระดูกในที่ที่ไม่ควรมี!

โรคที่แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีผลกระทบรุนแรงต่อผู้ป่วย นั่นคือ Fibrodysplasia Ossificans Progressiva (FOP) หรือ Stone Man Disease

FOP คืออะไร?

FOP เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หายากมาก ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ เอ็น (ligament) และเส้นเอ็น (tendon) ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกระดูก ในตำแหน่งที่ไม่ควรมีกระดูก (เรียกว่า heterotopic ossification)

ลองจินตนาการว่าเหมือนร่างกายของคุณมี "สวิตช์" ที่ควบคุมการสร้างกระดูก แต่ในผู้ป่วย FOP สวิตช์นี้ติดค้างในตำแหน่ง "เปิด" ตลอดเวลา ทำให้เกิดการสร้างกระดูกมากเกินไปและในตำแหน่งที่ผิด

==
สาเหตุของ FOP

FOP เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ACVR1 (หรือ ALK2) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก

การกลายพันธุ์นี้ทำให้ตัวรับ ALK2 ทำงานผิดปกติ โดยมันจะถูกกระตุ้นมากเกินไป ทำให้เกิดการส่งสัญญาณผิดปกติใน Bone Morphogenetic Protein (BMP) pathway ซึ่งเป็นเส้นทางการส่งสัญญาณที่ควบคุมการสร้างกระดูก

ที่น่าสนใจคือ ในคนส่วนใหญ่ที่เป็น FOP การกลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ แต่หากผู้ป่วย FOP มีลูก ลูกจะมีโอกาส 50% ที่จะเป็นโรคนี้ด้วย (เพราะเป็นการถ่ายทอดแบบ autosomal dominant)

==
อาการของ FOP

สัญญาณแรก - นิ้วหัวแม่เท้าผิดปกติ

สัญญาณเตือนแรกของ FOP ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ความผิดปกติของนิ้วหัวแม่เท้าตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งพบในผู้ป่วยมากกว่า 90% โดยนิ้วหัวแม่เท้าอาจสั้นกว่าปกติ หรือมีรูปร่างผิดปกติ

==
การเกิด "flare-ups"

เมื่อเด็กอายุประมาณ 5-10 ปี มักจะเริ่มมีอาการที่เรียกว่า "flare-ups" ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อเยื่ออ่อนเกิดการอักเสบ บวม และเจ็บปวด โดย flare-ups นี้อาจเกิดขึ้นเองหรือถูกกระตุ้นโดยการบาดเจ็บเล็กน้อย การฉีดวัคซีน หรือการเป็นไข้

หลังจาก flare-ups ผ่านไป บริเวณที่อักเสบจะค่อยๆ แข็งตัวและกลายเป็นกระดูก ซึ่งจะไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้

==
การลุกลามของโรค

โรค FOP มีรูปแบบการลุกลามที่ค่อนข้างคาดเดาได้:
- จากส่วนบนของร่างกายลงสู่ส่วนล่าง
- จากส่วนใกล้ลำตัวไปสู่ส่วนปลาย
- จากด้านหลังไปด้านหน้า

ดังนั้น ผู้ป่วยมักจะมีปัญหาที่คอ กระดูกสันหลัง และไหล่ก่อน แล้วจึงลามไปยังข้อศอก สะโพก เข่า และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

เมื่อโรคดำเนินไป การเคลื่อนไหวจะถูกจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผู้ป่วยจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

==
การวินิจฉัย FOP

การวินิจฉัย FOP มักล่าช้าหรือผิดพลาดบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก (ประมาณ 1 ใน 1-2 ล้านคน)

หลายครั้งที่ผู้ป่วยถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคมะเร็งหรือโรคอื่นๆ และได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม เช่น การผ่าตัดเพื่อตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งกลับยิ่งทำให้อาการแย่ลง

การวินิจฉัยที่ถูกต้องทำได้โดย:
- การตรวจทางพันธุกรรม เพื่อหาการกลายพันธุ์ในยีน ACVR1/ALK2
- การตรวจทางรังสีวิทยา เช่น X-ray, CT scan หรือ MRI เพื่อดูการสร้างกระดูกผิดปกติ
- การสังเกตลักษณะทางคลินิก โดยเฉพาะความผิดปกติของนิ้วหัวแม่เท้า

==
การรักษาและการจัดการ FOP

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษา FOP ให้หายขาด การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการและชะลอการดำเนินของโรค

==
สิ่งที่ควรทำ:
- ใช้ corticosteroids ระยะสั้นเมื่อมี flare-ups
- ใช้ยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs หรือ COX-2 inhibitors เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
- ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อในปริมาณน้อยเมื่อมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก
- หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ

==
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง:
- การผ่าตัดใดๆ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูกเพิ่มเติม
- การฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ (ควรฉีดใต้ผิวหนังแทน)
- การตรวจทางการแพทย์ที่รุกล้ำร่างกาย
- กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

==
ความหวังในการรักษา

แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการรักษาที่สมบูรณ์ แต่มีงานวิจัยที่น่าสนใจกำลังดำเนินอยู่:

1. Palovarotene (Sohonos) - ยา retinoic acid receptor gamma agonist ที่ได้รับการอนุมัติสำหรับการรักษา FOP
2. Anti-activin A antibodies - ยาภูมิคุ้มกันที่มุ่งเป้าไปที่โปรตีน activin A ซึ่งกระตุ้นการสร้างกระดูกในผู้ป่วย FOP
3. Saracatinib - ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ tyrosine kinase ซึ่งมีบทบาทในการส่งสัญญาณที่ผิดปกติ
4. Rapamycin - ยาที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการสร้างกระดูก

==
การใช้ชีวิตกับ FOP

ผู้ป่วย FOP ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย แต่ด้วยการดูแลที่เหมาะสมและการสนับสนุนจากครอบครัว แพทย์ และชุมชน พวกเขาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

การปรับตัวกับความพิการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจรวมถึง:
- การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ
- การปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
- การได้รับการช่วยเหลือด้านจิตใจและอารมณ์

==
สรุป

FOP เป็นโรคหายากที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ก็มีงานวิจัยที่น่าสนใจและให้ความหวังมากมาย

References:
1. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK576373/
2. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/24476-fibrodysplasia-ossificans-progressiva

Image source: https://www.deviantart.com/atirum/art/Fibrodysplasia-Ossificans-Progressiva-431490712

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Nakhon Ratchasima?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่

Nakhon Ratchasima