IR PLUS
IR Plus Service ผู้ให้บริการนักลงทุนสัมพันธ์ แบบ One Stop Service ที่ให้บริการด้านเว็บไซต์ นักลงทุนสัมพันธ์ และ ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ รวมถึงงานด้านนักลงทุน สัมพันธ์แบบครบวงจร หรือ Investors Relation of Things โดยยึดถือในการเพิ่มคุณภาพการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยบริการนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations Service) ตั้งแต่ปี 2549 ภายใต้ชื่อบริการ IRPLUS ได้รับความไว้วางใจในการบริการจากบริษัทจดทะ
15/05/2026
KGI ชวนเทรด DW13 รับโค้ด Lazada มูลค่ารวมสูงสุด 1,000 บาท
DW13 โดย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับนักลงทุน เพียงซื้อ DW13 ขั้นต่ำ 3,000 บาท รับโค้ด Lazada มูลค่า 200 บาท (จำนวน 100 สิทธิ์ต่อวัน ตามเงื่อนไขที่กำหนด) รวมสูงสุดคนละ 1,000 บาท เพียง Upload หลักฐานผ่าน LINE ภายในเวลา 17.00 – 18.00 น. ของแต่ละวัน
สามารถร่วมกิจกรรมได้ทุกวัน ระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2569 โดยนับเฉพาะมูลค่าการซื้อ DW13 ที่มีราคาปิดวันก่อนหน้า 0.10 บาทขึ้นไป และยังไม่หมดอายุในเดือนพฤษภาคม 2569 ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thaiwarrant.com/dw13news/dwnews-details-493
#ลงทุนอย่างคุ้มค่า
15/05/2026
JMART โชว์ Q1/69 กำไรโต 16% แตะ 163 ล้านบาท ปันผล 0.135 บาทต่อหุ้น “Jaymart Mobile - Lock Phone - สุกี้ตี๋น้อย” หนุนธุรกิจฟื้นแกร่ง
JMART โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง กำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้นโต 16% แตะ 163 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.135 บาทต่อหุ้น รับแรงหนุนจากธุรกิจ Jaymart Mobile และสินเชื่อ “Lock Phone” ที่เติบโตโดดเด่น ผ่าน Synergy ของกลุ่มบริษัท ขณะที่ “สุกี้ตี๋น้อย” ยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 32% และสร้างส่วนแบ่งกำไรให้ JMART จำนวน 51 ล้านบาท ตอกย้ำพลัง Ecosystem ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก–การเงิน–เทคโนโลยี ที่เริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น พร้อมเดินหน้าต่อยอดธุรกิจ Digital Lending การพัฒนาองค์กรด้าน AI และธุรกิจที่ช่วยเสริมฐานรายได้ระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังผันผวน
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนการฟื้นตัวและการเติบโตของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการเงินภายใต้กลยุทธ์ “The Power of Synergy” โดยบริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 162.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 3,894.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของธุรกิจมือถือและสินเชื่อ Lock Phone รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าในเครือที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญในไตรมาสนี้ มาจากการเติบโตของธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม ภายใต้ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ซึ่งมีกำไรสุทธิ 57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159.1% จากปีก่อน จากความสำเร็จของธุรกิจ “Lock Phone” ที่สามารถขยายพอร์ตสินเชื่อได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการทำงานร่วมกันของบริษัทในเครือ ทั้ง Jaymart Mobile, SINGER, SGC และ KB J Capital ภายใต้บริการ SG Finance+ และ Samsung Finance+ ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าในกลุ่มสมาร์ตโฟนและ Digital Lending ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนการเติบโตของสินเชื่อดิจิทัลและความต้องการผ่อนชำระสมาร์ตโฟนโดยไม่ใช้บัตรเครดิตที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในยุคดิจิทัล
ขณะเดียวกัน บริษัทได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากส่วนแบ่งกำไรของ “สุกี้ตี๋น้อย” ซึ่งมีรายได้ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2,588 ล้านบาท เติบโต 32% และมีกำไรสุทธิ 170 ล้านบาท โดย JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 30% เป็นจำนวน 51 ล้านบาท ก่อนการปันส่วน PPA
ด้าน ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลให้การจัดเก็บหนี้ภายใต้แนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและมีการตั้งสำรอง Expected Credit Loss (ECL) เพิ่มขึ้นตามหลักความระมัดระวังทางบัญชี ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด (Non-cash Item) โดยบริษัทสามารถรักษาการเติบโตของกำไรผู้ถือหุ้นได้ จากการเติบโตของธุรกิจแกนหลักและ Synergy ของกลุ่มบริษัท
สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 JMART ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด Ecosystem อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างการเติบโตผ่านการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และฐานลูกค้าภายในกลุ่ม โดยเฉพาะ Lock Phone ธุรกิจสินเชื่อมือถือ Samsung Finance+ และ SG Finance+ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว รวมถึงการใช้ Data Analytics, CRM และแพลตฟอร์ม J Point เพื่อเพิ่มโอกาสการซื้อซ้ำและสร้างความภักดีของลูกค้าในระบบนิเวศของกลุ่มบริษัท
นอกจากนี้ บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J บริษัทยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เช่า ผ่านการพัฒนาโครงการใหม่ เช่น โรงแรม SENS Hotel, สนามกีฬา และ Sport Economy เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้ประจำในอนาคต พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่การเป็น AI Maturity Organization ผ่านโครงการ Jaymart Group AI Hackathon 2026 และ AI Transformation Workshop เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.135 บาทต่อหุ้น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของบริษัท แม้อยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ก่อนกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ซึ่งสะท้อนนโยบายการสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องให้แก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กับการเดินหน้าขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตระยะยาวของกลุ่ม JMART
ันผลแรง #สุกี้ตี๋น้อยหนุนกำไร #หุ้นJMART
15/05/2026
L&E กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมลุยเจาะตลาดราชการ สู้ศึกสินค้าจีน ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัดสินค้ากลุ่มนำเข้า วางเป้ารายได้โต 15 - 20% ตุน Backlog แกร่ง 1,300 ล้านบาท
บมจ. ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ (L&E) ผู้นำธุรกิจไฟฟ้าแสงสว่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ประกาศกลยุทธ์ การรับมือเศรษฐกิจชะลอตัวและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมเจาะตลาดราชการ ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัดสินค้ากลุ่มนำเข้า เสริมความแข็งแกร่งด้านฐานการผลิตด้วยโรงงาน LEM และ LES พร้อมเป้าหมายรายได้เติบโตที่ 15-20% พร้อมโชว์ความแข็งแกร่งของมูลค่างานในมือ (Backlog) ปัจจุบันที่ระดับ 1,300 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ล่าสุดประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 485 ล้านบาท ลดลง 6% ขาดทุนสำหรับงวด 21.1 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า 14.2 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 40%
นายอนันต์ กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบสงครามอิหร่าน-ตะวันออกกลาง และสินค้าจากจีนราคาถูกทะลักเข้าไทย เพื่อรับมือกับการทะลักเข้าของสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน บริษัทได้ใช้กลยุทธ์ “QISSS Way” (Quality, Innovation, Service, Speed, and Sustainability) เป็นอาวุธสำคัญในการสร้างความแตกต่าง ควบคู่กับการผลักดันมาตรฐาน “Made in Thailand” (MiT) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักในการเข้าถึงงานประมูลภาครัฐและโครงการเอกชนที่เน้นคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ช่วยเสริมเกราะป้องกันจากสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการเพิ่มรายได้จากงานราชการ ด้วยสินค้านวัตกรรม ซึ่งเป็นพระเอกช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทในขณะนี้ ปัจจุบันสัดส่วนงานราชการอยู่ที่ 40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่งานภาคเอกชนสัดส่วนอยู่ที่ 60%
บริษัทฯ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจด้วยศักยภาพจากโรงงาน LEM และ LES ซึ่งเป็นฐานการผลิตระดับ Mass Manufacturing ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับกระบวนการผลิตตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ L&E สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ในระดับสากล
ขณะที่สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ L&E ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มคลังสินค้าอัจฉริยะ อาคารสำนักงานที่เน้นความยั่งยืน และงานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก Backlog ที่แข็งแกร่งราว 1,300 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงโครงการบางส่วนที่เลื่อนรับรู้รายได้จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าในศักยภาพการให้บริการแบบครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ
“บริษัทฯ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุกและการสร้างความยืดหยุ่นในทุกมิติของธุรกิจ จะทำให้ L&E สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตปี 2569 ได้ตามแผนที่วางไว้ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแสงสว่างที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคง” นายอนันต์ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการ 485 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 29 ล้านบาท หรือลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากราคาขายต่อหน่วยที่ปรับตัวลดลง รวมถึงสัดส่วนการขายสินค้าที่มีราคาสูงลดลง ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำลง แม้คุณภาพบางด้านจะลดลง อย่างไรก็ตาม ยอดขายของสินค้ากลุ่ม Manufacturing Focus ซึ่งบริษัทพัฒนาจนสามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้ ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และสินค้ากลุ่ม Smart Driver ที่บริษัทขายผ่านพันธมิตรไปยังตลาดอเมริกา มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัทมีขาดทุนสำหรับงวด 21.1 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า 14.2 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 40% เป็นผลจากกำไรขั้นต้นจากการขาย รวมรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 14.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% แม้ยอดขายจะลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 32.8% ในปี 2568 เป็น 37.2% ในปี 2569 ซึ่งเป็นผลจากบริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 2.6 ล้านบาท
โดยค่าใช้จ่ายในการขายและให้บริการรวมดอกเบี้ยจ่ายลดลง 0.5 ล้านบาท หรือลดลง 0.2% สาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง 1.8 ล้านบาท เพราะมีเงินกู้ยืมจากธนาคารลดลง 41.3 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยได้ปรับตัวลดลงจาก 4.61% ในปี 2568 เป็น 4.10% ในปี 2569 ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 0.8 ล้านบาท
&EQISSSWay #นวัตกรรมแสงสว่างMiT #หุ้นL&E ้าน
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
466 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
Bangkok
13010