Development Economic Review

Development Economic Review

แชร์

Development Economic Review (DER), formally named NIDA Economic Review, is the national academic journal in the area of Economics, Public Policy, Social Science, and Management. Listed in the Thailand Citation Index, DER is under management decision by the Graduate School of Development Economics, National Institute of Development Administration (NIDA)

สัมภาษณ์: 10 ปัญหาครูไทย ผ่านแว่นตา "ครุเศรษฐศาสตร์" ของพิริยะ ผลพิรุฬห์ - Knowledge Farm 20/11/2017

บทสัมภาษณ์บรรณาธิการของวารสารครับ

สัมภาษณ์: 10 ปัญหาครูไทย ผ่านแว่นตา "ครุเศรษฐศาสตร์" ของพิริยะ ผลพิรุฬห์ - Knowledge Farm Knowledge Farm-ฟาร์มรู้สู่สังคม ชวนไขปริศนาปัญหาการศึกษาไทยผ่านแว่นตา ’ครุเศรษฐศาสตร์’ กับ ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ และนักวิจัยในหลายโครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Photos 11/02/2016

ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศแรกๆที่ได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงตามกรอบ Framework Convention on To***co Control (FCTC) ของ World Health Organization (WHO) โดยได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดการสูบบุหรี่ของประชาชน ทั้งแบบที่เป็นกฎหมายบังคับใช้ เช่น นโยบายทางด้านภาษี นโยบายควบคุมการลักลอบนำเข้าบุหรี่หนีภาษี นโยบายห้ามโฆษณา นโยบายเกี่ยวกับแบบซองและคำเตือนต่างๆ และแบบสมัครใจ เช่น การให้การศึกษา การรณรงค์และสนับสนุนให้คนเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีการจัดตั้งองค์กรอิสระที่มีการส่งเสริมการงดสูบบุหรี่ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีการใช้มาตรการทางด้านภาษี (ปัจจุบันสรรพสามิตบุหรี่สูงถึง 85% ซึ่งคิดเป็น 70% ของราคาบุหรี่ขายปลีก) การบังคับห้ามการโฆษณาบุหรี่ผ่านสื่อ การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ รวมไปถึงการบังคับให้มีภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ (Graphic Health Warnings, GHW)

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2544-2554) อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมของคนไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตโดยเมื่อแยกพิจารณาตามกลุ่มอายุ มีเพียงกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 40 ปีเท่านั้นที่อัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนกลุ่มอายุ 15-19 ปี มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-39 ปีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการลดลงหลังปีพ.ศ.2544 คนไทยยังคงมีอัตราการสูบบุหรี่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 20-60 ปี ซึ่งส่งผลให้ในปัจจุบันยังคงมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละมากกว่า 50,000 คน ดังนั้นนโยบายเพื่อลดการสูบบุหรี่ในประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันยังคงเป็นสิ่งที่ที่ท้าทายถ้าสังเกตได้จากการที่การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุอันดับสามที่ทำให้เกิดโรคในประเทศไทย

ถ้าจะวิเคราะห์ถึงผลกระทบของมาตรการการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศแคนาดาสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไต้หวัน มีการศึกษาถึงผลของการบังคับใช้ภาพคำเตือนที่มีต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่มากมาย โดยผลการศึกษาส่วนใหญ่พบว่าภาพคำเตือนช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลง โดยยิ่งถ้าขนาดภาพคำเตือนที่ใหญ่ขึ้นก็จะได้ผลดีขึ้นเท่านั้นแต่การเพิ่มขนาดจะได้ผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ถึงแค่ขนาดรูปภาพขนาดหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนั้น การศึกษาของ Hammond (2011) ยังพบว่า ภาพคำเตือนมักได้ผลต่อผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่คิดสูบบุหรี่ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางและพบว่าการใช้นโยบายภาพคำเตือนได้ผลที่ชัดเจนกว่าในกลุ่มผู้สูบวัยรุ่นที่มีอายุน้อยและกลุ่มผู้สูงอายุ ในขณะที่ การศึกษาของ Changและคณะ(2011)และ Cantrellและคณะ (2013) ยังพบว่าความแตกต่างทางเศรษฐกิจและระดับการศึกษามีผลอย่างมากต่อประสิทธิผลของการใช้ภาพคำเตือนในประเทศไต้หวัน กล่าวคือ นโยบายดังกล่าวได้ผลดีกับกลุ่มคนที่มีอัตราการอ่านออกและเขียนได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้สูบไม่จำเป็นต้องอ่านและเข้าใจประโยคคำเตือนบนซองบุหรี่ แต่สามารถเข้าใจการสื่อสารจากรูปได้โดยตรง ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท

อย่างไรก็ดี มีงานศึกษาบางส่วนที่พบว่าการใช้ภาพคำเตือนนั้นมีผลน้อย หรือไม่มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่ เช่น Cecilและคณะ(2006) พบว่าภาพคำเตือนมีผลค่อนข้างน้อยต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มวัยรุ่นในมลรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ Siahpush และคณะ(2009) พบว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ผลในประเทศออสเตรเลียและ Aroraและคณะ(2012) และ Sansone และคณะ (2012 พบว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ในประเทศอินเดียยังไม่ประสบความสำเร็จในการลดอัตราการสูบบุหรี่เท่าที่ควร

สำหรับประเทศไทยนั้น ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ประโยคคำเตือนบนซองบุหรี่มาเป็นการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ในปีพ.ศ. 2548 การศึกษาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องเป็นเพียงการวิเคราะห์สถิติเบื้องต้นจากข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น เช่น พิมพ์พรรณ ศิลปะสุวรรณและคณะ (2548) และศรัญญา เบญจกุลและมณฑา เก่งพาณิช (2556) ซึ่งพบว่าประสิทธิผลของการใช้ฉลากและภาพเตือนบนซองบุหรี่ในประเทศไทยได้ผล ในเชิงที่ผู้สูบบุหรี่รับรู้ถึงอันตรายมากขึ้น และมีความคิดที่จะเลิกสูบ ในขณะที่ผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ก็ไม่อยากสูบมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นของ ธนนันท์ วรรณศิไรรัตน์ และคณะ(2553) และความมีประสิทธิผลของGHW จะขึ้นอยู่กับว่ารูปภาพคำเตือนนั้นเป็นรูปอะไร (โดยภาพมะเร็งปอดเป็นภาพที่ได้ผลมากที่สุด) แต่การวิเคราะห์ผลศึกษาของงานวิจัยทั้งสามที่ได้กล่าวมาไม่ได้มีการใช้แบบจำลองทางสถิติที่ควบคุมปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการอัตราการสูบบุหรี่อื่นๆ เช่น ไม่มีการควบคุมถึงผลของอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ หรือการกำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเลย

งานศึกษาของ ดร.ภาณุทัต สัชฌะไชย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาผลของภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ต่ออัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย และได้ตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review โดยการศึกษานี้ใช้ข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยที่มีการเผยแพร่ทางสาธารณะในช่วงปีพ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ.2554 โดยข้อมูลเป็นข้อมูลในเชิงภาพรวม(Aggregate Data) ที่รวบรวมจาก 3 แหล่งฐานข้อมูลได้แก่1) รายงาน Global Adult To***co Survey(GATS) ขององค์การอนามัยโลก (WHO), 2) รายงาน Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey ของสำนักงานสถิติแห่งชาติและ 3) รายงาน Health and Welfare Survey (HWS) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งแต่ละฐานข้อมูลมีการจัดเก็บในปีแตกต่างกัน ดังนั้นฐานข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ที่ผู้วิจัยใช้ในการศึกษานี้สร้างคือ ข้อมูล Pseudo-Panel Data ที่ครอบคลุมระยะเวลา 6 ปีที่ไม่ต่อเนื่องกันโดยแต่ละปีจะแบ่งผู้สูบบุหรี่ตามกลุ่มอายุ 8 กลุ่มคือ อายุ 15-19ปี, 20-24ปี, 25-29ปี, 30-34ปี, 35-39ปี, 40-49ปี, 50-59ปีและ 60ปีขึ้นไป

ผลการประมาณการจากแบบจำลอง Random Coefficients Model ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลของปัจจัยที่อาจจะมีขนาดแตกต่างกันตามแต่ละกลุ่มอายุ และผลของปัจจัยแต่ละตัวอาจจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันภายในกลุ่ม แสดงให้เห็นว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่นั้นช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีและคนอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีตอบสนองต่อภาพคำเตือนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของการใช้ภาพคำเตือนได้ผลค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ซึ่งมีประสิทธิผลมากกว่า

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการสูบบุหรี่มากที่สุด คือ ระดับราคาบุหรี่ขายปลีกโดยเปรียบเทียบ ซึ่งคำนวณจากสัดส่วนของดัชนีราคาบุหรี่ต่อดัชนีราคาผู้บริโภค ทั้งนี้ผู้วิจัยพบว่านโยบายภาษีสรรพสามิตบุหรี่นั้นไม่มีประสิทธิผลในการลดอัตราการสูบบุหรี่ลง ซึ่งผลที่ได้นั้นสอดคล้องกับ Sarntisart (2011) ที่พบว่าการขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่อาจจะไม่ทำให้ราคาบุหรี่ขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอัตราภาษีสรรพสามิตถูกจัดเก็บจากราคาพื้นฐานที่บริษัทบุหรี่เป็นผู้ตั้งและอาจตั้งต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อรักษาให้ราคาบุหรี่ขายปลีกไม่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น ผู้วิจัยยังพบว่าแนวโน้มอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงไม่ได้เกิดจากแนวโน้มตามกาลเวลา

เมื่อแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มผู้ชาย ผู้วิจัยพบผลการศึกษาที่คล้ายคลึงกันกับกลุ่มรวม แต่ผลของการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงถือว่ามีประสิทธิผลต่ำกว่าอยู่ดี และหากแยกวิเคราะห์กลุ่มคนในชนบทและกลุ่มคนในเมือง ผู้วิจัยพบว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่มีประสิทธิผลมากกว่าสำหรับกลุ่มคนในชนบท ซึ่งมีระดับการศึกษาหรือการอ่านออกเขียนได้ต่ำกว่า ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Fong และคณะ (2009) นอกจากนั้นกลุ่มคนในชนบทมีขนาดการตอบสนองต่อราคาบุหรี่ขายปลีกที่เปลี่ยนไปมากกว่ากลุ่มคนในเมือง นั้นคือ การเพิ่มขึ้นของราคาบุหรี่ขายปลีกจะทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของคนในชนบทลดลงมากกว่าคนในเมือง

นอกจากนั้น การศึกษานี้ยังพิจารณาผลที่อาจจะเกิดจาก novelty effect โดยผู้วิจัยเลือกใช้จำนวนภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ที่ใช้หมุนเวียนกันเพื่อป้องกันการเกิดการชินชาของผู้สูบบุหรี่ต่อภาพคำเตือนเดิมๆ ซึ่งการศึกษาพบผลจาก novelty effect ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงแต่มีขนาดที่เล็กมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการใช้นโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาบุหรี่ขายปลีก

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของงานศึกษานี้สามารถ Download ได้จากhttp://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/1-1.pdf

Photos 06/02/2016

วารสารเล่มเดิมภายใต้ชื่อใหม่ "Development Economic Review" ได้ฤกษ์ออกมาจากโรงพิมพ์แล้วครับ ทางเราจะดำเนินการนำเสนอเนื้อหาในบทความนี้ในวาระต่อๆ ไปครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ องค์กร ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่อยู่


Graduate School Of Development Economics, National Institute Of Development Administration (NIDA)
Bangkok
10240