Thai Testdrive
FM 102.0 MHz : รายการ ขับจริงลองจริงกับเล็กมนต์ชัย ทุกวันเสาร์ เวลา 15.10-16.00 น. หรือฟ้งออนไลน์ผ่าน App และฟังได้ที่ื 102Radio.net
TikTok : Thai Testdrive
YouTube : Thai Testdrive
21/05/2026
[EV CAR] LEPAS L6 🇨🇳 สุดยอด SUV ไฟฟ้าภายใต้เชอรี กรุ๊ป เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก
ผู้นิยามมาตรฐานใหม่แห่งการเดินทางอันสง่างาม ด้วยอัจฉริยภาพอันประณีต
ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว “ความสง่างาม” กลายเป็นคุณค่าที่โดดเด่นยิ่งกว่าที่เคย สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองกลายเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งขึ้นในการเดินทาง สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองและยุคปัจจุบัน รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนขยายของรสนิยมส่วนตัว เป็นพื้นที่อัจฉริยะอันประณีตที่เคลื่อนไหวได้ และเป็นเพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน
LEPAS L6 Premium SUV ไฟฟ้าภายใต้ CHERY Group (เชอรี กรุ๊ป) ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ “A Global High-Quality Tech SUV” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานออกแบบระดับพรีเมียมอย่างลงตัว พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สงบนิ่ง นุ่มนวล และเหนือระดับ สำหรับคนเมืองที่มองหาความสมดุลระหว่างความหรูหราและนวัตกรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เสือดาว” (Leopard Aesthetics) ซึ่งถ่ายทอดความงดงามที่ผสานพลังและความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์
ไฟหน้า LED ดีไซน์ “Predator Eyes” ช่วยเสริมบุคลิกที่ล้ำสมัยและโดดเด่น ขณะที่ตัวถังแบบ Low-Slung Wide-Body สร้างภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง สปอร์ต และโฉบเฉี่ยวเหนือระดับ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.27 Cd ผสานกับไฟท้ายดีไซน์พรีเมียมและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ต LEPAS L6 จึงมอบทั้งประสิทธิภาพการขับขี่และความโดดเด่นทางดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งความเรียบหรูผ่านพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หน้าจอแสดงผลแบบ Waterfall Screen ขนาด 13.2 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล 8155 มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็ว ลื่นไหล ดุจสมาร์ทโฟน
ด้านความปลอดภัย LEPAS L6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบป้องกันอัจฉริยะรอบคัน รวมถึงระบบตัดกระแสไฟระดับมิลลิวินาทีเมื่อเกิดการชน ระบบระบายแรงดันแบตเตอรี่แบบกำหนดทิศทาง และมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ระดับสูง ทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ความปลอดภัยไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา แต่เป็นเพื่อนคู่กายที่อุ่นใจและคงที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง
ในฐานะรถ SUV ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมือง LEPAS L6 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) ที่เน้นไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม LEX (Next-generation Intelligent Platform) ที่รองรับทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE), Plug-in Hybrid (PHEV) และไฟฟ้า 100% (BEV) มาพร้อมระยะฐานล้อยาวถึง 2,700 มม. ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางเสมือน “Mobile Grand Living Room” มอบการนั่งที่ผ่อนคลายและสบาย รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว
ด้วยพื้นที่จัดเก็บอเนกประสงค์ถึง 39 จุดตลอดทั้งคัน พร้อมดีไซน์ห้องเก็บสัมภาระแบบหลายชั้น และช่องเก็บใต้พื้นขนาด 99 ลิตร สามารถจัดเก็บสัมภาระส่วนตัว อุปกรณ์กลางแจ้ง และกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยการจัดวางยางอะไหล่ที่ด้านหน้ายังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของห้องเก็บสัมภาระ และเพิ่มความจุสัมภาระให้สูงสุด
ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ ประสิทธิภาพพลังงานที่ยอดเยี่ยม และระบบจัดการบรรยากาศภายในห้องโดยสารอัจฉริยะ และโหมดการทำงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด ทำให้ห้องโดยสารไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนต่อขยายอันสง่างามของชีวิตประจำวัน
ในฐานะรถ SUV เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก LEPAS L6 มาพร้อมนิยามมาตรฐานใหม่ของ SUV พลังงานไฟฟ้า ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อทุกการเดินทางที่สง่างามในทุกวัน
วันนี้ LEPAS L6 Premium SUV จึงไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่สะท้อนความสง่างามของคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง
21/05/2026
[EV CAR] The all-new Mercedes-AMG GT 63 4-Door Coupé, 2026 มาแล้ว รถสปอร์ตไฟฟ้า 100% สมรรถนะสูง 🇩🇪 หัวใจจะวาย วิ่งออกตัว 0-100 กม./ชม. 2.1 วินาที วิ่ง 0-200 กม./ชม. 6.3 วินาที กำลัง 1,169 แรงม้า PS แรงบิด 2,000 นิวตัน-เมตร | Cd 0.22 น้ำหนักรถ 2,460 กิโลกรัม วิ่งได้เร็ว 300 กม./ชม. (Driver Package)
The new Mercedes-AMG GT 4-Door Coupé: Revolutionary performance. Maximum intensity.
Unique drivetrain concept with three axial flux motors: The new 4-Door Coupé delivers up to 860 kW (1,169 hp) peak power
Sprint performance over marathon distances: Formula 1-based 800-volt battery with directly cooled cylindrical cells ensures fast, repeatable, and sustained power delivery
Future-proof charging performance: Recharge more than 460 kilometres (WLTP) in just 10 minutes with 600 kW1
Thrilling driving experience: Customisable driving dynamics and distinctive V8 experience ensure thrilling emotion
Maximum spread: AMG ACTIVE RIDE CONTROL suspension with semi-active roll stabilisation enables highly dynamic sports car handling and long-distance comfort
Intelligent aerodynamics: Active AEROKINETICS system maximises downforce and driving stability for even greater agility
Expressive-athletic design: Taut proportions and a sporty, distinctive interior underscore the highly dynamic character
Mercedes‑AMG GT 63 4-Door Coupé
combined energy consumption 21.0-17.9 kWh/100 km | combined CO₂ emissions 0 g/km | CO₂ class: A
15/05/2026
[NEW CAR] MICHELIN 🇹🇭 มิชลิน แนะวิธีเลือกใช้ยางเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับรถยนต์สันดาปและเพิ่มระยะทางวิ่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ‘มิชลิน’ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียางล้อระดับโลก ได้ชี้ให้เห็นว่ายางรถยนต์มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมทั้งแนะแนวทางในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์สันดาปและเพิ่มระยะทางขับขี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
ทั้งนี้ ยางรถยนต์รุ่นใหม่ส่งผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าที่ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่คาดคิด แนวทางประหยัดพลังงานของมิชลินสะท้อนอยู่ในปรัชญาองค์กร MICHELIN Total Performance ที่มุ่งพัฒนายางให้มีสมรรถนะสูงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ ความปลอดภัย อายุการใช้งาน และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ลดการสิ้นเปลืองพลังงานด้วยยางที่มีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำ
รถยนต์ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 20-30% ไปเพื่อเอาชนะแรงต้านทานการหมุนของล้อ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนรูปของยางขณะสัมผัสพื้นถนน หากยางมีแรงต้านทานการหมุนสูง เครื่องยนต์จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นและเผาผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นเพื่อให้รถยนต์เคลื่อนที่ ยางแต่ละรุ่นมีอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแตกต่างกัน โดยฉลากยางของสหภาพยุโรป (EU Tire Label) ได้จัดระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Efficiency Ratings) เอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ A (ประสิทธิภาพสูงสุด) ไปจนถึง E (ประสิทธิภาพต่ำสุด) ความแตกต่างระหว่างแต่ละระดับอาจทำให้รถสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นได้ถึง 7.5% หรือเทียบเท่า 0.5 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร [อ้างอิงการใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย 7 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร]
ยางพรีเมียมรุ่นใหม่ของมิชลินแสดงให้เห็นว่าสามารถผสานคุณสมบัติที่เหนือกว่าในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความปลอดภัย และความสบายขณะขับขี่ เข้าด้วยกันได้ในหนึ่งเดียว โดยไม่เพียงช่วยประหยัดเชื้อเพลิง แต่ยังให้สมรรถนะการยึดเกาะที่เป็นเยี่ยมและอายุการใช้งานที่ยาวนานร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น ยางที่เปิดตัวล่าสุด ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Primacy 5 energy) ได้รับมาตรฐานสูงสุดจากยุโรประดับ AAA โดยได้ A ในด้านการลดเสียงรบกวนจากภายนอก, สมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก และแรงต้านทานการหมุน ทั้งยังมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า จึงให้ระยะทางวิ่งมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงหรือรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Pilot Sport 5 energy) ได้รับมาตรฐานระดับ AA สำหรับสมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียกและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยไม่เพียงตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างแม่นยำฉับไวและให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ยังประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการลดความถี่ในการเติมน้ำมันและชาร์จแบตเตอรี่
ด้วยนวัตกรรมยางรุ่นล่าสุดของมิชลิน โดยเฉพาะยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ และยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ ซึ่งฉลากยางของสหภาพยุโรปจัดอันดับให้อยู่ในระดับ A ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผู้ขับขี่สามารถลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 6% (ราว 0.3 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายางทั้งสองรุ่นดังกล่าวยังช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้มากถึง 10% เมื่อเทียบกับยางระดับ C นอกจากนี้ ในการทดสอบอิสระซึ่งจัดทำโดย DEKRA ยังพบว่า ยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ ซึ่งได้รับรางวัล “ยางแห่งปี” (Tire of the Year) ในงานแสดงเทคโนโลยียางรถยนต์ Tire Technology Expo ประจำปี 2569 ณ เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี ให้ประสิทธิภาพด้านระยะทางวิ่งสูงสุดเหนือกว่ายางคู่แข่งชั้นนำในกลุ่มประเภทเดียวกันได้ถึง 40%
เคล็ดลับการขับขี่แบบประหยัดเชื้อเพลิง
แม้การเลือกยางจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังมีวิธีอื่นที่ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน ได้แก่
• รักษาระดับความดันลมยางให้เหมาะสม: หากลมยางต่ำกว่าค่ามาตรฐานเพียง 0.5 บาร์ จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรตรวจสอบระดับแรงดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้งขณะที่ยางเย็นตัว
• ขับรถด้วยความเร็วปานกลาง: การรักษาความเร็วสม่ำเสมอที่ประมาณ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงความเร็วที่เครื่องยนต์เผาไหม้เชื้อเพลิงได้คุ้มค่ามากที่สุด สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงได้มากถึง 25%
• ขับอย่างนุ่มนวล: ประหยัดเชื้อเพลิงได้โดยหลีกเลี่ยงการเหยียบคันเร่งแบบกระชาก, เปลี่ยนเกียร์ให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ และชะลอรถล่วงหน้าเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจร
• ลดน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็น: นำสัมภาระที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อลดภาระเครื่องยนต์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 25 กิโลกรัม จะทำให้ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงลดลงราว 1% โดยมีผลกระทบมากขึ้นในรถยนต์ขนาดเล็ก
มิชลินขอเชิญชวนผู้ขับขี่ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟันฝ่าวิกฤติพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่ ด้วยการเลือกใช้ยางที่เหมาะสม ดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี และขับขี่อย่างชาญฉลาด ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงโดยยังคงความปลอดภัยและความเพลิดเพลินในการขับขี่เอาไว้ได้ แต่ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติราคาและภาวะขาดแคลนพลังงานไปได้ด้วยดี
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok