Pui Shop For Man

Pui Shop For Man

แชร์

แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ สู้ตลอด
หยุดทุกปัญหา นกเขาไม่ขัน นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ ปวดเมื่อย ไม่มีแรง จิตใจไม่แจ่มใส ห่อเหี่ยว ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ 7 ชนิด
................................
สิ่งที่จะได้เมื่อทาน!
▶ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี
▶แก้นกเขาไม่ขัน
▶แก้ปวดหลัง ปวดเอว
▶ลดระดับน้ำตาลในเลือด
▶ลดคอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์
▶ส่งเสริมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ
▶เพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด
▶ลด

28/05/2019

สาเหตุของโรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์เป็นผลมาจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งเป็นภาวะของร่างกายที่มีการสะสมของกรดยูริกในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดการตกผลึกตามข้อต่าง ๆ จนเกิดอาการปวดบวมตามข้ออย่างรุนแรงและอาการอื่น ๆ ของโรคตามมา

กรดยูริกเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งในเลือดที่ได้มาจากการย่อยสลายสารพิวรีน (Purines) ในเนื้อเยื่อทั่วร่างกายและอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยร่างกายจะมีการปรับสมดุลของกรดยูริกด้วยการกรองจากไตก่อนมีการขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ เมื่อมีปริมาณกรดยูริกมากขึ้นจากการสร้างของร่างกาย จากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง หรือไตมีความผิดปกติในการกรองสารพิวรีน มักนำไปสู่ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น

การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก
การรับประทานอาหารทีมีสารพิวรีนมากเกินไป เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก กุ้งเคยหรือกะปิ ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ สารสกัดจากยีสต์
ได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ
การดื่มน้ำอัดลมเกินปริมาณที่พอดีต่อวัน ซึ่งมีการศึกษาพบว่าการดื่มน้ำอัดลมประเภทที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอาจเพิ่มการสะสมกรดยูริกในเลือดได้สูงถึง 85% นอกจากนี้ยังรวมไปถึงผลไม้และน้ำผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก
อาการเจ็บป่วยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเซลล์ในร่างกายอย่างรวดเร็ว เช่น โรคสะเก็ดเงินขั้นรุนแรง หรือความผิดปกติทางเลือดบางอย่าง
ยาบางประเภทที่ส่งผลต่อระดับกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาเคมีบำบัดบางชนิด ยาแอสไพริน และยาลดความดันโลหิตบางชนิด
โรคประจำตัวหรือสภาวะของร่างกายบางอย่าง เช่น ภาวะอ้วน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ไตทำงานผิดปกติ โรคเบาหวาน โรคพร่องเอนไซม์ ความผิดปกติของไขกระดูก โรคหลอดเลือดผิดปกติ
มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์ โดยพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะมีบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วย

┏━━━━━━━━━━━━━━┓
✦ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ✦
┗━━━━━━━━━━━━━━┛
ติดต่อ 🌹คุณเกล🌹
☎โทร : 064-9978742

หรือคลิกลิงค์คุยทางไลน์
https://line.me/R/ti/p/%40aal5288e

26/05/2019

รู้จัก..โรคเลือด มะเร็งร้ายเม็ดเลือด

หากเอ่ยถึง...“โรคเลือด” หลายท่านอาจรู้สึกคุ้นหูและคิดว่าโรคเลือดก็คือ...“ภาวะโลหิตจาง” หรือไม่ก็...“โรคธาลัสซีเมีย” แต่จริง ๆ แล้วโรคเลือดมีความหมายกว้างและครอบคลุมโรคต่าง ๆ มากกว่านั้น โดยจะรวมไปถึง...โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคไขกระดูกฝ่อ

ในประเทศไทยพบว่ามีแนวโน้มพบผู้ป่วยโรคระบบโลหิตนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดความไม่สมดุลในร่างกาย เช่น วิตกกังวล การติดเชื้อ การได้รับสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน...

ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เสียสมดุลของกลไกทางภูมิคุ้มกัน “เซลล์ที่ผิดปกติ” ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและควบคุมไม่อยู่จนกลายเป็น “มะเร็ง” ในที่สุด

นั่นเป็นเพราะว่า “ระบบเลือด” เป็นระบบที่สำคัญของร่างกายรองจากปอดและหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โรคทางระบบโลหิตวิทยา หรือโรคเลือด หมายถึง โรคหรือความผิดปกติของเม็ดเลือด ไขกระดูก ระบบ reticuloendothelial ต่อมน้ำเหลืองและระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งปัจจัยของการแข็งตัวของเลือด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มมะเร็งระบบเลือด ซึ่งพบได้บ่อย เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) มะเร็งไขกระดูก (Multiple Myeloma หรือ MM)
2.กลุ่มโรคเลือดที่ไม่ใช่มะเร็ง ซึ่งแบ่งได้ดังนี้
-โรคที่มีภาวะโลหิตจาง เช่น โรคธาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม โลหิตจางจากการขาดเหล็ก โลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 และโฟเลต ผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายแล้วเหนื่อย ในกรณีที่เป็นรุนแรงอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้��

-โรคที่มีความผิดปกติของไขกระดูก เช่น โรคไขกระดูกฝ่อ เกิดจากการที่ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดได้น้อยลง ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซีด เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง มีจ้ำเลือด เลือดออก เป็นไข้และมีโรคติดเชื้อ

-โรคมะเร็งระบบเลือด เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (Acute Leukemia) โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง (Chronic Leukemia) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง��“ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันจะมีจ้ำเลือด จุดเลือดออก เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือเลือดประจำเดือนออกมากมีไข้และโลหิตจาง...ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังมีม้ามโต หรือต่อมน้ำเหลืองโต ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองพบมีต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ ก้อนโตเร็ว แต่ไม่เจ็บ”

-โรคที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น โรคเลือดไหลไม่หยุด โรคเลือดออกผิดปกติจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคตับ หรือภาวะลิ่มเลือดกระจายทั่วไปในหลอดเลือด

-โรคที่มีการอุดตันของหลอดเลือดดำ ที่พบบ่อย คือ หลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน ทำให้มีขาบวมข้างเดียว ก้อนเลือดอาจหลุดไปอุดที่หลอดเลือดในปอดได้

“เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนเม็ดเลือดขาวก็เหมือนทหารทำหน้าที่ป้องกัน...ต่อสู้เชื้อโรค ส่วนเกล็ดเลือดก็มีหน้าที่ทำให้เลือดหยุด”

แล้วคุณสมบัติอันที่สองก็คือ จำนวนเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิดที่ว่านี้ต้องมีจำนวนพอเหมาะพอดี ไม่มากไปไม่น้อยไป ซึ่งมีโรงงานที่สร้างเรียกว่าไขกระดูกอยู่ในโพรงกระดูก พวกเราส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ก็อยู่ในกระดูกแบน ๆ เช่น กระดูกกะโหลกศีรษะ กระดูกสันหน้าอก กระดูกสะโพก

การสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกก็เริ่มต้นจากเซลล์ตัวแรกที่เรียกว่า “สเต็มเซลล์” หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด” แล้วก็เจริญตัวถัดไปแยกเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด หลังจากนั้นก็จะมีการแบ่งตัวอีกสี่ห้าขั้นตอน จนกระทั่งได้เป็นตัวหนุ่มสาวถึงจะปล่อยไปในเลือด ความต่างก็คือว่า เม็ดเลือดที่อยู่ในไขกระดูกยังเป็นเม็ดเลือดที่ทำหน้าที่ไม่ได้ พอโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ทำหน้าที่ได้ก็ปล่อยออกไปในเลือด

“ลูคีเมีย” หรือ “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” เป็นความผิดปกติของตัวอ่อนเม็ดเลือดขาวระยะที่ถัดมาจากเซลล์ต้นกำเนิดหรือ
สเต็มเซลล์โดยที่มีการเพิ่มจำนวน เพิ่มแบบมะเร็ง เพิ่มแบบไม่หยุดยั้ง คือมีการเพิ่มตลอดเวลา

“ลูคีเมีย” ก็แบ่งแยกย่อยไปได้อีก 2 ชนิด ชนิดเฉียบพลันกับชนิดเรื้อรัง ชนิดเฉียบพลัน จะไม่มีการเจริญเป็นตัวที่แก่เลย เป็นแต่ตัวอ่อนทั้งนั้น พวกนี้จะสะสมอยู่ในไขกระดูกทำให้ไปเบียดการสร้างเม็ดเลือดปกติของไขกระดูก เพราะฉะนั้นก็จะมีผลทำให้เม็ดเลือดปกติลดลง ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดลดลง

พอลดลงก็จะมีอาการผิดปกติ เช่น เม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีน้อย อวัยวะต่าง ๆ ก็ขาดเลือดก็เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด ส่วนเม็ดเลือดขาวพอต่ำก็มีไข้ เพราะเกี่ยวข้องกับการทำลายเชื้อโรค แล้วเกล็ดเลือดต่ำก็มีผลในเรื่องเลือดออกผิดปกติ มีเลือดออกตามผิวหนัง มีจ้ำเลือดใหญ่ ๆ หรือว่ามีเลือดออกจากอวัยวะสำคัญอื่น เช่น จมูก ไรฟัน หรือแม้กระทั่งปัสสาวะเป็นเลือด

“การรักษาทำอย่างนี้ ต้องเคมีบำบัดก่อน ให้ยาเคมีบำบัดไปฆ่า ทำลาย เซลล์มะเร็งลูคีเมียในไขกระดูก พอให้ยาปุ๊บ...เซลล์ในไขกระดูกก็ถูกทำลายไปด้วย ฉะนั้นการให้ยาไม่ใช่ว่าจะให้ทีเดียวตลอดเวลา แต่ต้องให้เป็นพัก ๆ สาม...สี่...ห้าวัน เจ็ดวันครั้ง พอให้เสร็จแล้วก็หยุดเพื่อให้ไขกระดูกฟื้นตัว”

คำว่าหายคือเซลล์มะเร็งในไขกระดูกน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์... การสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกเป็นปกติ

ปัญหาสำคัญมีว่า หายแล้วแต่โรคมะเร็งก็มีโอกาสกลับมาเป็นขึ้นอีก ปัจจุบันมีวิทยาการใหม่ในการรักษาด้วย “การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด” หรือที่เรียกว่า “การปลูกถ่ายไขกระดูก” เข้ามาใช้ ก็คือการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงแล้วตามด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หรือการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ไขกระดูกของคนอื่น

┏━━━━━━━━━━━━━━┓
✦ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ✦
┗━━━━━━━━━━━━━━┛
ติดต่อ 🌹คุณเกล🌹
☎โทร : 064-9978742

หรือคลิกลิงค์คุยทางไลน์
https://line.me/R/ti/p/%40aal5288e

22/05/2019

🤹‍♂️สมาธิสั้นใกล้ตัวเด็กกว่าที่คิด🤹‍♀️

พัฒนาการของเจ้าตัวเล็กบางครั้งอาจบ่งบอกความผิดปกติได้ ขอเพียงพ่อแม่ผู้ปกครองหมั่นสังเกตและอย่าปล่อยผ่านเมื่อเกิดความสงสัย โดยเฉพาะโรคสมาธิสั้น (ADHD-Attention Deficit Hyperactivity Disorder) ที่จากผลสำรวจล่าสุดของกรมสุขภาพจิตในปี 2559 พบว่า เด็กอายุ 6 - 15 ปีทั่วประเทศเป็นโรคนี้ถึงประมาณ 420,000 คน พบในเด็กผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 4 - 6 เท่า และในห้องเรียนที่มีจำนวนเด็กเฉลี่ย 40 - 50 คน พบเด็กที่เป็นโรคนี้แล้ว 2 - 3 คน ดังนั้นหากรู้เท่าทันและรักษาได้ทันท่วงทีย่อมช่วยให้อาการของเจ้าตัวเล็กดีขึ้นและเติบโตได้อย่างมีความสุข

รู้จักโรคสมาธิสั้น
โรคสมาธิสั้น (ADHD-Attention Deficit Hyperactivity Disorder) คือ ภาวะผิดปกติทางจิตเวชที่ส่งผลให้มีสมาธิสั้นกว่าปกติ ขาดการควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้มีลักษณะอาการซุกซน วอกแวกง่าย ไม่เคยอยู่นิ่ง เวลาที่พูดด้วยจะไม่ตั้งใจฟังและเก็บรายละเอียดไม่ค่อยได้ ขาดความรับผิดชอบ พบได้ค่อนข้างบ่อยในเด็กที่มีช่วงอายุระหว่าง 3 - 7 ปี แต่ในรายที่เป็นไม่มาก อาการจะแสดงออกชัดเจนกว่าในช่วงหลัง 7 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่ต้องเข้าโรงเรียนมีงานและการบ้านต้องรับผิดชอบหลาย ๆ ชิ้นในเวลาเดียวกัน มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและคุณครู รวมไปถึงการที่จะต้องรู้จักปรับตัวในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นและการเข้าสังคม โดยสาเหตุแท้จริงนั้นไม่สามารถทราบได้ชัดเจน แต่หนึ่งในนั้นคือการที่สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจทำงานน้อยกว่าปกติ

┏━━━━━━━━━━━━━━┓
✦ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ✦
┗━━━━━━━━━━━━━━┛
ติดต่อ 🌹คุณเกล🌹
☎โทร : 064-9978742

หรือคลิกลิงค์คุยทางไลน์
https://line.me/R/ti/p/%40aal5288e

18/03/2019

เช็คสุขภาพสมอง พร้อมแนะวิธีดูแลความทรงจำ

เคยสังเกตไหมว่าแต่ละวันเราใช้งานสมองอย่างหนัก ไม่ว่าจะท่องหนังสือเรียน คิดคำนวณวางแผนเรื่องต่างๆ ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ไหนจะเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ต้องใช้ทั้งสมองและสมาธิจนหน้านิ่วคิ้วขมวดไปหมด แล้วเคยไหมที่บางครั้งกลับลืมซะอย่างนั้นว่าตัวเองกำลังจะทำหรือพูดอะไร บางคนอาจจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องขำๆ เดี๋ยวก็จำได้เอง แต่หารู้ไม่ว่า นี่อาจเป็นสัญญาณของอาการเริ่มต้นของสมองเสื่อมก็เป็นได้ สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ (Nutrilite Health Institute) ชวนทุกคนมาเช็คสุขภาพสมอง พร้อมแชร์วิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลภาวะสมองเสื่อมกับ นพ. สมบูรณ์ รุ่งพรชัย แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อให้ทุกความทรงจำดีๆ อยู่กับเราตราบนานเท่านาน

สมองเราจัดเก็บความทรงจำผ่านกลไก Memory – Focus – Recall

การที่บางเรื่องหลับตาตื่นก็ลืม แต่บางเรื่องเป็นสิบปีเรายังจำได้ดีนั้นมาจากกลไกการเก็บความทรงจำของสมอง เมื่อร่างกายรับรู้สิ่งเร้าต่างๆ รอบตัว สมองจะเก็บเป็นความจำ (Memory) จากนั้นถูกส่งต่อไปสู่สมองเก็บความจำระยะสั้น (Short memory) ก่อน ซึ่งจะสามารถจำข้อมูลได้เป็นเวลา 30 วินาที และอาจสูญหายไปบ้าง เช่น การจดเบอร์โทรศัพท์จากคู่สนทนา แต่เมื่อได้รับการโฟกัส (Focus) โดยการคิดหรือทำซ้ำๆ และทบทวนอย่างมีสมาธิ สมองจะคัดเลือกส่วนความจำเพื่อเก็บเข้าสมองส่วนความจำระยะยาว (Long memory) อย่างเป็นระบบ เช่น การท่องเบอร์โทรศัพท์ และสมองมีระบบเรียกความทรงจำ (Recall) เพื่อดึงข้อมูลจากสมองจากส่วนที่บันทึกเก็บไว้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อต้องการโทรออกก็สามารถนึกออกและกดเบอร์โทรศัพท์นั้นได้ทันที แต่ข้อมูลที่ไม่มีการใช้ซ้ำๆ บางส่วนก็จะมีการลืมหรือลดรายละเอียดลงไป ดังนั้น เมื่อเริ่มมีภาวะสมองเสื่อมจะมีอาการสูญเสียความจำระยะสั้นก่อน เมื่อเสื่อมมากขึ้น ก็จะเริ่มเสียการโฟกัส ค่อยๆ สูญเสียความจำระยะยาว ส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิด การวิเคราะห์ และอารมณ์อย่างต่อเนื่อง

12/03/2019

ความจำเสื่อมกับสมองเสื่อมต่างกันยังไง นี่เรากำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงหรือเปล่านะ?
ความจำเสื่อม คือภาวะที่สมองเริ่มมีความบกพร่องต่อความทรงจำ แต่ยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันและดูแลตัวเองได้ เช่น ลืมกุญแจรถ ลืมเบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น ส่วนสมองเสื่อม คือกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองในทุกหน้าที่ มักมีผลต่อความจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงส่งผลกระทบต่อความคิด พฤติกรรม และการดำเนินชีวิตประจำวัน ตลอดจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการเตือนภาวะสมองเสื่อมได้ 10 ข้อ ดังนี้

1.สูญเสียความจำโดยเฉพาะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เช่น ลืมการสนทนา ลืมนัดหมาย
2.ทำกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยไม่ได้เหมือนเดิมหรือทำได้แต่ก็ยากลำบาก
3.มีปัญหาในการใช้ภาษา เช่น ลืมคำศัพท์ง่ายๆ ใช้คำผิดความหมาย
4.สับสนวันเวลาและสถานที่ เช่น หลงวัน เวลา บอกที่อยู่ตนเองไม่ได้
5.มีการตัดสินใจอย่างไม่เหมาะสม เช่น เปิดพัดลมแรงทั้งที่อากาศเย็นมาก
6.มีปัญหาเกี่ยวกับความคิดรวบยอด เช่น ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข บวกลบคูณหารไม่ได้
7.เก็บสิ่งของผิดที่ผิดทาง เช่น เก็บเตารีดในตู้เย็น เก็บนาฬิกาในโถน้ำตาล
8.อารมณ์แปรปรวน
9.บุคลิกภาพเปลี่ยน เช่น กลายเป็นคนช่างสงสัย หรือหวาดกลัวง่ายกว่าเดิมมาก
10.เก็บตัว เซื่องซึม ไม่กระตือรือร้น อยู่นิ่งๆ ไม่ออกสังคม

ทั้งนี้ กระบวนการเกิดสมองเสื่อมจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ โดยเราไม่รู้สึกตัว แต่ถ้าสังเกตอาการและรู้ตัวก่อนก็จะสามารถนำไปสู่การรักษาได้อย่างทันท่วงที

แพทย์หญิง แนะวิธี "ฟื้นฟูสายตา" ช่วยรักษาสายตายาว ตาฝ้าฟาง แถมช่วยลดความเครียด(คลิป) 28/02/2019

แพทย์หญิง แนะวิธี "ฟื้นฟูสายตา" ช่วยรักษาสายตายาว ตาฝ้าฟาง แถมช่วยลดความเครียด(คลิป) เมื่อไม่นานนี้เพจชอบยิ้ม ได้นำคลิปวิดีโอสอนเทคนิคบริหารดวงตามาโพสต์ไว้ในเพจ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่ม....

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


54/4-5 ถ. สุวินทวงศ์ แขวงมีนบุรี
Bangkok
10150