MasterPhechr CommandoFit - MPCF
มีสมาชิกและลูกศิษย์หลายท่านสงสัยจึง ถามว่า "ทำไม เพจจารย์เพชรต้องมีเสือและมีสัญลักษณ์เป็นเสือ"
ผมก็เลย ตอบไปว่า "มันก็เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาตนเองอย่างหนึ่งนะครับ หมายความว่า คนเราต้องมีความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว แข็งแกร่ง ทรงพลัง ยืดหยุ่น คล่องแคล่วว่องไว อย่างเสือ ทั้งยังต้อง เฉลียวฉลาด สุขุมรอบคอบที่จะทำอะไรเหมือนเสือกำลังจะล่าเหยื่อ ในด้านนิสัยใจคอ ก็ต้องเป็นคนจริงจัง รักษาคำพูด คำไหนคำนั้น ใจนั
24/03/2026
มาดูกันครับว่าตับช่วยจัดการไขมันอย่างไร...🤓
*** กระบวนการของตับที่มีผลต่อการเผาผลาญไขมัน ***
ตับเปรียบเสมือนโรงงานหลักที่ควบคุมการเผาผลาญไขมันในร่างกาย โดยทำหน้าที่จัดการกับกรดไขมัน คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ผ่านกระบวนการสำคัญดังนี้
// กระบวนการหลักของตับในการจัดการไขมัน
1. การย่อยและดูดซึม (Bile Production) ตับผลิต น้ำดี เพื่อส่งไปเก็บที่ถุงน้ำดีและหลั่งสู่ลำไส้เล็กเพื่อช่วยแตกตัวไขมันจากอาหารให้เป็นละอองขนาดเล็ก ทำให้เอนไซม์ย่อยไขมันทำงานได้ง่ายขึ้น
2. การสลายไขมันเพื่อพลังงาน (Beta-oxidation) ตับนำกรดไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงานผ่านกระบวนการทางเคมี หากร่างกายขาดน้ำตาล ตับจะเปลี่ยนกรดไขมันให้เป็น คีโตน (Ketones) เพื่อส่งไปเลี้ยงสมองและกล้ามเนื้อ
3. การสังเคราะห์ไขมัน (Lipogenesis) เมื่อเราได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีนมากเกินไป ตับจะเปลี่ยนส่วนเกินเหล่านั้นให้เป็น กรดไขมันและไตรกลีเซอไรด์ เพื่อนำไปสะสมในเนื้อเยื่อไขมันตามร่างกาย
4. การขนส่งไขมัน (Lipoprotein Synthesis) ไขมันไม่สามารถละลายในเลือดได้ ตับจึงสร้าง "พาหนะ" ที่เรียกว่า ไลโปโปรตีน (Lipoproteins) เช่น VLDL เพื่อขนส่งไขมันไปส่งตามเซลล์ต่างๆ และ HDL เพื่อนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับมาที่ตับเพื่อกำจัดทิ้ง
// ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเผาผลาญ
หากกระบวนการเหล่านี้เสียสมดุล จะนำไปสู่ภาวะ ไขมันพอกตับ (NAFLD) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก
1. การดื้ออินซูลิน ทำให้ตับสะสมไขมันมากขึ้นและเผาผลาญได้น้อยลง
2. แอลกอฮอล์ ขัดขวางกระบวนการเผาผลาญไขมันโดยตรงและกระตุ้นการสร้างไขมันใหม่ในตับ
3. สารอาหาร การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น โคลีน (Choline) อาจทำให้การส่งออกไขมันออกจากตับทำได้ยากขึ้นจนเกิดการคั่งสะสม
// "หัวใจสำคัญ" ในการฟื้นฟูระบบเผาผลาญของตับ
1. การลดน้ำตาลและแป้งขัดสี (Cutting Sugar & Refined Carbs)
เมื่อเรากินน้ำตาล (โดยเฉพาะ ฟรุกโตส) และแป้งขัดสี ร่างกายจะหลั่ง อินซูลิน ออกมาสูงมาก ซึ่งอินซูลินที่สูงจะไปสั่งให้ตับ "หยุดเผาผลาญไขมัน" และเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเหล่านั้นให้เป็นไขมันพอกตับแทน
- ผลที่ได้ ระดับอินซูลินจะลดลง เปิดโอกาสให้ตับดึงไขมันที่สะสมไว้ออกมาใช้เป็นพลังงานได้อีกครั้ง
2. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise)
การออกกำลังกายต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว วิ่งจ็อกกิ้ง หรือปั่นจักรยาน ช่วยตับได้โดยตรง
- เพิ่มการเผาผลาญกรดไขมัน กล้ามเนื้อที่ทำงานจะดึงกรดไขมันจากเลือดและตับไปใช้
- ลดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้เซลล์ไวต่ออินซูลินมากขึ้น ตับจึงไม่ต้องทำงานหนักในการจัดการน้ำตาล
- ลดการอักเสบ ช่วยลดโอกาสที่ไขมันพอกตับจะกลายเป็นตับอักเสบหรือตับแข็ง
** เคล็ดลับเพิ่มเติม การทำ Intermittent Fasting (IF) ร่วมด้วย จะยิ่งช่วยให้ตับมีช่วงเวลาที่ระดับอินซูลินต่ำนานพอที่จะดึงไขมันออกมาเผาผลาญได้อย่างเต็มที่
3. การออกกำลังกายแบบ แอนแอโรบิก (Anaerobic) เช่น การยกเวท (Weight Training) หรือการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านหนักๆ ก็ช่วยตับเผาผลาญไขมันได้ดีไม่แพ้แอโรบิกเลย แถมยังมีกลไกที่น่าสนใจมาก ดังนี้
1. การสร้าง "เตาเผา" พลังงาน (Muscle Mass)
- การเล่นเวทช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงานสูง แม้ในขณะที่เรา นั่งเฉยๆ ร่างกายที่มีกล้ามเนื้อมากจะดึงน้ำตาลและไขมันจากตับไปใช้เป็นพลังงานพื้นฐาน (BMR) ได้มากกว่าคนทั่วไป
2. การดึงน้ำตาลค้างสต็อก (Glycogen Depletion)
- การออกกำลังกายหนักๆ แบบแอนแอโรบิกจะดึง ไกลโคเจน (น้ำตาลที่สะสมในกล้ามเนื้อและตับ) ออกมาใช้จนหมดอย่างรวดเร็ว
- เมื่อไกลโคเจนหมด ตับจะถูกบีบให้ต้อง เผาผลาญไขมัน มาสร้างเป็นพลังงานชดเชยทันที
3. ผลพลอยได้หลังออกกำลังกาย (EPOC)
- หลังเล่นเวทหนักๆ ร่างกายจะเกิดสภาวะ "หนี้ออกซิเจน" ทำให้ระบบเผาผลาญยังคงทำงานสูงต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วโมง (Afterburn Effect) ซึ่งช่วงนี้ตับจะช่วยลำเลียงไขมันมาเผาผลาญเพื่อซ่อมแซมร่างกาย
4. การจัดการน้ำตาลและแป้ง (Sugar & Carbs Control)
- เมื่อคุณลดน้ำตาลและแป้งขัดสีร่วมกับการเล่นเวท จะเป็นการ "รุกฆาต" ไขมันพอกตับ เพราะร่างกายไม่มีน้ำตาลใหม่เข้ามาเติม และน้ำตาลเก่าในตับก็ถูกกล้ามเนื้อดึงไปใช้จนเกลี้ยง ผลคือตับจะสะอาดและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
// สรุปสั้นๆ
- แอโรบิก (วิ่ง/เดิน): เผาไขมัน "ขณะ" ทำ
- แอนแอโรบิก (ยกเวท): ช่วยให้ร่างกายเผาไขมันได้ดีขึ้น "ตลอดเวลา"
รู้อย่างนี้แล้ว ถ้ารักการออกกำลังกายเพื่อลดไขมันก็ขอให้ให้ความสำคัญกับตับให้มากนะครับ...🤓👍
04/03/2026
โลกทุกวันนี้ไว้ใจไม่ได้แล้ว ศึกษาให้เข้าใจไว้ดีกว่าครับ...😎
*** Emergency Go Bag หรือ กระเป๋าฉุกเฉิน ***
Emergency Go Bag (หรือ Grab-and-Go Bag) คือ กระเป๋าฉุกเฉิน ที่บรรจุสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วง 72 ชั่วโมงแรก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่บีบบังคับให้คุณต้องละทิ้งที่อยู่อาศัยทันที เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรืออัคคีภัย
// วิธีเตรียมพร้อมเช็กลิสต์สิ่งของสำคัญ
คุณควรจัดเตรียมสิ่งของเหล่านี้ไว้ในกระเป๋าที่หยิบฉวยได้ง่ายและกันน้ำได้
1. น้ำและอาหาร
- น้ำดื่มสะอาด (อย่างน้อย 1-3 ลิตรต่อคนต่อวัน)
- อาหารแห้งหรืออาหารกระป๋องที่ให้พลังงานสูงและเก็บได้นาน
2. ยารักษาโรคและชุดปฐมพยาบาล
- ยาประจำตัว (สำรองไว้อย่างน้อย 7 วัน) และยาแก้ปวด/ยาสามัญ
- ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น (พลาสเตอร์, แอลกอฮอล์, ผ้าก๊อซ)
3. อุปกรณ์ส่องสว่างและสื่อสาร
- ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง หรือไฟฉายแบบปั่นมือ
- Power Bank และสายชาร์จ
- นกหวีด เพื่อใช้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
- วิทยุพกพา (ใช้ถ่าน) สำหรับติดตามข่าวสาร
4. เอกสารสำคัญและเงิน
- สำเนาบัตรประชาชน, พาสปอร์ต, และกรมธรรม์ประกันภัย
- เงินสดสำรอง (ธนบัตรย่อย) เพราะตู้ ATM อาจใช้งานไม่ได้
5. ของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ
- เสื้อผ้าสำรอง 1-2 ชุด และผ้าห่มฉุกเฉิน
- หน้ากากอนามัย และอุปกรณ์สุขอนามัย (ทิชชู่เปียก, เจลล้างมือ)
// คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรตรวจสอบวันหมดอายุของอาหารและยาในกระเป๋าทุก ๆ 6 เดือน และระบุชื่อ-ที่อยู่พร้อมเบอร์ติดต่อฉุกเฉินไว้ในกระเป๋าด้วย
ส่วนการเตรียม Emergency Go Bag สำหรับกรณีเกิดสงคราม จะมีความซับซ้อนกว่าภัยธรรมชาติทั่วไป เพราะคุณอาจต้องใช้ชีวิตในที่หลบภัยเป็นเวลานาน หรือต้องเดินทางไกลด้วยเท้าภายใต้สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง
นอกเหนือจากอุปกรณ์พื้นฐานที่คุณเตรียมไว้แล้ว สิ่งที่ต้อง "เพิ่ม" เข้าไปเพื่อรับมือกับสภาวะสงครามมีดังนี้
1. การป้องกันตัวและอุปกรณ์ความปลอดภัย (Defense & Safety)
// ในภาวะสงคราม สิ่งที่น่ากลัวคือเศษอิฐ ปูน ควัน และสารเคมี
- หน้ากากกันฝุ่น/สารเคมี อย่างน้อยควรเป็น N95 หรือหน้ากากกันแก๊ส (Gas Mask) หากเป็นไปได้
- แว่นตานิรภัย (Goggles) ป้องกันฝุ่น ควัน และเศษวัสดุกระเด็นเข้าตา
- ถุงมือช่างแบบหนา สำคัญมากหากต้องขุดคุ้ยเศษซากหรือเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวาง
- ชุดกันฝน นอกจากกันฝนแล้ว ยังช่วยป้องกันฝุ่นปนเปื้อนเกาะตามเสื้อผ้าได้
2. พลังงานและการสื่อสาร (Energy & Communication)
// เมื่อระบบไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตอาจถูกตัดขาด
- วิทยุคลื่นสั้น (AM/FM) เพื่อฟังประกาศจากรัฐบาล (วิทยุเป็นสื่อที่ล่มยากที่สุดในภาวะสงคราม)
- แผนที่กระดาษ อย่าพึ่งพา Google Maps เพราะสัญญาณ GPS อาจถูกรบกวนหรือปิดกั้น
- แบตเตอรี่สำรองและแผงโซลาร์เซลล์พกพา เพื่อชาร์จอุปกรณ์สื่อสารในระยะยาว
3. อาหารและน้ำ (Long-term Survival)
- เครื่องกรองน้ำพกพา หรือ ยาฆ่าเชื้อในน้ำ คุณอาจไม่สามารถพกน้ำไปได้เพียงพอ การหาแหล่งน้ำธรรมชาติแล้วกรองเองจึงจำเป็น
- อาหารที่กินได้ทันที (MREs) อาหารที่ไม่ต้องใช้น้ำหรือไฟในการปรุง และให้พลังงานสูง (High Calorie)
- ภาชนะสเตนเลส สำหรับต้มน้ำหรืออุ่นอาหารจากไฟธรรมชาติ
4. สุขอนามัยและยารักษาโรค (Hygiene & Medical)
// ในภาวะสงคราม เชื้อโรคแพร่กระจายง่ายมาก
- ยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อ เตรียมไว้สำหรับแผลสดหรืออาการติดเชื้อ
- ถุงขยะและทิชชู่เปียก สำหรับการขับถ่ายและรักษาความสะอาดเมื่อไม่มีห้องน้ำ
- ชุดเย็บผ้าและเทปกาว (Duct Tape) สำหรับซ่อมแซมอุปกรณ์หรือที่พักชั่วคราว
5. เอกสารและของมีค่า (Assets)
- ทองคำหรือเงินสกุลหลัก ในภาวะสงคราม เงินท้องถิ่นอาจค่าเงินตกต่ำ ทองคำแท้หรือเหรียญทองขนาดเล็กมักใช้แลกเปลี่ยนปัจจัยสี่ได้ดีกว่า
- Thumb Drive ที่เข้ารหัสข้อมูล บันทึกสำเนาโฉนด บัญชีธนาคาร และรูปถ่ายครอบครัว
// ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับสถานการณ์สงคราม
- พรางตัว (Low Profile) กระเป๋าควรมีสีโทนหม่น (เทา ดำ น้ำตาล) ไม่ควรใช้สีสันฉูดฉาดหรือลายพรางทหาร เพราะอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเป้าหมายโจมตีหรือเป็นคู่ขัดแย้ง
- น้ำหนัก กระเป๋าไม่ควรหนักเกิน 20% ของน้ำหนักตัว เพราะคุณอาจต้องเดินเท้าเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร
- แผนการอพยพ นอกเหนือจากจุดนัดพบ ควรศึกษาเส้นทางรอง (ทางลัด หรือทางเท้า) ที่ไม่ใช่ถนนสายหลัก เพราะถนนใหญ่มักจะรถติดอย่างหนักหรือถูกปิดกั้น
03/03/2026
"...ตั้งแต่เด็กถูกสอนมาเสมอว่า อย่าแก้ปัญหาหนึ่งแต่ผูกอีกปัญหาหนึ่ง ดังนั้น ไม่อยากจบอย่าเริ่ม ถ้าเริ่มต้องจบ..."
21/02/2026
เบาหวิวแต่สำคัญสุดๆ ถ้าเข้าใจโซนนี้เรียกว่าออกกำลังกายเป็น แต่ถ้าไม่เข้าใจเรียกว่าบ้าคลั่งการออกกำลังกายนะครับ...👍😄👊
*** การออกกำลังกายแบบ Zone 1 (Very Light) ***
การออกกำลังกายแบบ Zone 1 (Very Light) คือ การออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นที่ต่ำที่สุด โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 50-60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (Maximum Heart Rate - MHR)
// ลักษณะสำคัญของ Zone 1
- ระดับความเหนื่อย รู้สึกเหนื่อยน้อยมาก สามารถพูดคุยเป็นประโยคยาวๆ หรือร้องเพลงได้แบบไม่ติดขัด
- กิจกรรมที่แนะนำ การเดินเล่น, การเดินเร็วเบาๆ, การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปั่นจักรยานช้าๆ
- ระยะเวลา มักใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
// ประโยชน์ของการออกกำลังกายใน Zone 1
- การวอร์มอัพและคูลดาวน์ ช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนออกกำลังกายหนัก และช่วยผ่อนคลายร่างกายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม
- การฟื้นฟูร่างกาย (Active Recovery) ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้นำออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ช่วยลดอาการบาดเจ็บและอาการล้า
- สุขภาพหัวใจและระบบเผาผลาญ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจในเบื้องต้น และดีต่อระบบเผาผลาญโดยรวม
- เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือผู้ที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บ
// วิธีคำนวณอัตราการเต้นหัวใจเบื้องต้น
ใช้สูตร 220 - อายุ = Max HR จากนั้นนำมาหาค่า 50-60% ดังนี้ (220 - อายุ)50-60% = ?-? ครั้ง/นาที
- ตัวอย่าง หากอายุ 30 ปี Max HR จะอยู่ที่ 190 ครั้ง/นาที ดังนั้น Zone 1 คือช่วง 95 - 114 ครั้ง/นาที
// ข้อดีของการออกกำลังกายแบบ Zone 1
แม้จะเป็นการออกกำลังกายในระดับ "เบามาก" แต่ Zone 1 ก็มีประโยชน์สำคัญที่ช่วยให้ร่างกายฟิตขึ้นในระยะยาว ดังนี้
1. ช่วยฟื้นฟูร่างกาย (Active Recovery)
การเคลื่อนไหวเบาๆ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ช่วยกำจัดของเสีย (เช่น แลกเตต) และลดอาการปวดเมื่อยหลังการซ้อมหนัก
2. เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับมือใหม่
เหมาะมากสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก เพราะช่วยให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวและคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวโดยไม่เกิดอาการบาดเจ็บ
3. ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ
เป็นกิจกรรมแบบ Low Impact (แรงกระแทกต่ำ) จึงช่วยรักษาสภาพข้อต่อและกล้ามเนื้อให้แข็งแรงโดยไม่ต้องรับภาระหนักเกินไป
4. ดีต่อสุขภาพจิต
ช่วยลดความเครียด ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และช่วยให้การนอนหลับมีคุณภาพดียิ่งขึ้น
5. เตรียมความพร้อม (Warm-up & Cool-down)
ใช้เป็นการวอร์มอัพเพื่อเตรียมหัวใจและกล้ามเนื้อก่อนเข้าสู่โซนที่หนักขึ้น หรือใช้คูลดาวน์เพื่อค่อยๆ ลดอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับสู่สภาวะปกติ
6. รักษาวินัยการออกกำลังกาย
ในวันที่ร่างกายล้าจนไม่สามารถซ้อมหนักได้ การทำ Zone 1 ช่วยให้คุณยังคงรักษาตารางการออกกำลังกายและสร้างนิสัยที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับการลดน้ำหนัก Zone 1 อาจเผาผลาญไขมันได้ไม่เท่าโซนที่สูงกว่า แต่ถือเป็น "รากฐาน" สำคัญที่ทำให้คุณออกกำลังกายได้นานและยั่งยืนขึ้น
// ข้อเสียของการออกกำลังกายแบบ Zone 1
แม้การออกกำลังกาย Zone 1 จะมีประโยชน์มากในการฟื้นฟูร่างกาย แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อเสียบางประการหากเน้นทำเพียงโซนเดียว ดังนี้
1. เผาผลาญแคลอรีน้อย
เมื่อเทียบในระยะเวลาที่เท่ากัน การออกกำลังกาย Zone 1 จะเผาผลาญพลังงานรวมได้น้อยกว่าโซนที่สูงกว่ามาก หากเป้าหมายหลักคือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว คุณอาจต้องใช้เวลานานมากเพื่อให้เห็นผล
2. ไม่ช่วยพัฒนาความฟิตสูงสุด (VO2 Max)
ความเข้มข้นในระดับนี้ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้หัวใจและปอดพัฒนาความสามารถในการรับออกซิเจนได้สูงสุด (Aerobic Capacity) หากออกแต่ Zone 1 อย่างเดียว สมรรถภาพทางกายอาจจะคงที่และไม่พัฒนาไปมากกว่าเดิม (Plateau)
3. ไม่เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับต่ำ จึงไม่เกิดกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อ (Hypertrophy) หรือเพิ่มแรงระเบิดของกล้ามเนื้อ
4. ใช้เวลานานเกินไป
สำหรับคนที่ตารางชีวิตรัดตัว การเดินหรือปั่นจักรยานเบาๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากับการวิ่งเร็ว 20-30 นาที อาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าของเวลา
5. ไม่มีภาวะ Afterburn Effect (EPOC)
การออกกำลังกายเบาๆ จะไม่ทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญต่อเนื่องหลังจากหยุดออกกำลังกายเหมือนกับการทำ HIIT (High-Intensity Interval Training)
6. ความแม่นยำของอุปกรณ์
การพึ่งพาเฉพาะค่าอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) เพียงอย่างเดียวอาจคลาดเคลื่อนได้จากปัจจัยอื่น เช่น อุณหภูมิ ความเครียด หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้คุณเข้าใจผิดว่าอยู่ในโซนที่ถูกต้อง
// โดยสรุป
Zone 1 เหมาะสำหรับการพักผ่อนและฟื้นฟู (Recovery) แต่หากต้องการเพิ่มความฟิตหรือลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ ควรผสมผสานการออกกำลังกาย Zone 2-4 เข้าไปด้วยตามความเหมาะสมนะครับ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10520