HSHGoldentrade

HSHGoldentrade

Share

01/09/2025

วิกฤตเงินเฟ้อโลก! ฮั่วเซ่งเฮงแนะกลยุทธ์ลงทุนทองคำ ก่อนภาษีทรัมป์มีผล 7 ส.ค.นี้

จับตาทรัมป์ลุยขึ้นภาษีนำเข้า 7 ส.ค.นี้ ดันเงินเฟ้อพุ่ง หนุนราคาทองระยะยาว ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ ระบุสงครามการค้ายังไม่จบลงโดยง่าย ขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ - จีน ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แนะสะสมทองคำเพื่อบริหารความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคต

เมื่อเร็วๆ นี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าทั่วโลกถึง 69 ประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 ส.ค. 2568 นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการกีดกันทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

มาตรการภาษีนำเข้าครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญกับสหรัฐฯ เช่น แคนาดา (ภาษี 35%) สวิตเซอร์แลนด์ (ภาษี 39%) และไต้หวัน (ภาษี 20%) นอกจากนี้ยังรวมถึงกลุ่มประเทศ BRICS ที่แสดงท่าทีต่อต้านนโยบายของทรัมป์ เช่น บราซิล (ภาษี 50%) แอฟริกาใต้ (ภาษี 30%) และอินเดีย (ภาษี 25%) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงยกเว้นภาษีสินค้าสำคัญบางประเภทจากบราซิล

สำหรับประเทศพันธมิตรที่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับทรัมป์ เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 15% เท่ากัน ขณะที่เม็กซิโกได้รับการผ่อนผันออกไปอีก 90 วันเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาต่อไป

📌 สงครามการค้าไม่จบ ดันราคาทองคำพุ่งต่อระยะยาว
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์ราคาทองคำมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยได้แรงหนุนจากสองปัจจัยคือ เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าที่ยังไม่จบลงโดยง่าย

โดยปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อ ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ว่า การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าในสหรัฐฯ แพงขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อสูงขึ้นตามไปด้วย สอดคล้องกับรายงานของ Fitch Ratings ที่คาดการณ์ว่าอัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) ของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 2.3% ในปี 2567 ไปสู่ระดับ 17% ในปี 2568 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อนี้จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

นอกจากนี้ จุดที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ ท่าทีของทรัมป์ที่มีต่อจีน โดยเฉพาะการตัดสินใจว่าจะขยายเวลาออกไปเพื่อชะลอภาษีศุลกากรตอบโต้อีกหรือไม่ ก่อนครบกำหนดในวันที่ 12 ส.ค.นี้

“หากสหรัฐฯ และจีนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนเส้นตายดังกล่าว จะส่งผลให้ความเสี่ยงด้านสงครามการค้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นในระยะถัดไป” ฮั่วเซ่งเฮงระบุ

📌 3 สถานการณ์ หากศึกการค้าสหรัฐฯ–จีนยืดเยื้อ
ฮั่วเซ่งเฮงได้ประเมินแนวโน้มราคาทองคำตามสถานการณ์ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ดังนี้

1. สหรัฐฯ-จีนไม่ขยายเวลาเส้นตาย
หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ หรือไม่สามารถขยายเส้นตายก่อนวันที่ 12 ส.ค. คาดว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 3,440 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้

2. สหรัฐฯ-จีนขยายเวลาเส้นตาย
หากสามารถขยายเวลาการเจรจาออกไปได้ คาดว่าราคาทองคำจะกลับเข้าสู่ช่วงการปรับฐานรอบใหม่ โดยอาจมีโอกาสทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 3,280-3,300 ดอลลาร์

3. สหรัฐฯ-จีนตอบโต้กันรุนแรง
นี่เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด หากสหรัฐฯ และจีนกลับมาใช้มาตรการภาษีนำเข้าในอัตราเดิมก่อนการเจรจาที่ 145% และ 125% ตามลำดับ จะเป็นปัจจัยบวกอย่างรุนแรงต่อทองคำ และอาจผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปทดสอบระดับ 3,500 ดอลลาร์ได้เช่นกัน

📌 โดยสรุป ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า การประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดการค้าโลกและส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญต่อราคาทองคำในระยะยาว

ดังนั้น นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการขยายเวลาเส้นตายในวันที่ 12 ส.ค.นี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

01/09/2025

ฮั่วเซ่งเฮงแนะจับตา ‘ทองคำ’ เมื่อสหรัฐเผชิญหนี้พุ่ง-วิกฤตงบฯ เสี่ยง Shutdown ก.ย. นี้

❗️เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่อปั่นป่วน! ความเสี่ยง ‘Government Shutdown’ พุ่ง กดดันพันธบัตร-ดันทองคำพุ่ง

🇺🇸 สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางเศรษฐกิจและการคลังอีกครั้ง เมื่อความเสี่ยง Government Shutdown ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลังรัฐบาลยังไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2026 ได้ทันกรอบเวลา ซึ่งถูกกำหนดไว้ในวันที่ 30 กันยายน 2025 โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเผยแพร่ "งบประมาณเบื้องต้น" (Skinny Budget) เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2025 ไปแล้ว แต่รายละเอียดงบประมาณฉบับเต็มยังไม่ถูกส่งให้สภาคองเกรส

📌 ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า การที่รายละเอียดงบประมาณฉบับเต็มยังไม่ถูกส่งให้สภาคองเกรส อาจทำให้กระบวนการพิจารณางบประมาณล่าช้า และเสี่ยงต่อการเกิด Government Shutdown หากไม่สามารถอนุมัติงบประมาณได้ทันก่อนวันที่ 30 กันยายน 2025

📌 ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งแตะ 36 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่การขาดดุลงบประมาณยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน) เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน แม้ว่ารายได้จากภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายกลับมีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น สะท้อนถึงภาวะการคลังที่เริ่มควบคุมไม่ได้

📌 นอกจากนี้ นักลงทุนยังเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถของกระทรวงการคลังในการระดมทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาล หลังการเปิดขายพันธบัตรอายุ 20 ปี มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจต่ำกว่าที่คาดการณ์ โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติที่เคยเป็นผู้ถือครองรายใหญ่ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และจีน

📌 นโยบาย ‘ลดภาษี-เพิ่มรายจ่าย’ ของทรัมป์ อาจซ้ำเติมวิกฤต
การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมนโยบาย “One Big Beautiful Bill Act” ที่จะขยายเวลาลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สร้างความกังวลว่าอาจทำให้รายได้รัฐหดตัวในระยะยาว ขณะที่ยังไม่มีแผนลดรายจ่ายอย่างจริงจัง ผลคือหนี้อาจพุ่งอีก 3-5 ล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปีข้างหน้า

📌 Moody’s และหน่วยงานจัดอันดับเครดิตต่าง ๆ ได้เริ่มส่งสัญญาณเตือน เช่น การลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐฯ จาก Aaa ลงสู่ Aa1 โดยอ้างถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลขาดวินัยทางการคลัง และแนวโน้มที่หนี้สาธารณะอาจทะลุ 134% ของ GDP ภายในปี 2035

⭐️ ทองคำกำลังกลับมา? นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย
ในช่วงที่ความไม่แน่นอนพุ่งสูง ทั้งจากการเมือง หนี้สาธารณะ และเสถียรภาพของรัฐบาล ทองคำจึงกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเหมือนอดีตที่ผ่านมา เช่น ช่วง Shutdown ในปี 2018-2019 ราคาทองคำปรับขึ้นกว่า 7% ภายใน 3 เดือน ขณะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง

📌 ล่าสุดราคาทองคำโลกยังเคลื่อนไหวในระดับสูงกว่า 3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนักวิเคราะห์จากหลายสำนัก เช่น Goldman Sachs และ J.P. Morgan มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย อีกทั้งยังคงคาดการณ์ราคาทองคำโลกไว้ที่ระดับ 3,675-3,700 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

🎯 โดยสรุป ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า “ปัจจุบัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงต้านจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะที่สูงเกินควบคุม พันธบัตรที่เริ่มถูกเมิน และงบประมาณใหม่ที่ยังไม่ลงตัว ความเสี่ยง Government Shutdown อาจเป็นตัวเร่งให้ตลาดโลกเข้าสู่โหมด ‘Risk-Off’ ในครึ่งหลังของปีนี้ ดังนั้น ทองคำจึงอาจกลายเป็น ‘สินทรัพย์ดาวเด่น’ อีกครั้งในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ”

01/09/2025

เพราะครอบครัวคือคนสำคัญ 🥰
สร้างวันข้างหน้าที่ดีกว่า เพียงเริ่มเก็บออมทอง

✨หยอดเหรียญทองทยอยเก็บออมทีละนิด ได้ง่ายๆ✨
ด้วย 🐷 กระปุกหมูออมสิน จาก ฮั่วเซ่งเฮง

”เพราะทองคำพร้อมเติบโต สร้างความมั่นคงให้ทุกอนาคต“ 🆙

📌กระปุกหมูออมสิน (สำหรับออมเหรียญทอง)
ขนาด : กว้าง 5.5 x ยาว 7.9 x สูง 4.8 ซม.

📌เหรียญทองคำ 96.5% (สำหรับหยอดกระปุกหมูออมสิน)
น้ำหนัก : 0.5 และ 1 กรัม

01/09/2025

🏦ธนาคารกลางตุนทองคำมากกว่า 1,000 ตัน ติดต่อกันปีที่ 3 ธนาคารกลางโปแลนด์ รั้งอันดับ 1 เข้าซื้อทองสำรองปี 2567

📌แม้ว่าธนาคารกลางยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำในปี 2567 แตะระดับ 1,044.6 ตัน แต่ก็มีปริมาณลดลงจากปี 2566 ที่ระดับ 1,050.8 ตัน และในปี 2565 จำนวน 1,080.01 ตัน ซึ่งจากสถิติแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ในช่วงปี 2022 เป็นต้นมา ธนาคารกลางทั่วโลกมีการเข้าซื้อทองคำเพื่อเก็บเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญเป็นระยะเวลาถึง 3 ปีแล้ว

📌ทองคำซึ่งเป็นตัวแทนสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) และสามารถป้องกันความเสี่ยงทางด้านเงินเฟ้อได้ดี ยังคงได้รับความสนใจจากธนาคารกลางต่างๆมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะจากสงครามการค้าที่ สหรัฐฯ พร้อมจะปะทุกับหลายประเทศพันธมิตรที่เกิดดุลการค้ากับสหรัฐฯ อีกทั้งปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในปี 2025 ก็เป็นอีกปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางต่างๆ มีความต้องการสำรองทองคำเพิ่มสูงขึ้น

Culinary Team

Attire

Telephone